โอบเอ๋ย...โอบเจ้า
โดย ภูบดินทร์ บุญสูง
แม้แต่แสงตะวันในยามเที่ยงที่ระอุร้อนและแผดไอแดดรุนแรงที่สุดก็ไม่อาจส่องลงไปถึงก้นหลุม
ฉันไม่รู้ว่าตัวเองตกลงมาในหลุมมืดดำทะมึนนี้เป็นครั้งที่เท่าไหร่ นับไม่ถ้วนเห็นจะได้ และทุกครั้งที่ตกลงมามันก็ยิ่งลึกขึ้นทุกที ๆ จนในที่สุดปากหลุมที่เคยเห็นแสงสว่างเลือน ๆ ก็หายไปจากครรลองการมองเห็นของฉัน เหลือเพียงแต่ความมืดมนอนธการเท่านั้นที่ครอบครองจักษุเนตร ยิ่งฉันตกลงมาบ่อยครั้ง ฉันยิ่งดำดิ่ง จมลึก หายใจไม่ออก อึดอัดจวนเจียนจะสำรอกออกมา พยายามตะเกียกตะกายอย่างไรก็ขึ้นมาไม่ได้ ด้วยในหลุมไร้ที่ยึดเกาะ มันว่างเปล่า โหวงเหวง และตัวฉันก็ลอยละล่องอยู่ท่ามกลางนั้น ไม่ใช่ขึ้นไป แต่ดำดิ่งลงสู่เบื้องล่าง ไม่เคยมีสัญญาณเตือนบ่งบอกว่ามันจะเกิดขึ้นตอนไหน บางทีเป็นกลางวันที่ผู้คนพลุกพล่าน บางครั้งเป็นกลางคืนซึ่งฉันกำลังหลับไหลในนิทรารมณ์ มันปลุกฉันให้ตื่นและเล่นงานอย่างหนัก แม้ง่วงงุนที่สะสมจากความเหนื่อยล้ามาตลอดวันก็ไม่อาจสยบมันลงได้
ฉันจำไม่ได้ว่ารู้สึกหรือไม่รู้สึกอะไรแบบนี้ตั้งแต่เมื่อใด นานมาแล้วหรืออาจไม่นานมานี้ ความทรงจำฉันสับสน เปะปะ วกวนเหมือนเขาวงกต คิดอะไรไม่ออกราวกับมีกลุ่มควันเข้ามาบดบังในหัวจนตื้อทึบ ทุกครั้งที่ฉันรู้สึกถึงหลุมมืดมิดนั่น มันไม่เคยอยู่ตรงหน้า มันอยู่ตรงนี้ ที่ตรงนี้ ในใจฉัน มันเกิดขึ้นเมื่อไหร่ฉันจำไม่ได้อีกแล้ว เลือนรางเหลือเกิน หลุมบ้านี่ มันทำฉันกลัว บางทีมันก็ทำให้ฉันบ้าเหมือนกับมัน ทรมาน ปวดร้าว หนาวเหน็บ ผวาหวาดทุกตื่นหลับ จนถึงตอนนี้อะไรพวกนั้นที่โถมซัดเข้าใส่ฉันประเดี๋ยวชัดประเดี๋ยวสลัวรางในความรู้สึก ท้ายที่สุดฉันก็ไม่รู้สึกถึงอะไรอีกเลย เป็นความแปลกที่วังเวง และความรู้สึกหนึ่งซึ่งปนแทรกมาตามความไม่รู้สึก คือ ‘การอยากหายไป’ อยากหายไปจากตรงนี้ จากโลกนี้ อยากสูดลมหายใจให้ได้เต็มปอดอีกสักครั้ง แต่หลุมบ้านี่มันกักกันฉันไว้ด้วยอาการสะอึกสะอื้นไห้ น้ำตาเปียกชุ่มใบหน้าจนแห้งเหือดครั้งแล้วครั้งเล่าก็ไม่อาจบรรเทาสิ่งที่ฉันประสบภายในหลุมได้ วิธีที่ฉันคิดออกมีวิธีเดียวคือการจากลาและหายไปตลอดกาล ความตาย อาจเป็นสิ่งที่ง่ายกว่าการต้องอยู่เผชิญหน้ากับมันอย่างโดดเดี่ยวไร้แหล่งพึ่งพิงช่วยเหลือ ไม่เคยมีใครช่วยฉันได้จริง ๆ นั่นรวมถึงตัวฉันเองด้วย
ฉันมองลงไปยังเบื้องล่างผ่านระเบียงคอนโดชั้นที่ 25 ในยามค่ำคืนที่มืดมิดยังมีแสงไฟระยิบตรงโน้นทีตรงนี้ที ผู้คนยังใช้ชีวิต แต่ฉันไม่อยาก การกระโดดลงไปจากตรงนี้คงรู้สึกดีกว่าการตกลงไปในหลุมดำทะมึนไร้แสงสว่าง แค่ปีน ก้าวสั้น ๆ ง่าย ๆ ฉันอาจหลุดพ้น ทว่าคนเบื้องหลังคงไม่ รวมถึงคนที่อาศัยในคอนโดแห่งนี้ด้วย ราคาคงตกฮวบเมื่อมีคนตายที่นี่ ฉันไม่อยากสร้างปัญหาให้กับใคร ฉันคิดพลางจับรอยแผลเป็นเส้นเล็ก ๆ หลายเส้นที่ขูดขีดอย่างมั่วซั่วตรงข้อมือไปมา ครั้งหนึ่งมันเคยเป็นอีกตัวเลือก และฉันก็นึกขำตัวเองในใจอยู่เหมือนกัน ฉันไม่อยากให้ใครมาเห็นสภาพร่างเจ้าเนื้ออย่างที่สุด กึ่งนอนกึ่งนั่งกึ่งเปลือยสิ้นใจอยู่ในห้องรกเรื้อรุงรังไร้ระเบียบ ฉันอาจจะจัดห้องให้ดีเสียก่อน แต่ก็รับไม่ได้กับร่างของตัวเอง มันคงอุจาดตาสำหรับผู้พบเห็น ทั้งยังคงเป็นภาพติดฝังลึกในสมองของใครคนนั้นอีกด้วย ฉันจึงเลือกวิธีต่อมาคือทิ้งร่างลงจากที่สูง แต่ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้ฉันลังเล ลมพัดโกรกใบหน้าวูบนึง ฉันมองออกไปไกล สมองโล่งว่างชั่วเสี้ยววินาที แล้วความคิดหนึ่งก็แล่นผ่านกระโดดผลุงเข้ามา 'ถ้าเป็นบนเขา ฉันคงตายอย่างสงบ'
หลังจากเดินวนไปเวียนมาในห้องพักใหญ่ ฉันก็ตัดสินใจโทรหาเพื่อนคนหนึ่งที่อยู่เชียงใหม่ สัญญาณรอสายดังสองสามครั้ง เสียงปลายสายก็ดังขึ้น “ว่าไง” เขายังไม่หลับจริง ๆ ด้วย
“แก พาฉันไปดอยหน่อย”
“หืม ? ดอยอะไร”
“แกพาฉันไปดอยหน่อย” ฉันย้ำเสียงสั่น
“แกเป็นอะไรหรือเปล่า” เขาถามราวกับจับความเคลื่อนไหวและเปลี่ยนไปในเสียงได้
“แกพาฉันไปดอยหน่อย นะ นะ” ถึงตอนนี้ฉันไม่อาจข่มกลั้นน้ำตาที่กำลังพรั่งพรูออกมาได้ ไม่ใช่เพราะหลุมหรือเขา แต่เป็นคำถามที่ฉันไม่รู้จะตอบไปอย่างไร ฉันไม่รู้ว่าฉันเป็นอะไรกันแน่ ฉันแค่เพียง 'อยากตาย'
“ได้ ๆ เมื่อไหร่” เขาตอบเสียงเรียบคล้ายกำลังฟังความเป็นไป
“พะ พรุ่งนี้” ฉันตอบสะอึกสะอื้น เสียงที่ออกมาจึงติด ๆ ขัด ๆ
“กะทันหันขนาดนั้นเชียว กี่โมงละ”
หลังจากจบบทสนทนาที่แปลกประหลาดนั่น ฉันก็จัดการจองตั๋วเครื่องบินรอบเช้าสุดเลยเดี๋ยวนั้น แบกกระเป๋าสะพายเล็ก ๆ ใบนึง แค่นี้คงเพียงพอสำหรับคนที่จะเดินทางไปตายอย่างฉัน
ฉันพบกับเขาครั้งแรกเมื่อแปดเก้าปีก่อนที่เชียงใหม่ ที่ที่ธรรมชาติอันสมบูรณ์เขียวชอุ่มเย็นฉ่ำโอบล้อมตัวฉัน ที่ที่ตัวคุ่นสักตัวหรือสองตัวประทับรอยกัดของมันไว้ตรงต้นขาข้างขวาของฉัน และทิ้งตุ่มบวมไว้ตรงนั้นนานนับเดือน เขาเป็นคนพูดน้อยอย่างที่สุด และประโยคยืดยาวที่เขาพูดกับฉันเป็นประโยคแรกคือ “เป็นอะไร ทำไมถึงมีหัวเข่าตั้งสามอันแหนะ” นั่นจึงทำให้ฉันรู้ว่าเขาไม่เพียงแค่พูดน้อย แต่ยังเป็นคนขี้เล่นหรือหากเรียกกันง่าย ๆ ว่ากวนตีนอีกต่างหาก
เราจากกันที่สถานีรถไฟเชียงใหม่ เขามาส่งฉันด้วยท่าทางงก ๆ เงิ่น ๆ ประหม่าเล็กน้อยดูไม่คุ้นเคยกับสถานที่ เราพูดจากันเยอะกว่าที่ควรจะเป็น มันทำให้ฉันประหลาดใจอยู่หน่อย ๆ ไม่คิดว่าเขาจะสาธยายเรื่องราวต่าง ๆ ได้มากมายถึงเพียงนี้ ผิดจากที่คาดไว้โขเชียว เราจากกันตรงนั้น ตรงสักโบกี้หนึ่งของขบวนรถไฟมุ่งหน้าสู่กรุงเทพฯ รอบเวลาหกโมงเย็น เขาเดินลง ส่วนฉันเดินขึ้น กล่าวร่ำลากันด้วยถ้อยคำธรรมดาดาษดื่น ทว่าเราทั้งคู่ต่างรู้ว่าได้ทิ้งบางอย่างไว้ในใจของแต่ละฝ่าย เราไม่พบกันอีกเลยจนกระทั่งบัดนี้ในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า
หลังจากกันคราวนั้น เรายังติดต่อกันอยู่บ้างบางคราว แล้วแต่โอกาสใดจะสะดวกเหมาะเอื้ออำนวย เขาคงเป็นคนที่ฉันอาจตกหลุมรักได้ หรือตกหลุมรักไปแล้วและคงจะตกหลุมรักอีกครั้ง หากรู้จักเขาน้อยหรือมากกว่าที่จะรู้ หรือได้ใกล้กันมากพอที่จะเอื้อมมือไปฉุดตัวเขามาสวมกอดเอาง่าย ๆ แต่ในความจริงมันเป็นไปไม่ได้หรือเป็นไปได้ยากเย็นเสียเหลือเกิน
ฉันเดินเตร็ดเตร่อยู่ในสนามบินอย่างกระวนกระวาย คืนนี้ฉันคงไม่นอน บางทีหลุมบ้านั่นมันคงทำฉันนอนไม่หลับอีกตามเคย ฉันสัมผัสได้ว่ามันกำลังขยายขอบเขตของมันให้ใหญ่พอจะครอบคลุมจิตใจทั้งหมดของฉัน ซึ่งมันเกือบทำสำเร็จแล้ว
รุ่งเช้ามาเยือนอีกหนพร้อมกับเท้าสักข้างเหยียบลงบนผืนดินเชียงใหม่ เท้าคู่เดิมที่เคยเหยียบย่างทิ้งรอยเอาไว้ แต่เหตุผลของการมาถึงที่นี่ในครั้งนี้กลับแตกต่างออกไปจากครั้งก่อนราวฟ้ากับเหว เขามายืนรออยู่แล้วด้วยใบหน้าอิดโรยแต่ปากยังเผยรอยยิ้มบาง ๆ เมื่อคืนเขาคงได้นอนไม่กี่ชั่วโมง
“หิวไหม กินอะไรมาหรือยัง” ฉันส่ายหน้าแทนคำตอบ
รถยนต์เคลื่อนตัวช้า ๆ ออกจากประตูสนามบิน ยังเช้าอยู่ รถราดูบางตา บรรยากาศโดยรอบและในรถเงียบสงัดจนได้ยินกระทั่งเสียงหายใจเบา ๆ ของเขาแว่วมา ฉันเหลือบเห็นถุงข้าวเหนียว น้ำพริกหนุ่มกับแคบหมูวางอยู่ตรงเบาะหลัง ของโปรดที่ฉันชอบกินเมื่อตอนอยู่ที่นี่ เขาจำได้ กลิ่นของมันโชยจาง ๆ เรียกน้ำย่อยในกระเพาะให้ตื่นตัว แต่ฉันไม่อยากกิน
“กินอะไรหน่อยไหม ฉันซื้อมาให้”
ฉันส่ายหน้า “ยังไม่หิวน่ะ”
“ละแกอยากไปดอยไหน คิดไว้หรือยัง”
“ดอยไหนก็ได้ แล้วแต่แกเลย” ฉันขยับแว่นที่เลื่อนต่ำลงมาให้เข้าที่ พลางมุดหน้าซบลงบนกระเป๋าสะพายที่กอดไว้แน่น
“งั้นฉันขอแวะที่ที่ฉันอยากไปสักที่สองที่นะ ถ้าแกไม่รีบ” ฉันพยักหน้าเบา ๆ ไม่อยากคิดอะไรเลยตอนนี้ แสงแดดอุ่น ๆ สาดกระทบแก้มซ้ายของฉัน สีส้มเรื่อเรืองเคลื่อนตัวอยู่ตรงขอบฟ้า เหนือนาข้าวเขียวชอุ่ม สะท้อนผิวน้ำในบึงเข้มคล้ายดวงตะวันในโลกกลับด้าน ฉันทอดมองทัศนียภาพอันงดงามระหว่างที่รถเคลื่อนตัวขนานไปกับรางรถไฟยาวเหยียดไม่รู้จบ
เขาหักเลี้ยวพวงมาลัยซ้ายทีขวาที ตัวรถมุ่งหน้าผ่านละเมาะไม้พุ่มข้างทางไปเรื่อย ๆ ทิ้งต้นยางนาสูงใหญ่ตระหง่านแผ่ร่มเงาปกคลุมถนนไว้เบื้องหลัง บ้านเรือนตั้งกันอยู่ห่าง ๆ ต้นไม้น้อยใหญ่ถูกปลูกแซมไว้ให้เห็นจนชินตา แล้วรถก็จอดลงตรงพื้นโล่งหน้าบ้านชั้นเดียวหลังหนึ่งที่มีรูปหมีกับแมวอ่านหนังสือประดับตรงผนังบ้าน เหนือรูปขึ้นไปมีตัวหนังสือเขียนไว้ว่า ‘ร้านหนังสือเล็ก ๆ’
รอบ ๆ ร้านมีต้นไม้นานาพรรณชูช่ออวดดอกสีสันสดใสแต่งแต้มให้ตัวร้านดูมีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น ประตูไม้สีเขียวถูกเขาดึงเปิดออกอย่างเบามือ ทันทีที่ก้าวเข้าไปข้างใน กลิ่นหนังสือผสมปนเปกับกลิ่นกาแฟปะทะฆานสัมผัสเด่นชัด รู้สึกอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูก ที่นี่เหมือนกับหลุมหลบภัยขนาดใหญ่ที่พร้อมให้ฉันหลีกลี้หนีมาซ่อนตัวได้นานเป็นปี ๆ เจ้าของร้านเป็นหญิงร่างบางผมสั้นสวมแว่นดูมีอายุกำลังง่วนอยู่กับการชงกาแฟ เธอหันมายิ้มพลางเอ่ยทักทายอย่างเป็นมิตร “ตามสบายนะคะ” ฉันพยักหน้ารับ ส่วนเขาหายไปตรงมุมหนึ่งของร้าน หยิบ ๆ ยก ๆ หนังสือหลายเล่มมาเปิดอ่านอย่างใจจดใจจ่อ คล้ายเด็กน้อยได้ของเล่น ฉันสูดกลิ่นอายภายในร้านอยู่ครู่หนึ่งก่อนเริ่มเดิน ดวงตาสอดส่ายไปมาบนโต๊ะที่วางหนังสือไว้หลายหลาก ดูเปะปะแต่ก็เป็นระเบียบในคราวเดียวกัน จนไปสะดุดเข้ากับหนังสือเล่มนึง เป็นเล่มที่คุ้นตา ฉันใช้มือลูบไปบนปกสีน้ำเงินเข้มที่มีรูปบ้านหลังหนึ่งตั้งอยู่ ดูมั่นคงแข็งแรงในความรู้สึก
“เคยอ่านไหม” เจ้าของร้านถามมาจากข้างหลัง
“ยังไม่เคยค่ะ แต่คิดว่ามีอยู่ที่บ้าน”
“ดีนะ ลองอ่านดูสิ” เจ้าของร้านพูดเบา ๆ ก่อนกลับไปง่วนอยู่กับกาแฟตรงหน้า ฉันยิ้ม หันกลับมามองที่ปกหนังสืออีกครั้ง ‘ปาฏิหาริย์ร้านชำของคุณนามิยะ’
เรื่องนี้ฉันไม่เคยลืม มันชัดเจนอยู่ในหัว หลุมยังเป็นสิ่งที่ฉันไม่รู้จัก นั่นทำให้ความรู้สึกและความทรงจำครั้งนั้นประทับแน่นไม่เคยจาง เขาส่งหนังสือเล่มนี้กับอีกเล่มมาให้เมื่อราวหกปีก่อน หลังวันเกิดฉันเพียงไม่กี่วัน เขาบอก ถือว่าเป็นของขวัญ ในกล่องพัสดุนอกจากหนังสือแล้วยังมีกระดาษโน้ตที่มีลายมือยึกยือแนบติดมาด้วยใจความว่า ‘ฉันส่งหนังสือไปให้นะรอบนี้ คิดว่าแกคงชอบ ถึงแม้ว่าจะยังไม่ได้เปิดอ่าน แกก็จะรู้ว่าแกชอบมัน’ สารภาพตามตรงฉันแค่กรีดมันผ่านตา ยังไม่เคยเปิดอ่านเป็นจริงเป็นจังเท่าใดนัก ทั้งสงสัยถึงข้อความที่เขียนอยู่บนกระดาษว่ามันหมายความว่าอย่างไรกันแน่ ฉันจะชอบมันทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้เปิดอ่านจริงหรือ ความคิดนั้นหวนกลับมาในห้วงคำนึงของฉันอีกหน เป็นคำถามที่ยังไม่ได้รับคำตอบ คงถึงเวลาที่ฉันต้องกลับไปอ่านมันเสียที แต่มันจะไม่เกิดขึ้น ฉันรู้ ฉันกลับไปอ่านไม่ได้แล้ว ฉันมาที่นี่เพื่อจะตาย หลุมลึกกระทุ้งใจเบา ๆ ทว่ากลับฉุดฉันร่วงลงไปถึงกลางหลุม มันมาเตือนให้รู้ว่าฉันกำลังอยู่ในสถานภาพใด ความสุขเป็นสิ่งที่ฉันไม่ควรได้รับจากอะไรหรือจากใครทั้งนั้น
ฉันก้มหน้ากำหมัดแน่น ปกหนังสือหลากหลายยังอยู่ในสายตา แต่ใจกลับไม่จดจ่อ คล้ายกับถูกดึงดูดให้ตกลงไปในหลุมมืด โหวงเหวง ทันใดนั้น บางอย่างนุ่มฟูพาดผ่านสัมผัสขาฉันไปอย่างนิ่มนวล พอมองลงไปก็เห็นแมวสีส้มตัวอ้วนฉุคลอเคลียไปมา ก่อนทิ้งตัวอวดพุงพุ้ย ฉันทรุดตัวลงไปนั่งลูบมันพลางเกาพุงเจ้าส้มอ้วนกลม มันส่งเสียงครืดคราดในลำคออย่างพอใจ ขณะที่ทั้งฉันและเจ้าแมวกำลังเพลิดเพลิน ประตูด้านหน้าก็เปิดผลุงออก หญิงร่างสมส่วนอายุไล่เลี่ยกับหญิงร่างบางคนแรกก็เดินเข้ามา เธอคือเจ้าของร้านอีกคนหนึ่ง ประโยคแรกที่เธอเอ่ยแสนเรียบง่ายแต่เปี่ยมพลังอบอุ่นสดใสรุนแรง “ทานขนมจีนซาวน้ำกันไหมคะ ใกล้เที่ยงแล้วคงจะหิวกัน” เธอไม่รอฟังคำตอบพร้อมกับหายไปอีกด้านของร้าน ไม่นานขนมจีนซาวน้ำสองจานก็ถูกยกมาวางบนโต๊ะที่อยู่ถัดไปเพียงไม่กี่ก้าว “ตามสบายนะคะ ทางนี้เองก็ขอตัวไปทานข้าวเที่ยงก่อน” ว่าแล้วทั้งสองก็เดินจากไป ทิ้งเราสองคนไว้เพียงลำพังกับขนมจีนซาวน้ำที่ดูน่ากินเสียยิ่งกว่าอะไรในตอนนี้ ฉันคงเริ่มหิวจริง ๆ แล้วละ
เขากับฉันนั่งซดขนมจีนซาวน้ำที่มีกลีบดอกไม้สีชมพูโรยอยู่บนหน้า รสหวานหอมนุ่มของขนมจีนอวลคลุ้งอยู่ในปาก ณ ขณะนั้น ขนมจีนและบทสนทนาอันยืดยาวของเราก็ดำเนินไปราวกับไม่รู้จบท่ามกลางกองหนังสือ กลิ่นกาแฟ และหมู่มวลดอกไม้ที่ห้อมล้อมเราไว้ มันคงเป็นวันที่ดีอีกวันหนึ่งในความทรงจำของฉัน ก่อนที่ฉันจะหายไปจากโลกนี้
เราออกมาจากร้านหนังสือเล็ก ๆ ตอนเวลาบ่ายโมงเศษ เขาได้หนังสือติดมือมาหนึ่งเล่ม ส่วนฉันไม่ได้อะไรติดมือมาเลย ทว่ามีบางสิ่งบางอย่างติดตรึงในใจฉันติดกลับออกมาด้วย ถุงข้าวเหนียวกับน้ำพริกหนุ่มยังวางตรงที่เดิมที่มันเคยอยู่ ส่วนแคบหมูถูกเขาปันไปให้เจ้าของร้านเพื่อตอบแทนขนมจีนซาวน้ำทั้งสองจานเป็นที่เรียบร้อย ฉันหยิบหนังสือที่เขาพึ่งได้เมื่อครู่มาดู หน้าปกสีแดงอมส้มมีรูปหญิงไร้หน้าผู้หนึ่งในชุดที่คงนิยมใส่กันในรัชสมัยของฮ่องเต้สักพระองค์ของจีน ยืนอุ้มแมวสีดำ รอบ ๆ มีอีกาเกาะอยู่สามสี่ตัว ‘พุทธศักราชอัสดงกับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ’
“ชื่อยาวจัง ดูจะอ่านยาก” ฉันเปรย
“แค่ชื่อกับหน้าปกดูจะอ่านยาก แต่ถ้าเปิดอ่านจริง ๆ อาจจะง่ายก็ได้นะ” เขาชะงักไปครู่หนึ่งเหมือนคิดอะไรได้ “แต่เล่มนี้น่าจะยากของจริง” เขาพูดพลางหัวเราะ ฉันขมวดคิ้วมุ่น
“จะไปไหนต่อหรือ” ฉันถามขณะที่เขาหักพ่วงมาลัยเพื่อเปลี่ยนเส้นทางจากถนนปกติไปเป็นถนนขึ้นเขาที่ดูชันขึ้นมาเล็กน้อย เสียงเครื่องยนต์ครางหึ่ง ๆ รถเคลื่อนตัวไต่ระดับคดเคี้ยวผ่านแมกไม้เขียวขจีที่อยู่โดยรอบ ทัศนียภาพด้านข้างประเดี๋ยวเป็นป่าประเดี๋ยวเป็นเหวสลับไปมาและสูงขึ้นเรื่อย ๆ
“ออบขาน” เขาตอบเสียงเรียบเช่นเคย สายตาคงจดจ่ออยู่กับถนน
“อีกไกลไหม”
“ไม่ไกลมาก เดี๋ยวก็ถึง หลังลงจากออบขาน เราไปอ่างแก้วกันเนอะ น่าจะถึงตอนเย็น ๆ พอดี แกอยากไปอ่างแก้วมาตลอดนี่”
ใช่ ฉันอยากไปอ่างแก้ว อยากไปเห็นบรรยากาศของอ่างแก้วในยามเย็นที่ท้องฟ้าตัดกับทิวเขาทอดตัวยาวตระหง่านสุดลูกหูลูกตา ปุยเมฆสีขาวลอยอ้อยอิ่งคลอเคล้าโอบล้อมยอดดอย น้ำในอ่างที่ต้องแสงอัสดงทอประกายวับวาม อยากสัมผัสสายลมแผ่วเบาที่โชยพัดให้กิ่งไม้ลู่เอน ไล้ไปตามผิวน้ำจนเกิดเป็นระลอกคลื่นกระเพื่อมไหวระลอกแล้วระลอกเล่า ผืนฟ้า ผืนน้ำ เมฆหมอก ภูเขา ต้นไม้ ใบหญ้า มวลอากาศ กระแสลม และทุกอย่างของที่นั่น เป็นสิ่งที่ฉันได้เพียงแค่เชยชมผ่านหน้าจอโทรศัพท์ ในใจลึก ๆ ยังคงหวังว่าจะได้ใช้กายเนื้อตาเนื้อของตัวเองสัมผัสเหล่านั้นให้ได้สักครั้ง แต่มันคงเป็นไปไม่ได้แล้ว ฉันจะไม่มีวันรับรู้ว่าลมที่อ่างแก้วเป็นเช่นไร ผิวน้ำที่อ่างแก้วยามต้องแสงอาทิตย์ระเรื่อเรืองจะสวยงามเพียงใด เพราะนับตั้งแต่ที่เราเริ่มมุ่งหน้าขึ้นออบขาน ความสูงของมันก็ยิ่งกระตุ้นส่งสัญญาณเตือนมาเร่า ๆ เวลาที่เฝ้าคอยใกล้มาถึงในอีกไม่ช้า ฉันเลือกที่นี่เป็นที่ที่ฉันจะหายไปจากโลกนี้ ไม่ต้องสูงเทียมดอยอินทนนท์ ขอเพียงแค่สูงให้ร่างของฉันหลุดร่วงลงไปปะทะแผ่นหินหรือเวิ้งน้ำเบื้องล่างและพรากชีวิตที่ทุกข์ทรมานของฉันให้หลุดพ้นจากหลุมมืดดำบ้านี่ก็พอแล้ว
ขณะที่รถเคลื่อนตัวไปตามทางสูงชันคับแคบ ฝนก็โปรยเม็ดลงบางเบา กระทบก้องบนหลังคา กระจก และแมกไม้โดยรอบ เสียงนั้นกังวาลใสดังเป็นจังหวะขับกล่อมดั่งดนตรีของเหล่าภูตขับขานจากพงไพร มันแว่วฝ่าความมืดของหลุม ทะลวงผ่านม่านหมอกที่ปกคลุมในหัวฉัน ทว่ายังดังไม่พอ กลไกของหลุมพยายามฉุดฉันให้จมดิ่งลึกลงไปในมัน
ตอนที่ฝนเริ่มลงเม็ดหนักขึ้น เราก็มาถึงบนออบขานพอดี ออบขานในวันฝนตก ร้างไร้ผู้คน มีรถของเราจอดอยู่เพียงคันเดียวกับเสียงเครื่องยนต์ครางหึ่ง ๆ แสงไฟหน้ารถสาดส่องตัดผ่านกำแพงหยดน้ำขนาดมหึมาช่วยให้เราเห็นทางเบื้องหน้าชัดเจนยิ่งขึ้น แม้สลัวรางอยู่บ้าง แต่ก็ดีกว่ามองไม่เห็นอะไรเลย
“รอให้ฝนซากว่านี้สักหน่อย ค่อยลงไปกัน ฝนแบบนี้ตกไม่นาน เดี๋ยวก็หยุด” เขาว่า
ฉันไม่สน ไม่ว่าฝนจะหยุดหรือไม่หยุด อย่างไรฉันก็ต้องตายอยู่ดี หากรอฝนซาอย่างเขาว่า มันก็แค่ยืดชีวิตฉันออกไปอีกไม่กี่นาที นั่นหมายถึงฉันต้องทนทรมานกับหลุมนานต่อไปอีกหน่อยด้วย ฉันไม่อยากอยู่แล้ว แม้เพียงเสี้ยววินาทีก็ตาม ฉันอยากหลุดพ้น อยากหายไป อยากจบเรื่องนี้เต็มที เมื่อคิดได้ดังนี้ ฉันก็พรวดพราดเปิดประตูย่างเหยียบลงบนพื้นฉ่ำน้ำ ก้าวอาด ๆ ตามทางบันไดหินที่นำไปสู่ที่ที่สูงกว่าและสูงพอ เขารีบวิ่งตามมาข้างหลัง ฉันวิ่ง วิ่ง วิ่งทั้งที่ตัวเปียกโชก ในใจอัดอั้นพร้อมระเบิดออกทุกเมื่อ เพราะหลุมบ้านั่นหลุมเดียว มันทำให้ฉันกลายเป็นแบบนี้ แต่อีกไม่นานทุกอย่างจะจบลง เมื่อฉันหายไป
ฉันวิ่งเอาเป็นเอาตาย ไม่รู้ทิศรู้ทาง รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่หายใจไม่ทัน ปอดของฉันปวดตุบ หายใจเฮือกใหญ่อ้าปากงับอากาศให้เข้าไปหล่อเลี้ยงร่าง ฉันเงยหน้า มองขึ้นไปบนฟ้า ฝนหยุดเสียแล้ว ฝนหยุดจริง ๆ ด้วย เสียงน้ำไหลเชี่ยวกรากเบื้องล่างดังผ่านผาหินแกร่งสูงเข้ามาในโสต เมื่อก้มมองลงไปเห็นคลื่นสาดซัดรุนแรง หากฉันกระโดดตรงจุดนี้กระแสของมันคงทั้งพัดทั้งบดร่างของฉันเข้ากับหินก้อนใหญ่ก้อนใดสักก้อนที่มุดจมหรือโผล่พ้นให้แหลกเละไม่มีชิ้นดี
ฉันสูดลมหายใจลึก ไอเย็นลอดผ่านรูจมูกเข้าไปในปอดจนรู้สึกสะท้าน กลิ่นไอดินปนกลิ่นฝนคละคลุ้งอวลอยู่ตรงปลายจมูก สายตาทอดไปไกล เห็นหินผาแกร่งลวดลายงามงดขอดกิ่วเข้าหากัน มันคงผ่านลมผ่านฝนผ่านน้ำมานานนับแสนนับล้านปี ธารน้ำที่อยู่ด้านล่างประเดี๋ยวกว้างประเดี๋ยวแคบตามครรลองที่ไหลผ่าน แนวหินบ้างบีบเข้าหาบ้างกางออกเป็นเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ และคงเป็นเช่นนี้ไปตลอดสาย ในใจรู้สึกสงบอย่างประหลาด เท้าที่กำลังก้าวก็ชะงักเพียงแค่นั้น สวยงาม นี่คือธรรมชาติ หลุมดูหดลงเล็กน้อย แล้วความคิดสองสามความคิดก็ผุดขึ้นในหัว ฉันอยากอยู่ต่อ ฉันอยากมีชีวิต ไม่ใช่เพื่อใครหรือเพื่ออะไร แต่เพื่อตัวฉันเอง ส่วนหลุมบ้านั่น มันคงถูกกระแสธารแห่งกาลเวลากัดเซาะ พัดพาออกไปจากใจฉันในสักวัน สักวัน สักวันมันจะหายไป อยากลองอ่านหนังสือเล่มที่เขาส่งให้ดูสักครั้ง ฉันจะได้รับคำตอบที่ถามไปหรือไม่ ขอเพียงแค่เริ่มเปิดอ่านหน้าแรกจนถึงหน้าสุดท้าย คำตอบคงปรากฎชัดตรงหน้าฉันเอง อยากลองไปอ่างแก้วดูสักหน สิ่งที่สัมผัสจากที่นี่ ที่อ่างแก้วจะให้สิ่งที่แตกต่างหรือคล้ายคลึง ฉันต้องสัมผัสด้วยตัวเองจึงจะเข้าใจมันทั้งหมด เสียงฝีเท้าเขาวิ่งไล่ตามขึ้นมา ตัวเปียกตั้งแต่หัวจรดเท้า หายใจหอบเหนื่อย ยืนห่างไปราวครึ่งไม้บรรทัด
“ฉัน...อยากไปอ่างแก้ว”
ฉันพูดแทบไม่เป็นภาษา เพราะน้ำตาที่ไหลหลั่งพรั่งพรูออกมาอาบแก้มจนใบหน้าบิดเบี้ยวเหยเก เหมือนเด็กขี้แยที่ถูกแม่ตีเพราะเล่นน้ำฝน เขายิ้ม เดินเข้ามาดึงตัวฉันไปกอด กระซิบข้างหูฉันเบา ๆ ว่า
“……..”
|