ตา
โดย อาทิ
1.
“ลูกเอ็งเป็นอะไรไม่รู้”
เขาเอามือป้องปากขณะกรอกเสียงลงไปในโทรศัพท์ น้ำเสียงร้อนรนระคนหงุดหงิด หันซ้ายขวาอย่างระแวดระวัง
ตอนนี้นังหนูน่าจะออกไปแล้ว คงไม่ได้ยินที่เขาพูดหรอกนะ แต่ก็แน่ใจไม่ได้หรอก ไฟในห้องสว่างจนเกือบเช้าแบบนั้น ถ้าออกไปเรียนจะไหวหรือ เมื่อคืนได้หลับได้นอนสักกี่ชั่วโมงเชียว เขาวนเวียนคิดหาสาเหตุแล้วโพล่งสิ่งที่สงสัยในใจออกไป
“มันกินยาบ้าหรือเปล่าเนี่ย ทำไมไม่รู้จักหลับจักนอน เอ็งกลับมาดูบ้างเหอะ ข้าไม่ใช่แม่มันนะโว้ย”
ไม่รอให้อีกฝ่ายตอบอะไรอีก เขาวางสาย ไม่ต่อความยาวสาวความยืด ใจกรุ่นไปด้วยอารมณ์ แม่มันนี่ยังไงนะ พอลูกเข้ามหาลัยได้ก็ไปทำงานต่างจังหวัดไกลๆทันที เด็กมันยังไม่ทันโตเลยจะรีบไปทำไม ถึงจะกลับมาบ้างก็เถอะ แต่สองสามอาทิตย์มาทีจะไปพออะไรกัน
ถึงเอ็นท์ติดแล้วก็เถอะ ไม่ได้หมายความว่ามันดูแลตัวเองได้แล้วหรอกนะ เขานึกพร้อมส่ายหัวเบาๆ การใช้ชีวิตของหลานในแต่ละวันทำให้เขางุนงงว่า นี่มันชีวิตเด็กเรียนมหาวิทยาลัยจริงๆหรือ ทำไมช่างแตกต่างกับชีวิตของลูกสาวเขาสมัยก่อน
เท่าที่จำได้ ลูกต้องตื่นนอนแต่เช้ามืด นั่งอ่านหนังสือก่อนไปคณะ ตกเย็นกลับมาบ้าน ปัดกวาดเช็ดถู โขลกน้ำพริกทำกับข้าวให้น้องๆ ช่วยเมียเขาจัดเตรียมของไปขายในตลาดเช้าวันรุ่งขึ้น ตกกลางคืนถึงได้มีเวลาอ่านหนังสือก่อนเข้านอน กระทั่งบางครั้งที่ไฟโดนตัดยังต้องทนอ่านหนังสือใต้แสงเทียนเป็นอาทิตย์ จนกว่าเขาจะเงินเดือนออกและไปต่อไฟอีกครั้งตอนสิ้นเดือน
เขาพาครอบครัวเข้ากรุงหนีความยากจนมาหาโอกาสที่ดีกว่า เริ่มจากทำงานรับจ้างรายวัน ขยับมาเช่าแท็กซี่จากอู่แถวบ้านขับ จนกระทั่งวันหนึ่งมีเพื่อนในอู่เดียวกันเอาประกาศรับสมัครพนักงานขับรถของเทศบาลมาให้ดู โชคช่วยคนสัมภาษณ์ถูกใจรับเขาเข้าทำงาน เงินเดือนอาจไม่มาก แต่รับประกันความมั่นคงให้เขาและครอบครัว ที่นี่เองเขาทำงานอยู่จนเกษียณ สำหรับคนที่วุฒิการศึกษาแค่ประถมหก การได้เป็นลูกจ้างในหน่วยงานราชการถือเป็นความโชคดีอย่างที่สุดแล้ว
นี่เอง เขาจึงพยายามส่งเสียให้ลูกทั้งสามคนได้มีโอกาสเรียนเพื่อจะไม่ต้องทำงานแบบเขา ยิ่งถ้าได้เป็นข้าราชการแบบเจ้านายที่เขา
ขับรถรับส่งทุกเมื่อเชื่อวันยิ่งดี ดังนั้น เมื่อลูกคนกลางมีแววที่จะเรียนสูงๆได้ เขาจึงสนับสนุนเต็มที่ ด้วยหวังว่าสักวันลูกจะสอบติดข้าราชการในหน่วยงานสักแห่ง ได้เป็นเจ้าคนนายคน ไม่ใช่แค่จะสบายไปจนแก่ แต่ยังเป็นหน้าตาของตระกูลอีกด้วย
ลูกสาวไม่ทำให้เขาผิดหวัง นางสอบติดบรรจุเป็นข้าราชการกระทรวงหนึ่ง ที่นั่น นางได้พบรักและแต่งงานกับชายหนุ่มรุ่นพี่ในหน่วยงานเดียวกัน นับเป็นลูกเขยที่เขาและเมียพอใจ เมื่อทั้งสองเก็บเงินดาวน์บ้านมือสองพื้นที่ใช้สอยพอสมควรแถวชานเมืองได้ต่างจึงรับเอาพ่อแม่ของตัวมาอยู่ด้วย
ครอบครัวข้าราชการของลูกมีหน้ามีตาเมื่อเทียบกับญาติๆแม้ต้องแลกด้วยการย้ายไปประจำตามจังหวัดต่างๆ การดูแลหลานส่วนมากจึงตกเป็นของปู่ย่าตายาย สองสามปีนี้ก็เช่นกัน ลูกเขาต้องย้ายไปประจำจังหวัดแห่งหนึ่งในภาคเหนือ ส่วนลูกเขยย้ายไปรับตำแหน่งอีกจังหวัดแถวภาคกลาง ทิ้งหลานสาวที่เพิ่งสอบติดมหาวิทยาลัยไว้ให้เขาดูแล
แต่การใช้ชีวิตของหลานทำให้เขาประหลาดใจ ลูกสาวบอกว่าหลานสอบติดคณะออกแบบ ซึ่งมันคืออะไรเขาก็ไม่เข้าใจ เขาเห็นนังหนูตื่นตอนใกล้แปดโมงเกือบทุกวัน ข้าวปลาไม่กิน หรือจะพูดให้ถูกคือกินไม่ทันมากกว่า อาบน้ำแต่งตัวลวกๆแล้วกระหืดกระหอบโบกมอเตอร์ไซค์รับจ้างไปเรียน กลับบ้านมืดค่ำ ยิ่งพอขึ้นปีสองพ่อมันซื้อรถมือสองคันเล็กๆให้ขับไปเรียน บางวันกว่าจะกลับล่อไปสี่ทุ่ม แล้วก็เปิดไฟนั่งทำอะไรก็ไม่รู้ต่อในห้องทำงานแทบทุกคืนจนเกือบสว่าง บางคืนได้ยินเสียงตอกตะปู บางคืนก็เห็นออกมานั่งเล่นกับหมาตอนตีสามตีสี่อยู่เป็นนาน ช่างต่างกับชีวิตของลูกสาวเขาจริงๆ
เขาเดินกลับห้องตัวเอง เสียงไก่เพื่อนบ้านโก่งคอขันทำให้ต้องเงยหน้ามองนาฬิกาติดผนัง เขาคว้ากาต้มน้ำ เข้าครัวกรอกน้ำแล้วเดินออกมายังเตาถ่านตรงลานข้างบ้าน คว้ากิ่งไม้ที่แห้งดีแล้วมากำหนึ่ง เริ่มก่อฟืนจุดไฟอย่างชำนาญ เมื่อไฟติดจึงเอากาต้มน้ำวางก่อนเริ่มควักเอามวนยาสูบออกมาจุด กลิ่นควันที่เกิดจากฟืนแห้งผสมกับกลิ่นยาสูบคลุ้งไปทั่ว ปกติเขามักออกไปสูบยานอกบ้านหรือไม่ก็ตอนดึกที่ทุกคนนอนแล้ว ด้วยเกรงใจลูกและหลาน แต่วันนี้ไม่มีใครอยู่บ้าน ขอก่อนสักมวนตอนเช้าแก้เครียดคงไม่เป็นไร
ฟังจากน้ำเสียงของลูกสาวที่ตอบมา นางคงตกใจที่เขาโทรไปกระทันหันแบบนั้น กว่าลูกจะกลับมาบ้านได้คงต้องรอจนถึงวันศุกร์เย็น เขาลืมคิดตอนโทรไปว่า การจะให้คนที่เป็นหัวหน้าหน่วยงานต้องลางานมากลางอาทิตย์นั้นไม่ดีแน่ นี่ลูกคงต้องทำงานอย่างไม่สบายใจไปอีกหลายวัน
ว่าแล้วเขาก็ตัดสินใจ ในเมื่อลูกสาวมีภาระ เขาจะทำหน้าที่ดูแลหลานให้ดีแทนนาง ถึงจะความรู้น้อย ไม่มีปัญญากวดขันเรื่องเรียนหรืออาจจะดูแลเรื่องอาหารการกินไม่ได้ แต่เขาคอยเป็นหูเป็นตาให้ได้ เพื่อลูกจะทำงานอย่างไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง
2.
เขากวาดลานบ้าน หุงหาอาหารให้ตัวเอง ซึ่งทำอย่างชำนิชำนาญทุกเมื่อเชื่อวันด้วยเตาถ่านคู่ชีพ ลูกเคยถามว่าทำไมไม่ใช้เตาแก๊ส แต่เขาไม่พิศมัย การปิ้งการหมกด้วยเตาแก๊สจะไปมีกลิ่นหอมเหมือนจากเตาฟืนได้ยังไง อีกอย่าง เขาชอบความคุ้นเคยนี้ มันทำให้นึกถึงช่วงเวลาเยาว์วัยในดินแดนราบสูงที่เคยอยู่
ตกค่ำ เขาดับเตา อาบน้ำประแป้ง นั่งฟังข่าวจากวิทยุในห้องพร้อมสูบยามวนสุดท้าย จบข่าวภาคค่ำแล้วเขาหมุนหารายการโปรด นั่งฟังไปเรื่อยจนตาใกล้ปิด ใจยังพะวงว่าทำไมหลานไม่กลับบ้านสักที ไม่ทันได้หลับดีก็สะดุ้งตื่นเมื่อได้ยินเสียงประตูรั้วหน้าบ้านถูกลากเปิด มีเสียงเครื่องยนต์เคลื่อนตัวเข้ามาในที่จอดรถ แสงไฟจากหน้ารถสาดวาบมาที่นาฬิกาแขวนผนังในห้อง เขามองตามทิศทางแสงนั้น เสียงเปิดปิดประตูรถและเสียงจ้อกแจ้กของวัยรุ่นทำให้เขาตาตื่นและยันตัวขึ้นจากที่นอน เงี่ยหูฟังอย่างเงียบๆ ทันใดนั้นก็มีเสียงเคาะที่หน้าต่างพร้อมเสียงกระซิบ
“ตา หนูกลับมาแล้ว มีเพื่อนมาทำคอมด้วยนะ”
“เออ กูรู้แล้ว”
ยังดีที่ยังมีแก่ใจเดินมาบอก เขานึก ความคิดแล่นต่อไป เพื่อนที่ไหน กี่คน ผู้ชายหรือผู้หญิง แล้วมาทำอะไรกันดึกดื่นป่านนี้ คงเป็นเพราะไอ้คอมอะไรนี่แหล่ะที่แม่มันซื้อมาให้นังหนูเมื่อเดือนก่อน เห็นบ่นว่าราคาแพงหูฉี่แต่ก็ต้องกัดฟันจ่ายเพราะหลานต้องใช้ทำงานเวลาเรียน ตั้งแต่มีคอม นังหนูก็เอาแต่นั่งที่ไอ้หน้าจอนี่จนดึกดื่นเที่ยงคืน แต่วันนี้มีการเอาเพื่อนกลับมาบ้านด้วย เสียงจ้อกแจ้กที่ได้ยินนี่น่าจะหลายคนแน่
เขาล้มตัวลงนอน หูยังฟังเสียงเจี๊ยวจ๊าวจากห้องทำงานหน้าบ้าน ขอสักงีบก่อนแล้วเดี๋ยวจะเดินไปดูสักหน่อย เขานึกพลางหลับตา มาสะดุ้งตื่นอีกครั้งเมื่อได้ยินเสียงหมาเห่า มือพลันคว้าไฟฉายข้างเตียงส่องไปที่นาฬิกาข้างฝาจึงเห็นว่าตีสองแล้ว ทุกอย่างรอบตัวเงียบสงัดรวมทั้งเสียงจากห้องด้านหน้าด้วย เขาค่อยๆลุกจากที่นอน มือกำไฟฉายคู่ใจเดินไปที่ประตูห้องแล้วค่อยๆแง้มเปิด ถึงเสียงจะเงียบแล้วแต่ไปดูสักรอบก็ดี
เขาปิดประตูห้อง เดินอ้อมรถของหลานสาวออกมาจึงเห็นว่ามีรถอยู่อีกคันจอดต่อท้าย นี่คงมากันเต็มบ้านแน่ๆ เขานึกพลางเดินอย่างเงียบเชียบต่อไปยังด้านหน้าของตัวบ้าน ไอ้แท่งเดินมาพันแข้งพันขาอย่างรู้งาน เขาลูบหัวมันก่อนเดินจนถึงห้องทำงาน เมื่อเห็นว่าไฟในห้องยังคงสว่างจึงค่อยๆย่อตัวลง ชำเลืองหน้าเข้าไปตรงหน้าต่างบานที่อยู่ไกลที่สุดแล้วเพ่งมอง
นังหนูยังนั่งอยู่หน้าจอ มีเด็กสาวผมยาวรุ่นราวคราวเดียวกันอีกคนนั่งอยู่ข้างๆ ทั้งคู่หน้าตาเมื่อยล้า ถ้าเหนื่อยขนาดนี้ทำไมไม่นอนกันสักทีนะ เขานึกพลางกวาดตามองวัยรุ่นที่เกลือกกลิ้งตามพื้นและโซฟา นี่มากันตั้งเจ็ดคนเลยหรอ ยังดีที่มีเพื่อนผู้หญิงมาด้วย ไม่งั้นเขาคงได้ขมวดคิ้วอีกรอบ
เอาเถอะ งั้นคงไม่มีอะไรน่ากังวลละมัง เขานึกพลางหาวหวอด ก้าวเท้ายาวๆกลับห้องตัวเองแล้วเอนตัวผลอยหลับอีกครั้ง
หลับไปนานเท่าไหร่ไม่รู้ แต่เสียงหมาเห่าทำให้เขาพลิกซ้ายป่ายขวา เสียงเห่ารัวนั้นต่างจากปกติ ที่สุดก็อดรนทนไม่ได้จึงยันตัวลุกจากที่นอน คว้าไฟฉายแล้วเดินจ้ำยาวๆตามเสียงนั้นพลางเหลือบมองห้องทำงานด้านหน้า เห็นทุกอย่างมืดแล้วจึงแอบถอนใจ ในที่สุดก็รู้จักหลับจักนอนเสียที
ทันทีที่ไอ้แท่งเห็นเขาก็สั่นหางด้วยความดีใจ มันยังคงเห่าและมองเขม็งไปทางกอกล้วยริมรั้ว เขาจึงเพ่งมองตามมันไป
แถวริมรั้วเป็นที่ๆเขาชอบไปนั่งเล่นตอนกลางวันเนื่องจากร่มรื่นและมีลมโกรกผ่านตลอดวัน ใบกล้วยอันใหญ่โตและกอที่เบียดแน่นบังแดดได้ดี ถ้าอากาศร้อนมากจนนอนกลางวันในห้องไม่ไหวเขามักเอาเตียงผ้าใบพับได้ไปกางนอนเล่น แต่ในคืนเดือนมืดที่ทุกอย่างเงียบสงัดแบบนี้ ความร่มรื่นกลับวังเวงอย่างบอกไม่ถูก
เขาพยายามเพ่งสายตาฝ่าความมืดไปยังจุดนั้น ท่ามกลางดงกล้วยที่เพยิบไหวไปตามแรงลม มีเงาตะคุ่มคล้ายคนยืนไม่ไหวติงอยู่ที่นั่น เขายืนตัวแข็งก่อนรีบตั้งสติ ใจนึกถึงตาช่วยสติเฟื่องที่เดินขอข้าวชาวบ้านในซอย เพิ่งมีคนเจอแกแอบปีนเข้าไปนอนในสวนบ้านคนอื่นไม่กี่วันก่อน ถ้าไม่ใช่คนบ้าอย่างตาช่วยก็ต้องเป็นคนไม่ดีแหล่ะวะ ใครที่ไหนจะมาหลบๆซ่อนๆในบ้านคนอื่นเอาเวลานี้ เขาสรุปในใจ ไฟฉายในมือกระชับแน่นขึ้น อย่างน้อยถ้าจะมีใครคิดไม่ดีปีนเข้ามา ไอ้นี่น่าจะเป็นอาวุธในยามคับขันได้ เขาคิดพลางสาวเท้าไปยังสิ่งที่น่าสงสัยนั้น สมองตื่นตัวเต็มที่พร้อมกับสารพัดวิธีในหัวเตรียมรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่วินาทีที่จะถึง
“ช่วย มึงรึเปล่าวะ”
เขาเปล่งเสียงหยั่งเชิง เมื่อเข้าไปใกล้จึงเห็นว่าเงาร่างนั้นเล็กกว่าที่คิด ผมที่สยายปลิวตามลมทำให้แน่ใจว่าไม่น่าใช่ตาช่วยที่รู้จัก ใจเขาเต้นแรงจนแทบกระดอนออกมานอกอก ขณะที่ลังเลว่าควรเข้าไปใกล้มากกว่านี้หรือเถิบถอยออกมา ไอ้แท่งตัวดีก็วิ่งพรวดเข้าไปหาแล้วเห่ากรรโชกเสียงดัง
ร่างนั้นหันขวับมาทันที รูปเงาเค้าหน้าในความมืดทำให้เห็นว่านี่คือเพื่อนผู้หญิงของหลานคนที่เขาเห็นนั่งทำคอมในห้องทำงานไม่กี่ชั่วโมงก่อน เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ เด็กผีบ้าพวกนี้ มายืนอะไรตอนตีสามสี่ตีสี่คนเดียว จะทำให้คนแก่หัวใจวายตายแล้วไหมล่ะ
“อย่ามายืนมืดๆตรงนี้เลยลูกเอ๊ย กลับเข้าบ้านไปนอนกับเพื่อนๆเถอะ”
ยังไงนี่ก็เพื่อนหลาน เขาคิด จะมึงมาพาโวยใส่คงไม่เหมาะ เขาพูดพลางสืบเท้าเข้าไปใกล้ มือเปิดสวิตช์ไฟฉายพลางก้มมองรอบๆอย่างสำรวจตรวจตรา โชคดีที่ไม่มีงูเงี้ยวแถวนี้ ไม่งั้นยัยหนูนี่ซวยแน่
เด็กสาวไม่ตอบอะไร เขานึกเอะใจจึงเงยหน้าไล่มองขึ้นไป แสงจากไฟฉายสาดที่หน้าเด็กสาว เธอซีดเซียวและอิดโรย ผมเผ้ายุ่งเหยิง ใต้ตาดำคล้ำจากการอดนอน ตาที่เหลือกขึ้นนั้นเห็นแต่ลูกนัยน์ตาสีขาว
เขาร้องสุดเสียง ไฟฉายหลุดมือ เมื่อตะลีตะลานคว้าได้แล้วจึงจ้ำอ้าวกลับไปที่ห้องทำงานด้านหน้า ใช้กำปั้นทุบหน้าต่างซ้ำๆจนหลานเดินงัวเงียมาเปิดประตู เพื่อนของนางค่อยๆเดินตามมาสมทบทีละคน
“เพื่อนมึงหายไปทั้งคนพวกมึงไม่รู้กันหรือไง”
เขาขึ้นเสียง หลานและเพื่อนของนางหายง่วงเป็นปลิดทิ้ง ต่างหันซ้ายหันขวา ถึงได้เห็นว่าเพื่อนหายไปคนหนึ่ง ทุกคนหน้าตาเลิ่กลั่ก
“กูเห็นมันอยู่แถวกอกล้วยริมรั้วโน่น ไปเอาเพื่อนมึงกลับมาซะ”
ไม่รอให้หลานตอบอะไร เขารีบหันหลังเดินกลับห้องก่อนสำทับส่งท้าย
“ไม่รู้เพื่อนมึงเป็นอะไร ระวังตัวด้วยแล้วกัน กูไปนอนละ“
เขารีบเข้าห้อง สวดมนต์ทุกบทเท่าที่จะนึกได้ นึกหวังให้ยามเช้ามาถึงโดยไวก่อนหลับไปอย่างเหนื่อยอ่อน
3.
ภาพถ่ายของเธอสมัยเด็กมักจะมีรูปปู่ ย่าหรือยายที่ป้อนข้าว พาไปเที่ยว หรือเล่นกับเธอ แต่ไม่เคยมีตาอยู่ในรูปเหล่านั้น หากพอจะเจอบ้างก็จากรูปงานรวมญาติฝั่งแม่ ตาจะนั่งหน้าเฉยเมยอยู่ในกลุ่มพี่น้อง ตายิ้มแทบนับครั้งได้ นอกจากเป็นเสือยิ้มยากแล้ว ตายังประหยัดถ้อยคำ คำพูดของตาสั้น ห้วน ชัดเจน ไม่ประดิษฐ์เยิ่นเย้อ
ถึงจะดูเหมือนว่าตาเป็นคนแสดงออกถึงความรักน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับปู่ย่าหรือยาย ตาไม่เคยทำกับข้าวให้กิน ไม่เคยสอนกอไก่ขอไข่ ไม่เคยเล่นหรือคุยจ๊ะจ๋าด้วย แต่เมื่อเธออายุมากขึ้นจึงเข้าใจว่าตามีวิธีแสดงออกในแบบของเขา มันตรงไปตรงมา คำหวานไม่เคยมี ส่วนคำตักเตือนมาในรูปประโยคสั้นๆที่จบแล้วจบกัน ไม่พูดซ้ำ ใครทำตามก็ดี ไม่ทำก็ได้ แกถือว่าโตๆกันแล้ว ชีวิตใครชีวิตมัน
ยิ่งตอนหลังที่ปู่ ย่าและยายลาจากไป แม่กับพ่อยังต้องอยู่ประจำตำแหน่งที่ต่างจังหวัด เหลือเธอซึ่งสอบติดมหาวิทยาลัยไว้กับตาสองคน ถึงดูเหมือนต่างคนต่างอยู่ แต่เมื่อไหร่ที่เธอเปิดรั้วเข้าบ้านก็มักได้กลิ่นมวนยาสูบที่ยังอวลบางๆ หลังจากนั้นไม่กี่นาทีจะมีเสียงเปิดประตูจากห้องตา เสียงรองเท้าแตะเดินกระทบพื้นซีเมนต์ไปมาสักพักก่อนจะมีเสียงปิดประตูตามหลัง ตาไม่เคยเข้ามาทักแต่เธอรู้ว่าเขาออกมาดูความเรียบร้อยก่อนเข้านอน หลังๆเมื่อเธอกลับมาดึกจึงเป็นฝ่ายไปเคาะหน้าต่างห้องตาเองเสียเลย เสียงที่ตอบกลับมาทำให้รู้ว่าเขายังไม่หลับ บางครั้งที่เมื่อยล้าจากการปั่นงานถึงตีสองตีสาม เธอจะออกมานั่งเล่นกับไอ้แท่งที่ชานหน้าบ้าน หลังจากนั้นไม่กี่วันแม่จะโทรมาพร้อมคำถามหรือคำเตือนเช่นว่า ทำไมออกมานั่งหน้าบ้านดึกๆดื่นๆ ทำไมถึงออกไปมหาวิทยาลัยสายทุกบ่อย อย่าลืมเก็บห้องทำงานด้วย หรือได้เช็คลมยางรถตัวเองบ้างหรือเปล่า นั่นทำให้เธอรู้ว่าตายังคอยสอดส่องดูแลความเป็นอยู่ของเธออย่างเงียบๆ
แต่คืนนั้นต่างออกไป นั่นคือช่วงอยู่ปีสอง แม่เพิ่งซื้อคอมพิวเตอร์แอปเปิลให้ เธอเป็นหนึ่งในไม่กี่คนในห้องที่มีคอมรุ่นนี้ เพื่อนๆขอมาที่บ้านแล้วใช้คอมเวียนกันทำงาน เมื่อทุกคนเสร็จงานตอนตีสี่กว่าๆจึงนอนสลบเกลื่อนห้องรวมทั้งเธอด้วย จำได้ว่าหลับได้ไม่นานก็มีเสียงฝีเท้า หมาเห่า คนร้องตะโกนแล้วสักพักตาก็มายืนทุบหน้าต่างไม่หยุดที่ห้องทำงานจนเธอตื่น เมื่อออกไปดูจึงเห็นตายืนอยู่หน้าบ้าน พูดเสียงดังให้ไปเอาตัวเพื่อนที่อยู่ในสวนกลับเข้าบ้านก่อนจะเดินหนีกลับห้อง
ตอนนั้นเองที่เธอและเพื่อนๆเห็นว่า แก้ว หนึ่งในเพื่อนหายตัวไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ เมื่อเดินไปที่กอกล้วยตามที่ตาบอกจึงเห็นแก้วกำลังยืนงงเหมือนเพิ่งตื่นอยู่ในความมืดคนเดียว ทุกคนถึงรู้ว่าแก้วเดินละเมอออกมาจากห้อง แก้วมีกิตติศัพท์เรื่องหลับแล้วเดินละเมอมาตั้งแต่ปีหนึ่ง เธอเคยทำให้รุ่นพี่และเพื่อนๆตกอกตกใจด้วยการลุกเดินออกไปนอกตึกคนเดียวกลางดึกในคืนงานรับน้องที่คณะ โชคดีที่เพื่อนคนหนึ่งวิ่งไปจับแขนเอาไว้ได้ขณะที่แก้วกำลังข้ามถนน ที่น่ากลัวคือเธอจำอะไรไม่ได้เลยในตอนเช้า ตั้งแต่นั้นมาเมื่อแก้วต้องค้างที่คณะ เพื่อนๆมักจะคอยตื่นมาเช็คว่าแก้วยังอยู่หรือเปล่า ซึ่งก็ไม่เคยมีปัญหาอีก จนกระทั่งคืนนั้นที่ทุกคนทำคอมเหนื่อยจนผลอยหลับและลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท
แก้วเล่าว่าหลังทำคอมเสร็จรู้สึกง่วงมากจนนั่งต่อไปไม่ไหวแล้ว พอล้มตัวนอนก็ไม่รู้สึกอะไรอีกเลย รู้ตัวอีกทีตอนได้ยินเสียงเสียงผู้ชายตะโกนอยู่ข้างหู เมื่อสะดุ้งตื่นขึ้นมาถึงเห็นว่าตัวเองยืนอยู่ตรงต้นกล้วยกับหมา ส่วนผู้ชายที่ได้ยินเสียงนั้นไม่รู้ไปไหนแล้ว
“เสียงเหมือนคนแก่ๆ น่ากลัวมากเลย” แก้วย้ำ
4.
แม่โทรมาเล่าเมื่อเธอไปเรียนต่อได้ไม่นานว่าตาไม่สบาย หายใจลำบากและไอเป็นเลือดไม่หยุด เมื่อไปตรวจจึงพบว่าเป็นมะเร็งตับและถุงลมโป่งพองระยะสุดท้าย สาเหตุนั้นนอกจากยาสูบที่แกมวนสูบเป็นประจำ ยังเกิดจากการสูดดมควันไฟของเตาถ่านต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี เมื่อเจอตอนสายเกินไปจึงไม่มีทางรักษาให้หายขาด ที่ทำได้ดีที่สุดคือประคับประคองคนไข้ให้ทรมานน้อยสุดในเวลาที่เหลืออยู่นี้
“เคยบอกให้หยุดแล้วแต่แกขอ บอกว่านี่คือความสุขไม่กี่อย่างของแก”
แม่เปรยเศร้าๆพร้อมบอกให้เธอเตรียมใจและอาจต้องเตรียมตัวเผื่ออีกไม่นานต้องบินกลับมา
ตารับรู้ข่าวด้วยอาการสงบ เขาเคยไปงานศพเพื่อนเก่าร่วมอาชีพบางคนที่จากไปด้วยโรคเดียวกันนี้และรู้ว่าจะต้องเจอกับตัวเองเข้าสักวัน สิ่งเดียวที่ตาขอจากแม่คือหากเมื่ออาการหนักก็อย่าได้ยื้อแกไว้ อย่าให้แกต้องอยู่กับอาการป่วยไข้นี้ต่อไปอีก
“หายใจแต่ละครั้งทรมานมาก ยิ่งตอนไอนี่เจ็บจริงๆ ขอให้พ่อไปดีๆเถอะนะ”
นั่นเป็นคำสุดท้ายที่ตาทิ้งท้ายไว้ก่อนจะเข้าโรงพยาบาล แม่รับคำแม้ไม่เต็มใจ หมอต้องให้ตาใส่หน้ากากออกซิเจนตลอดเวลาเพื่อช่วยหายใจเนื่องจากปอดทำงานไม่ไหวแล้ว และหลังจากนั้นตาก็พูดไม่ได้อีกเลย
คำขอของตาเป็นจริงสี่เดือนหลังจากนั้น เธอรีบจองตั๋ว โชคดีที่สามารถบินกลับมาร่วมงานศพได้ทัน เธอต้องการมาส่งตาเป็นครั้งสุดท้าย ถึงไม่มีช่วงเวลาซาบซึ้งใจใดๆให้จดจำแต่เธอรับรู้ถึงความห่วงใยที่ตาเคยมีให้ตลอดเวลาที่เคยอยู่ด้วยกัน
หลังจบงานศพ แม่มีเวลาไม่กี่วันกับการจัดการเอกสารต่างๆและเก็บข้าวของของตาก่อนกลับไปทำงานที่ต่างจังหวัด เธอเองก็ต้องกลับไปเรียนต่อในอีกสองสามวันเช่นกัน
หลังจากสาละวนช่วยแม่เก็บข้าวของที่ยังใช้ได้ใส่กล่องเพื่อรอมูลนิธิมารับจนมืดค่ำ เธอเพิ่งนึกได้ตอนก่อนนอนว่าควรเอาหนังสือออกแบบสองสามเล่มกลับไปด้วยจึงเข้าไปในห้องทำงานที่เคยใช้สมัยเรียน มันถูกปิดไว้ตั้งแต่เธอไม่อยู่ แม้แต่ตาเองก็ไม่เคยเหยียบเข้ามาในห้องนี้แม้แต่ครั้งเดียว
คอมเครื่องเก่ายังอยู่ที่เดิม มันถูกผ้าคลุมไว้ลวกๆ เห็นแม่เคยถามนานแล้วว่าคอมย้อนยุคแบบนี้ยังจะเก็บเอาไว้ทำไมอีก เมื่อเธอได้ยินเสียงฝีเท้าเดินไปมาในห้องรับแขกจึงส่งเสียงเรียก เผื่อแม่เห็นดีงามด้วยจะได้ให้มูลนิธิยกเอาไปพร้อมกับกล่องบริจาคอื่นๆในคราวเดียวกันเสียเลย เมื่อไม่มีเสียงตอบ เธอจึงเดินไปที่ห้องรับแขก
ไม่มีใคร
ขณะยืนอยู่ พลันเธอได้กลิ่นที่ชินคุ้น
เป็นกลิ่นยาสูบผสมควันฟืน
5.
เธอบินกลับไปเรียนต่ออีกครั้ง ทุกอย่างดำเนินไปตามจังหวะของมัน มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นกับเธอภายในไม่กี่เดือนหลังจากนั้น ทั้งการเรียน ชีวิต ความรัก ล้มลุกคลุกคลาน ผิดหวังฟูมฟาย เจียนตาย ครบรส
การนั่งมองฟ้ามองดาวในยามค่ำคืนยังคงช่วยเยียวยา สิ่งที่ขาดหายไปคือสัตว์สี่ขาที่เคยคลอเคลีย และการมีอยู่ของคนที่เคยเฝ้าดูห่วงใย
บางทีความเงียบนั้นก็สั่นสะเทือนกว่าที่คิด
แม่โทรมาในคืนหนึ่งไม่นานหลังจากนั้น ถามว่ามีปัญหาอะไรบ้างไหม สุ้มเสียงกังวลจนน่าแปลกใจ แม่เล่าต่อว่าฝันไม่ค่อยดีมาหลายคืน ในฝันตายังคงเดินไปมารอบบ้านตอนกลางคืน พอเห็นแม่ก็หน้าตาโกรธเกรี้ยว ถามเสียงดังว่าหลานหายไปไหน ทำไมไม่กลับบ้านสักที ตอนนี้นังหนูร้องไห้ทุกคืนอยู่ข้างนอก แม่อย่างมึงทำไมไม่ออกไปหาลูกบ้าง
“ตอนนี้เป็นยังไงบ้าง ที่ตาว่าร้องไห้ทุกคืนน่ะจริงไหม” แม่ถาม น้ำเสียงอ่อนโยนแบบนานทีจะเคยได้ยินสักครั้ง
“แม่ก็มัวยุ่งแต่งาน บางทีลืมนึกไปจนตาต้องมาทัก ขอโทษนะลูก
แกคงยังห่วงหลานอยู่ละมั้ง เดี๋ยวแม่ว่าจะไปวัดทำบุญให้แกสักหน่อย”
เธอนิ่งคิด นี่เอง ทำไมช่วงนี้ถึงได้กลิ่นยาสูบ จะว่าเป็นกลิ่นบุหรี่ของลูกค้าในผับที่เธอทำงานตอนช่วงเย็นก็ไม่ใช่
มันเป็นกลิ่นยาสูบผสมควันฟืนที่คุ้นเคย
“หนูสบายดีค่ะแม่ ขอบคุณที่โทรมานะคะ” เธอตอบ คิดว่าตัวเองก็ต้องไปวัดไทยในสุดสัปดาห์ที่จะถึงนี้เช่นกัน