“เชี่ย... มึงก็ทำงานที่นี่เหมือนกันเหรอ บังเอิญชิบหาย” นักแสดงชายผมยาวพูด “เห้ย มาได้ไงวะ ไม่เจอกันชาติเศษ บังเอิญจริง” นักแสดงชายผมสั้นพูด “มึงใช่มั้ยผู้ช่วยของอติพล กูเอง ผู้ช่วยของกิตตินันท์” “เออ หัวหน้างานมึงเล่นหัวหน้ากูหนักเลยนะรอบนี้” เธอมาถึงงานพอดีกันกับที่คิวของการแสดงละครเวทีเล็ก ๆ เริ่มขึ้น หลังกวาดสายตาหาคนรู้จัก หรือที่จริงเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เธอมองหา เขาอยู่ตรงนั้น บาร์เครื่องดื่มเหมือนครั้งที่เธอบังเอิญเจอเมื่อสองปีก่อน ไวน์แดงในมือพร้อมใบหน้าแดงฉานเหมือนเด็กเขิน เธอเดินเข้าไปหา ไม่ได้สนใจว่าจะเจอเพื่อนคนอื่น ๆ ในงานเลี้ยงรุ่นเพื่อนมัธยมแห่งนี้มั้ย เพราะหากงานเลี้ยงรุ่นคือวาระโอกาสแห่งการพบหลังพราก เขาคือคนที่เธอห่างเหินยาวนานที่สุดในความคิด, ไม่ใช่ด้วยระยะเวลาแต่เป็นความจงใจ ดั่งยอดประทับสุดของความคิดถึง เธอเดินเข้าไปหา ประหนึ่งพยายามทำลายมัวหมอกแห่งการเริ่มต้นสนทนา เธอเงียบในเบื้องแรก ยิ้มทักทาย เป็นเขาที่เริ่มพูด “ว่าแล้วว่าคุณต้องมา” “ไม่ใช่แค่คุณที่คิดนะ” เธอและเขาหัวเราะพร้อมกัน เธอสั่งไวน์ขาวจากซอมเมอลิเยร์ “ชาร์ดอนเนย์หรือรีสลิงครับ” “พิโนต์ กรีส์ค่ะ” โดยเดาใจเธอออก เขาอธิบาย “เพื่อนที่สนิทกันมาก ๆ ตอนเรียนมัธยม แต่อีกคนอยู่ ๆ ก็เริ่มเหินห่าง โดยอีกคนไม่เคยรู้เหตุผล แล้วบังเอิญมาเจอกันอีกครั้งที่รัฐสภา ทั้งคู่ทำงานเป็นผู้ช่วยสส.ที่กำลังตีกันอยู่” “กาลเป็นคนเขียนใช่มั้ย” “ใช่ แสดงด้วย ผู้ชายผมยาว เก่งฉิบหาย” เธอดื่มรสหวานเปรี้ยวออกเมลอนของไวน์ พร้อมเงียบลง เช่นเดียวกับเขา (ห้องทำงาน โต๊ะตรงกลาง เก้าอี้สองตัวตรงข้ามกัน) ชายผมยาว - โอเค อันนี้คือคำร้องตรวจสอบเรื่องสุดท้าย ชายผมสั้น - เดี๋ยวพรุ่งนี้เข้างาน ส่งให้นายกูให้นะ ชายผมยาว - แล้วทำไมมึงมาทำงานกับคน ๆ นี้ได้วะ รู้ใช่มั้ยว่าเขา... (ความเงียบ) ชายผมยาว – เออ (...) กูไปก่อนนะ ชายผมสั้น – ได้ ๆ มึงมีคอนแทคกูยัง ชายผมยาว – กูมีเฟซมึงตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว (หัวเราะ) จำไม่ได้เหรอ ชายผมสั้น - อืม กูนึกว่ามึงบล็อกไปแล้ว ชายผมยาว – กูจะบล็อกทำไมก่อน (ความเงียบ) ชายผมสั้น – งั้นไว้กูทักไปชวนกินข้าว ยังไงแม่งก็ทำงานที่เดียวกันอยู่ละ กาลลุกขึ้นเดินไปหลังเวที หายไป (ความเงียบ) สามสิบวินาทีที่ชายผมสั้นยังคงนั่งอยู่ที่เดิม ทันใดตะโกนขึ้น เดี๋ยวก่อน กลับมาก่อน กูมีเรื่องจะถามมึง (...) กาลกลับมาเข้าฉาก ราวกับเขาไม่ได้เป็นนักแสดงผมยาวคนนั้นอีกแล้วแต่เป็นตัวเขาเอง ทำไมก่อนเรียนจบมึงไม่คุยกับกูอีกเลยวะ กูแม่งคิดเรื่องนี้มาทั้งชีวิตเลยอะ กูคิดจนกูไม่อยากหาคำตอบ กูทำอะไรให้มึงวะ เพราะกูด่ามึงวันนั้นเหรอ หรือที่กูเผลอดูถูกมึงแบบเล่น ๆ ไม่ได้ตั้งใจจะพูดแบบนั้นจริง ๆ กูไม่คิดว่ามึงจะคิดมากนะเว้ยเลยพูดแบบนั้นไป ประหนึ่งเขาเขียนงานชิ้นนี้เพื่อให้ประโยคนี้ถูกถามขึ้น และเขาจะได้ตอบมันผ่านหน้าฉากของการแสดง ทั้งคู่ยืนตรงข้ามกัน ทั้งหน้าฉากในโลกจริง และอุดมคติในโลกสมมติซึ่งแสดงอยู่ กูเกลียดมึง ตอนนี้กูก็ยังเกลียด มึงมันก็แค่สิ่งตกค้างจากยุคสมัยเก่าที่แม่งยังมีความคิดกดคนอื่นให้อยู่ในกรอบ แต่กูกับมึงก็เป็นเพื่อนกัน เป็นข้อที่เจ็บปวดที่สุดในสมการนี้ มึงจะฆ่ากูเลยเหรอกับการไม่อยู่ในระเบียบ ไม่ใช่ทุกคนนะเว้ยที่ได้ดีในระบบอ่ะ มึงไม่เข้าใจเหรอวะว่าการกำกับที่มึงเห็นชอบอะ มันทำร้ายกูขนาดไหน มันทำให้มึงทำร้ายกูขนาดไหน สิ่งที่น่าเจ็บปวดที่สุดคือมึงยังเป็นเพื่อนกู แล้วกูก็ยังเป็นเพื่อนมึง กูรู้ว่ามึงรักกู แต่มึงเข้าใจความคิดกูที่มันต่างจากมึงมั้ย มึงอภัยให้กับปริแตกไม่สามารถสมานกับความคิดที่ถูกต้องของมึงได้มั้ยวะ กูเลยห่างจากมึง แต่กูขอพูดอะไรที่น้ำเน่าชิบหายให้ฟังนะ คือการเป็นเพื่อนมันตั้งแคร์อะไรพวกนี้ด้วยเหรอ มึงคบคน ๆ นึงเพราะผลประโยชน์อย่างเดียวเหรอ มึงรักเขาได้มั้ยถ้าเขาไม่ได้เป็นอย่างที่มึงหวัง มึงยอมรับความบ้าของเขาได้มั้ย ซึ่งกูยอมรับความบ้าของมึงได้นะ กูเข้าใจการอยู่ในกรอบห่าเหวนั่นของมึงนะ กูขอโทษ เออ กูขอโทษ ที่ออกมาแบบนั้นให้มึงคิดมาก กูรู้ว่ามึงหวังดี แต่กูแค่ไม่มีใครที่เข้าใจกูแล้วจริง ๆ แม้แต่มึงที่รู้จักกับกูมาทั้งชีวิตก็เหมือนจะไม่เข้าใจแถมซ้ำเติมกูอีก กูให้อภัยมึง ช่างแม่งมันเถอะ มันผ่านมานานแล้ว แต่สิ่งที่ยากหลังจากนี้คือเราจะกลับมาเหมือนเดิมได้มั้ย กูกับมึงจะสนิทกันเหมือนเดิมมั้ยหลังจากห่างเหินทะเลาะกัน มันคือคำถามที่มึงต้องตอบมันกับกู เพราะกูคนเดียวไม่สามารถสร้างคำว่าเพื่อนได้ หากไม่มีมึงหรือใครคนอื่น กูเป็นเพื่อนกับตัวเองไม่ได้ (ความเงียบซึมเข้าไปในเก้าอี้และโต๊ะ ซึ่งคั้นกลางระหว่างเขาทั้งสอง) เธอมองเข้าไปในแววตาของกาล ที่ซึ่งเวลาได้สร้างแอ่งน้อยท่วมท้นให้สถิตอยู่ตรงนั้น นักแสดงอีกคนเข้าไปโอบไหล่กาล ประหนึ่งปลอมโยนตัวจริงของเขา และการคืนดีของเพื่อนกับเพื่อนในบทละคร ชายผมสั้น – กูขอโทษ กอดค้างไว้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง ทั้งคู่หันหน้าเข้าหาผู้ชม หรือก็คือเพื่อนร่วมห้องเดียวกันทั้งหมดเมื่อสิบห้าปีที่แล้ว โค้งคำนับ มีเสียงปรบมือดังพอประมาณราวพิธีรีตองให้เกียรติแม้สับสน เธอหันไปถามเขาที่ใบหน้าเริ่มแดงขึ้นกว่าเดิม “คิดเหมือนกันใช่มั้ย” “อืม มันทำให้นทีดู” “งั้นที่เราเคยเดากันว่านทีกับกาลห่างกันก่อนจบม.6 ว่าทำไม ก็คงไม่ต้องเดาแล้ว” “ยังไงนะ คุณคิดว่าอะไร ผมยังไม่เข้าใจว่ามันแสดงอะไรเลย สั้นขนาดนี้ ตอนแรกนึกว่าจะมีอะไรกว่านี้ แถมบทของกาลท้าย ๆ เหมือนไม่ใช่บทเลย เหมือนด้นสด ” “คือแบบนี้ โต๊ะและเก้าอี้สองตัวที่กั้นตรงกลาง คือระยะห่างของความสัมพันธ์ และในแง่หนึ่งคือความคิด เท่ากับว่า มันกับนทีไม่ลงรอยกันเรื่องความคิดนี่แหละ ประกอบกับที่มันระบายออกมาตอนท้าย คือนทีมัน คุณก็รู้ ว่ามันเจ้าระเบียบ ลูกรักครู เรียนเก่ง เพรชยอดแบบที่ระบบโรงเรียนต้องการ กาลมันคือตรงกันข้ามกับเพื่อนมันมาก ๆ มาสายทุกวัน บางวันมาหลังคาบแรก หนักสุดบ่าย ฉันว่านะ ไอนทีมันน่าจะเตือน ๆ หรืออาจถึงขั้นพูดแรง ๆ ตามสไตล์ กับกาลมันอ่ะ พวกมันก็เลยห่างเหินกัน อ่อ แล้วก็ในเรื่องที่เพื่อนสองคนทำงานให้สส.คนละพรรคที่ตรวจสอบกันอยู่ ก็น่าจะยืนยันที่กาลมันอยากสื่อด้วย มันสองคนก็ตรวจสอบกันละกัน ทั้งในแง่เพื่อน ความเชื่อ และตัวตน” “จบวรรณคดีมาปะเนี่ย คิดวิเคราะห์ขนาดนี้ ถ้าคิดตามที่คุณว่า ผมว่าก็เป็นแบบนั้นแหละ ฉลาดเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลยนะ” “คุณก็ด้วย ขี้เมาอยู่เหมือนเดิม” ทั้งสองชนแก้ว “แต่ว่าผมสงสัย ทำไมกาลมันต้องมาแสดงอะไรแบบนี้” “แล้วคุณคิดว่าคนเราจะพูดอะไรแบบนั้นในชีวิตจริงเหรอ เพื่อนกับเพื่อน” “ก็ไม่แน่ ผมว่ามันก็ไม่แปลก” “งั้นเหรอ แต่ฉันมองว่าบางทีเวลาอาจจะทำให้มันยากขึ้นกว่าเดิมก็ได้ เลยต้องพูดออกมาในหน้าฉากของการแสดง ก่อนที่จะไม่มีโอกาสได้พูดอีกแล้ว” เจ้าของใบหน้าคล้ายกักเก็บความเศร้าไว้ดื่มกินประทังชีวิตลงจากเวที พร้อมกับเดินกลับไปที่โต๊ะของเขา โบกมือทักทายเพื่อนที่พึ่งเข้ามาใหม่ บางคนถามว่าเขาต้องการสื่ออะไรกับบทที่เขียน “คือกูก็พึ่งคิดได้อาทิตย์กว่า ๆ อะนะที่ว่าอยากแสดง เลยถามว่ามีคิวมั้ย ส่วนจะสื่ออะไร อืม กูต้องบอกว่า ศิลปินที่ดีเขาไม่ตีกรอบอธิบายงานของตัวเองวะ” “หยิ่งวะ สมเป็นมึง” “กูรู้ตัวว่ากูหยิ่ง” กาลหัวเราะ จากนั้นเขาสังเกตเห็นขวัญและธีร์ที่บาร์หลังงานเลยโบกมือทักทายไป ทันใดนทีเดินเข้ามาหาเขา ด้วยกล้า ๆ กลัว ๆ กาลยืนนิ่งเตรียมพูดคุย กลางพายุสนทนาที่เริ่มพัดแรงในห้องจัดงาน เธอเริ่มบทสนทนาอีกครั้ง “ฉันว่าฉันทายถูกนะ เห็นมั้ยคุยกันแล้ว” “งั้นผมขอเลี้ยงคุณแก้วนึงเป็นรางวัลนะ” “คุณอยากคุยกับฉันต่อก็พูดมาตรง ๆ สิ” “ฮ่าฮ่า ตรง ๆ เหมือนเดิมเลยนะ อื้ม ไม่เจอกันตั้งนาน ก็ต้องอยากคุยสิ ตั้งแต่คุณเก็บเสื้อผ้าออกไปวันนั้น ใครจะไม่อยากคุย จะสิบปีแล้ว” “ถ้าเทียบกับที่เราคบกันห้าปี ก็เท่าตัวพอดีกับระยะเวลาในการลืม” “ความรักมันใช้กาลเวลาทั้งชีวิตเพื่อลืมนะคุณ” “แต่เราก็เป็นเพื่อนกันเหมือนก่อนที่จะคบแล้ว รักแบบเพื่อนไปก่อนเนอะ” “ช่างมันเถอะ ผ่านไปแล้ว ผมไม่กลับไปคิดแล้วแหละ ถ้าขนาดกาลกับนทีกลับมาเป็นเพื่อนกันได้ เราก็กลับมาเป็นเพื่อนกันได้” จนถึงตอนนี้ความเงียบได้ถ่ายเทมาสู่ทั้งสอง ราวกับเกาะแก่งกลางเสียงคลื่นลมพายุสนทนาเรื่องเก่าก่อนได้โหมพัดล้อมประกบพวกเขาไว้ไม่ให้ออกไปจากอาณาเขตเกาะ มีเพียงการกอดกันในกระท่อมหลังเล็กหลังเดียวเพื่อสร้างอบอุ่นแก่กันและกันให้ผ่านพ้นคืนคลื่นกระหน่ำเสียดแทง ที่น่าประหวั่นใจกว่าก็คือใจกลางของพายุลูกที่ใหญ่กว่าอยู่ในใจของพวกเขาเสียเอง และการกอดอบอุ่นนั้นคือความหนาวที่มอบให้แก่กันแทนที่จะเป็นความอุ่น ในระยะบาร์และแก้วไวน์สองแก้วที่ถูกเติมใหม่หากแต่ยังคงไม่ถูกจิบดื่มรส --- “ลูกสาวคุณน่ารักดีนะ” เธอพูด “ได้แม่มาเยอะเลยล่ะ” “เพื่อนฉันมันหน้าลูกครึ่งแบบที่คุณชอบขนาดนั้น” (…) “ผมว่าที่คุณบอกว่าความในใจมันไม่มีใครบอกในชีวิตจริง ผมว่าคุณคิดผิดนะ” “คุณจะบอกว่ายังรักฉันอยู่ ถึงจะมีลูกไปแล้วเหรอ ฉันรู้แล้วแหละ คุณแอบบอกไปแล้ว” “ผมจะบอกว่าผมไม่ได้นอกใจคุณ เหมือนที่คุณเข้าใจผิดมาตลอด” (…) “ผมจะบอกว่าผมเริ่มคุยจริงจังจนคบกับสายฝนตอนเลิกกับคุณไปแล้วหลายเดือน ไม่ใช่ตอนที่เรายังคบกัน” (...) “ผมรู้ว่ามันผ่านไปแล้ว ผมยังรักคุณแต่ไม่ใช่ในความสัมพันธ์แบบแฟนหรือคนรัก แต่แบบเพื่อนที่หวังดีต่อกัน โดยไม่มีเหตุผลอธิบาย มันก็แค่ความรู้สึก นั่นคือคำตอบของคำถามที่คุณเคยถามผมตอนเราคบกันว่ารักคุณเพราะอะไร ผมก็จะตอบเหมือนเดิมว่า มันไม่มีเหตุผล ก็คือความรู้สึก มันไม่มีวันเปลี่ยน แค่เปลี่ยนสถานะ เวลา และจุดยืน นัยย์ตาคู่เดิมที่มองคุณมันก็ยังไม่เปลี่ยนไปไหน” เธอขมวดคิ้ว ด้วยมึนเมา เธอกล้าสบตา “จะบอกตอนนี้ให้ได้อะไร คุณเมาเหรอ” “ผมแค่อยากบอกไว้ ไม่อยากให้คุณเข้าใจผิด มันเจ็บปวด ผมรู้ ไม่สิ ผมคิดว่าผมรู้ ว่าการเข้าใจผิดกันมันเจ็บทั้งสองฝ่าย” “แล้วคุณไปคบกับสายฝนทำไม? ถ้าไม่ได้คิดอะไรจริง ๆ เหมือนที่ฉันระแวงเข้าใจผิดตอนนั้น ก่อนเราเลิกกัน ก่อนฉันบอกเลิกคุณ” (…) “คุณจะเชื่อมั้ยถ้าผมบอกว่า มันก็แค่คุยด้วยแล้วสบายใจ” “โกหกกันทั้งนั้น” คำพูดหยุดลง สลัดออกจากอ้อมกอดและเดินไปที่หน้าประตูกระท่อม เธอพูด “เลิกคุยเรื่องนี้เถอะ” “ผมขอโทษ” เธอเปิดประตูออก เผชิญกับพายุสนทนาข้างนอก กลายเป็นส่วนหนึ่งของมัน ยวงใยสอดประสานของอดีตที่ถูกเล่าย้อนระลึก มันเป็นห้องจัดเลี้ยงในโรงแรมที่เป็นทั้งสถานที่จัดงานแต่งและงานเลี้ยงหลายวาระโอกาส เธอเช่าห้องนอนเตียงเดี่ยวเอาไว้ ในสภาพมัวเมาด้วยฤทธิ์เหล้าพอประมาณ ล้มตัวนอนลงกลางผ้าปูสีขาวสะอาดราวขนหงส์ หลังไปเป็นส่วนหนึ่งของการระลึกอดีตอันรั้งเธอไว้กับปัจจุบันขณะและยืนยันความสนิทสนมของกันและกันกับเพื่อนเก่าหลายคน เธอเข้าไปคุยกับกาลที่พึ่งคุยกับนทีจบ - ซึ่งนานเหลือเกิน ราวคนทั้งคู่คุยทั้งชีวิตของกันและกัน แต่จนถึงตอนนี้เธอไม่รู้ว่าทั้งคู่คุยเรื่องอะไรกัน เหมือนกับเกาะแก่งกลางพายุของพวกเขาส่วนตัวเกินกว่าจะต้อนรับแขก เธอไม่รู้และจะไม่มีวันรู้ - เธอถามว่าทำไมเขาต้องทำให้บทละครมันสั้นขนาดนั้น แถมยังแอบเสริด หรือด้วยความเมาเธออาจจะพูดคำที่ตรงกว่านั้น (ดูไม่รู้เรื่องเลย) เธอจำคำพูดตัวเองไม่ได้ แต่จำคำพูดของกาลได้ “เพราะผมพึ่งคิดออกไม่กี่วันก่อนวันงานนะ คุณก็น่าจะรู้ว่าผม เออ เข้าใจผิดกับเพื่อนคนนึงในห้องเรา ผมคิดได้ไม่กี่วันก่อนว่านี่อาจจะเป็นโอกาสไม่กี่ครั้งที่จะได้เจอเพื่อนที่ห่างเหินกัน ผมคงนึกบทสนทนาบ้า ๆ แบบนั้นว่าจะเกิดในชีวิตจริงไม่ออกหรอก ฮ่าฮ่า คนอื่นจะดูแล้วรู้เรื่องหรือไม่รู้เรื่องก็ไม่เป็นไร เพราะผมเขียนให้มันคนเดียว เป็นเรื่องของเพื่อนกับเพื่อน ของคนสองคน ซึ่งไม่มีใครอื่นนอกวงเข้ามารู้สึกร่วมได้ นั่นแหละ นั่นแหละ เออ คือความเป็นเพื่อน เหมือนคู่รัก ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนกลุ่มใหญ่แค่ไหน มันก็คือคนคู่หลายคู่เข้ามาประสาน คืออดีตทอถักมิตรภาพ เป็นรู้สึกผูกพันรักพร้อมสละสนับสนุน พ้นจากนี้ไม่มีแล้ว แต่ก็นั่นแหละ สิ่งที่ยากคือการกลับมาสนิทเหมือนเดิมหลังจากการแตกหัก แต่ แล้วไงละ มันก็ออกมาอย่างที่เห็น” คงเป็นเขาเช่นกันที่ลืมคำพูดของตัวเองเพราะฤทธิ์เมา จึงลืมไปว่าศิลปินที่ดีเขาไม่ตีกรอบอธิบายงานของตัวเอง ‘อย่างที่เห็นเหรอ’ กลางเตียงขาวหงส์เธอนึกในใจ ‘ฉันเห็นแต่ความรู้สึกตัวเองวิ่งวนอยู่ในความสับสน ถ้าเขาไม่พูดเรื่องนั้นออกมาแล้วทำเป็นคุยกันตามปกติเหมือนเรื่องนั้นไม่เคยเกิดขึ้นมันจะดีกว่ามั้ย ทำไมวะ ทำไมต้องเอาอดีตมาฆ่ากัน ทำไมมันต้องพูดออกมาวะ ไอเหี้ย แม่ง แม่ง ทำไมกูต้องมารู้จักกับมันด้วยวะ ทำไมกูต้องเข้าโรงเรียนนั้น ทำไมต้องรักมัน ทำไม ทำไม ตอบตัวเองสิวะ’ เธอเปิดม่านหน้าต่าง นั่งลงครุ่นคิดบนเตียง ตาเหม่อลอยออกไป ความหลับสลายด้วยมึนเมา เหมือนทุกครั้งที่อยู่คนเดียวกลางกลางคืน เธอพูดกับตัวเอง “มันจะเหมือนเดิมใช่มั้ย?” เธอได้ยินเสียงตัวเองสะท้อนไปมาในห้อง ก้องเบาลงเรื่อย ๆ “มันจะเหมือนเดิมใช่มั้ย?” 17-27/11/68 , มอบให้เพื่อนคนหนึ่ง
ขอสงวนสิทธิ์ข้อความทั้งหมดภายในเว็บไซท์ Copyright by http://www.espressoandcigarette.com