ช่างไม้
โดย สิรินทร์
ทั้งหมดเริ่มจากมีดปอกผลไม้หายไปอย่างไร้ร่องรอย สองวันก่อนเธอยังหั่นมะเขือเทศ ล้าง เสียบไว้ตรงช่องใส่กับมือ เธอไม่ได้ความจำเสื่อม และมีดไม่ใช่ปากกา คนเราหยิบใช้แล้ววางทิ้งไปทั่ว ทั้งไม่ใช่สสารย่อยสลาย เธอตรวจตรากลอนประตูหลังบ้าน ไม่พบสิ่งผิดปกติ เธอเริ่มสำรวจสิ่งของในห้องครัว ที่จริงกระดากเกินกว่าจะเรียก หากครัวคือพื้นที่ประกอบอาหาร สำหรับเธอนอกจากอ่างล้างจานซึ่งใช้ประโยชน์มากสุดแล้ว กระทะวางตั้งบนเตาไฟฟ้าฝุ่นจับ ต่างจากไมโครเวฟ พวกไส้กรอก อาหารแช่แข็ง ไม่ก็ซื้อกับข้าวนอกบ้าน เธอไม่ใช่แม่ศรีเรือนแต่ไหนแต่ไร ยิ่งถึงคราวใช้ชีวิตตัวคนเดียว
เหลือบเห็นเขียงบนไมโครเวฟ ขนาดสี่เหลี่ยมผืนผ้ามีหูหิ้วราคาถูก ช่วงย้ายเข้าบ้านใหม่ หยิบตามรายการของใช้จำเป็น ไม่เลือกมากความ เธอซื้อจากโฮมโปรพร้อมมีดที่หายไปเล่มนั้น
เขียงมีรอยด่างดำ เธอใช้ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ ขนาดมะเขือเทศยังหั่นบนจาน สะดวก รวดเร็ว ใครรู้เข้าคงช็อก
หนักเหมือนกัน เธอคิด ลองหิ้วมันแกว่งไปมา บางทีอาจใช้แทนดัมเบล ตลกละ ชั่วขณะกำลังยิ้มหัวกับเขียงธรรมดา พลันนึกถึงเขา
ภาพเขียงไม้เงาะ ไม้อะไรอีกบ้าง เธออาศัยอ่านจากโพสต์ วางซ้อนราวงานศิลป์ กลางแสงฟุ้งละมุนตา ดอกหญ้าบางเบาในแจกันชิดใกล้ หนักแน่นและโอนอ่อนอยู่ร่วมกัน มองเห็นสายลมกล่าวทักทายผ่านชายผ้าม่านไหว เขียงบางอันชดช้อยคล้ายหญิงสาวบิดกายกำลังหลอมละลายด้วยเปลวเทียน บ้างบิดเบี้ยว รอยหยักระลอกคลื่นเหมือนชีวิตเธอ สามเขียงต่อกันเป็นจิ๊กซอว์ เขียงคู่วางเคียงเอียงซบไหล่ ลวดลายบนเนื้อไม้ประหนึ่งเขาวงกต ดึงดูดให้จมด้วยความเต็มใจ
ช่อดอกแก้วในภาพถ่ายชวนมึนเมากลิ่นหอม ปรารถนาพลัดหลงเข้าไป หากเธอแตะปลายนิ้ว อยากเต้นรำใต้แสงเทียน หมุนตัวหนึ่งรอบ สองรอบ เอื้อมหยิบที่รองเทียนทำจากไม้ถือไว้
“เอามาทำที่ทับกระดาษได้ไหม” ถามอย่างไม่ต้องการคำตอบ จ้องมองเปลวไฟวูบไหวบนปลายนิ้วตัวเอง
เขานั่งตรงมุมไหนสักแห่งท่ามกลางงานไม้ของเขา ลอบยิ้มในความมืดสลัว
แน่นอนเขาต้องยิ้ม
สิบสามปีก่อนพวกเขาพบกันครั้งแรกงานหนังสือ เขาอยู่มุมหนึ่งของแผงหนังสือเก่า กำลังยืนคุยกับเจ้าของร้านหนังสืออิสระ เธอสั่งซื้อเล่มหนึ่งผ่านเพจร้าน เพลงกาม นวนิยายจากภาพยนตร์ Last Tango in Paris มาร์ลอน แบรนโด แสดง เธอเคยดูแผ่นดีวีดี พอรู้ว่ามีหนังสือแปล เก่ามากขนาดไหนก็ขออ่าน ประจวบเหมาะร้านหนังสือนี้ได้พื้นที่เล็ก ๆ กับบูธสำนักพิมพ์หนึ่งพอดี เธอเลยบอกจะไปรับด้วยตัวเอง
ทักทาย รับหนังสือ กล่าวขอบคุณ เขามองเธอ ส่งยิ้มดวงตาเป็นประกาย
**
เกล
ผมเพิ่งได้รับจดหมายเมื่อตอนกลางวันของวันนี้ ผมเลยรีบเขียนมาบอก ไม่ต้องถ่ายสำเนา และส่งบทกวีเล่มมาให้ผมหรอก หนังสืออยู่ที่คุณเป็นสิ่งที่ดี เก็บไว้เถิด
ขอบคุณสำหรับโปสการ์ด เป็นโปสการ์ดที่ดีมาก ผมชอบบทกวีชิ้นนี้นะ และยินดีที่งานของคุณได้ลงตีพิมพ์
ยินดีที่คุณมีบทกวี ดีใจนะได้อ่านบทกวีของคุณ
ป.ล. ด้านหลังกระดาษผมคัดลอกบทกวีแปลจากจีนชิ้นหนึ่งมาฝาก หวังว่าคงจะชอบ
18 เมษายน 56
เธอถ่ายเอกสารสีข้อเขียนตีพิมพ์นิตยสาร ให้ร้านตัดและเคลือบพลาสติกเสร็จสรรพ เธอมีผลงานแค่ชิ้นเดียว ใครจะเชื่อ โอกาสสัมผัสพื้นที่เต็มหน้ากระดาษ ตัวหนังสือหลั่งไหลจากชีวิตหญิงคนหนึ่ง แวะพักร้านขนมปังอบ ชั่วระยะเวลากาแฟร้อนหมดแก้ว วงแสงลอดผ่านมูลี่ตกกระทบพื้น เขียนใส่เศษใบเสร็จรับเงินด้วยปากกาลูกลื่นหนึ่งด้าม
คุณพอจะมีแสงเดือนแสงดาวบ้างไหม
เพราะฉันไม่มีโอกาสได้มองเห็นมันสักที
**
ผมเอง
ผมเพิ่งกลับถึงบ้านเมื่อเช้านี้เอง มาถึงผมก็เห็นพัสดุของคุณที่ทางบ้านเก็บไว้ให้
ผมแกะออกมา โอ้! ขอบคุณมากครับ
“พาวลาเนอร์ - เบียร์ฤดูฝน” ช่างคิดเนอะ!
ยิ้มของผม
ผมเปิดดื่มท่ามกลางความรกร้างของบ้านที่ผมทิ้งมันไป 2 เดือนกว่า
ผมมีความสุข เมื่อกลับมาถึงก็ได้ดื่มเบียร์พาวลาเนอร์ของคุณ
ตอนอยู่กรุงเทพฯ ผมคิดหลายครั้งหลายคราเหมือนอย่างคุณคิด
“บางทีการเข้าใกล้ง่ายดายแค่ปลายนิ้ว
เพียงเรากดส่งคำร้องขอเป็นเพื่อน”
กระทั่ง ผมจากกรุงเทพฯ มา
ดื่มเบียร์ฤดูฝนที่บ้านของผม
เธอมองยิ้มของผม รอยหมึกดำขีดวาดคิ้ว จุดลูกตา และครึ่งวงกลมหงาย
หลังวางเขียงกลับที่เดิมบนไมโครเวฟ เธอวิ่งขึ้นชั้นสองของบ้าน ก้าวทีละสองขั้น ชั้นวางหนังสือตู้ไม้จากร้านเฟอร์นิเจอร์ทั่วไป ล่างสุดเป็นบานพับ เธอเรียกช่องลับ สมุดบันทึกเล่มเก่า สารพัดโปสการ์ด เปิดซองเอกสารน้ำตาล หยิบทั้งหมดออกมา ใจสั่น ยังคงอยู่ กระดาษ รอยหมึก หลับใหลรอคอยใครสักคนปลุกชีวิต
ร้านอาหารระยะทางขับรถ 16 นาที ตาม Google Maps เธอมักพาลูกสาวมาวิ่งเล่นใต้ร่มไม้ใหญ่ ไม้ลื่น ชิงช้า แทรมโพลีนขนาดกลาง พอแดดร่มลมตกร้านขายของเล่นเด็กราคาย่อมเยาเปิดบริการ โต๊ะด้านหน้าวางถาดใส่น้ำยาฟองสบู่พร้อมไม้พลาสติกกลม ถาดละสี่สิบบาทชวนให้เด็ก ๆ เล่นสนุก สาวน้อยพยายามโบกแผ่วเบาเพื่อฟองใหญ่ยักษ์ที่สุด วิ่งไล่ตามก้อนกลมโปร่งใสสีรุ้ง แก้มแดงปลั่ง “หนูขออีกถาดนะคะแม่” ช่วงปิดเทอมเล็กเธออยู่กับพ่อของเธอตามช่วงเวลาตกลงกัน เขาเดินทางไปราชการที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เธอดูร่าเริงมีความสุขสุด ๆ จากวิดีโอคอลเล่าว่าเล่นน้ำทะเล
น้ำส้มปั่นละลายรวดเร็ว อากาศร้อนอ้าวทั้งที่ปลายฝน เธอสั่งยำวุ้นเส้น เย็นวันอาทิตย์ไม่อยากนั่งกินข้าวตามลำพังในบ้าน และร้านนี้ไม่ไกลเท่าไหร่ บนเวทีนักดนตรีเล่นราวหนึ่งทุ่ม เธออยู่ไม่ถึงหรอก เดี๋ยวนี้สามทุ่มเปลือกตาแทบปิดให้ได้ ไม่แตะต้องเบียร์นานนับปี เธอไม่นึกอยากเลยจริง ๆ
ปีก่อน พนักงานยกข้าวเหนียวมะม่วงปักเทียนวันเกิด อีกคนถือป้ายไฟแฮปปีเบิร์ธเดย์ เสียงเพลงจากเวที นักร้องสาวพูดออกไมค์ “สี่สิบสามหรือสามสิบสี่คะ”
“สามสิบสี่แน่เลย พี่เขาหน้าเด็กมาก”
เกลยิ้ม หัวเราะน้อย ๆ พาลคิดถึงอนาคต มุกสลับตัวเลขใช้ไม่ได้แล้ว
วันชื่นคืนสุข
When I was young, I'd listen to the radio
Waitin' for my favorite songs
When they played, I'd sing along
It made me smile…
เสียงเพลงจากทางร้าน เธอหยุดชะงัก ใจสั่นหวิว ทำไมถึงเปิดเพลงนี้
เธอหลงรักเสียงร้องแคเรน คาร์เพนเทอร์ ใครบ้างไม่รัก ตั้งแต่ได้ฟังครั้งแรกเทปของแม่
ลากเส้นจากจุดหนึ่งสู่อีกจุด เวลาได้ยินเพลง The Carpenters ทีไร สมองนึกถึงเขาทุกที อาจเพราะ Yesterday Once More เขียงที่หลงลืมของเธอ จดหมายเก่า ความเหงาเข้ามานั่งในใจโดยไม่ได้เชื้อเชิญ ส่วนผสมทั้งหมดคละเคล้า กลับถึงบ้านเธอพลิกหน้าซองจดหมาย อำเภอกาญจนดิษฐ์
หากเธอโทรศัพท์บอกพ่อของลูก หนนี้ลงไปรับยายหนูขึ้นมาเอง
แต่พื้นที่จังหวัดกว้างใหญ่ เขาอาจไม่ได้อยู่ที่เดิมแล้ว
ถึงมีโอกาสพบกันเธอจะพูดอย่างไร ขอซื้อเขียงสวย ๆ สักอันค่ะ แบบนี้เหรอ งี่เง่าสิ้นดี
**
ถ้าคุณกินเบียร์หมดชั้นวางนั้นนะ ผมจินตนาการได้ว่า คุณคงเมาน่าดูเชียว
ขอบคุณนะสำหรับเบียร์พาวลาเนอร์กระป๋องนั้น
กลิ่นหอมและรสชาติอร่อยมาก (เป็นครั้งแรกที่ได้ชิม)
ยังนึกไม่ออกว่าจะตอบแทนเป็นอะไรดี
นอกจากคัดลอกบทกวีแปล 4 ชิ้น มาให้คุณชิมรส
ลองชิมดูนะ รสชาติจะเป็นเช่นไร
ผมกินเผื่อคุณแล้วนะ
แต่ไม่กล้าเผื่อเยอะ กลัวคุณเมา
28 พฤษภาคม 56
สองคนต่างมองเห็นกันผ่านหน้าจอ เขาขอแอดเฟรนเธอครั้งแรกคืนนั้นหลังงานหนังสือ ถามจากเพื่อน เจ้าของร้านหนังสือเก่า เขาเพิ่งเลิกรากับคนรัก ไม่นานจากนั้นเธอปิดบัญชีเฟซบุ๊กถาวร
ปลายปี 2018 เธอเริ่มเปิดแอคเคาท์ใหม่ เขาบังเอิญเห็นชื่อเธอผ่านตา ไม่ลังเลส่งคำร้องขอเป็นเพื่อนก่อนเหมือนเดิม เขาไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม อย่างน้อยขอแค่ได้เห็นความเป็นไปของเธอ เขาเชื่อในตัวเธอแต่แรก แม้เธอจะเคยย้ำในจดหมายว่าไม่มั่นใจตัวเองสักนิด กระดาษไม่กี่แผ่นจากเธอเก็บซ่อนอยู่ในหนังสือพี่น้องคารามาซอฟเล่มรัก
กาลเวลาเคลื่อนตามครรลอง เธอเป็นแม่คน เขามีคนรัก ความสุขฉายผ่านแววตา ต่างเติบโต บาดเจ็บ ล้มลุกคลุกคลานบนเส้นทางตน ปล่อยกล่องข้อความว่างเปล่า รับรู้วิถีชีวิตผิวเผินจากสเตตัส เท่าจำนวนคำที่เผยไว้ ร่องรอยอารมณ์ในภาพถ่าย วางกันและกันไว้เพียงเพื่อนเฟซบุ๊ก อาศัยการกดไลค์สม่ำเสมอแทนความหมาย ยืนยันมิตรภาพที่ยังมีให้เหมือนเคย
**
“คุณเป็นอย่างไรบ้าง พอเล่าอะไรให้ผมฟังได้ไหม บางทีการได้เล่าเรื่องราว สิ่งที่เราต่างขาดหายอาจช่วยเติมเต็มมิตรภาพของเราได้ดีนะ
เป็นกำลังใจให้สำหรับเรื่องแย่ ๆ หนัก ๆ ในชีวิตนะ”
ป.ล. สำหรับบทกวีแปล ผมมีเก็บไว้เพียบ ฮ่า ๆ ผมเก็บรวบรวมไว้นานแล้ว และผมเกรงว่ากระดาษเพียงสองสามแผ่นคงไม่เพียงพอ สำหรับบทกวีแปลดี ๆ ที่ผมมี
ดีใจที่คุณจะเก็บบทกวีที่ผมคัดลอกเอาไว้
ดีใจที่คุณอ่านบทกวี และทำให้ยิ้มได้
แต่จะดีใจมากขึ้นอีก หากบทกวีเหล่านั้น ที่ผมคัดลอก จะเป็นพลัง แรงบันดาลใจให้คุณสร้างสรรค์ตัวอักษรที่คุณรัก
17 ตุลาคม 56
เกลมองตัวหนังสือใต้อัญประกาศ ลองจินตนาการน้ำเสียงในเครื่องหมายคำพูด เธอไม่เคยได้ยินเสียงเขาสักครั้ง ทุ้ม นุ่มนวล แหบพร่า ยามเรียกชื่อเธอผ่านริมฝีปากเขา
บางเวลาเธอนึกอยากรู้ เขายังเก็บจดหมายไว้หรือเปล่า ซอกมุมใดมุมหนึ่งของบ้าน หญิงสาวคนนั้นยังตกค้างในหัวใจเขาไหม
คำตอบจะมีประโยชน์อะไร
เด็กชายกมลภัทร ชื่อนี้อยู่ในความทรงจำเธอ พวกเขาวิ่งเล่นด้วยกันหกปี กมลภัทรชอบกานดารัตน์ เด็กหญิงขวัญใจใครหลายคน เธอคอยเชียร์ เป็นแม่สื่อให้เขาตลอด กมลภัทรกินแห้วยันจบประถมหก (สมัยนั้นอกหักเท่ากับแห้ว) จนย้ายโรงเรียน กมลภัทรศึกษาต่อโรงเรียนชายล้วน ทั้งสองคุยโทรศัพท์บ้านกันสม่ำเสมอ เธอเอ่ยปากให้เขาเขียนจดหมายหากัน นับเป็นฉบับแรกในชีวิตเธอ จนเย็นวันหนึ่งหลังเลิกเรียน เขาหอบช่อกุหลาบมาถึงหน้าโรงเรียน
ทำไมเธอถึงหลงใหลการได้รับจดหมายนัก เธอเป็นพวกยึดติดอดีตหรือเปล่า อีเมล กล่องข้อความ ล้วนบรรจุตัวหนังสือเหมือนกัน ก็ใช่ แต่ไม่ รอยหมึก ลายมือ แรงกดพยัญชนะ แต่ละนาทีที่อุทิศแก่กระดาษ รายละเอียดเหล่านั้นพิเศษ เธอชอบเขียนจดหมาย แม้ไม่มีสักคนตอบกลับมา เหมือนจดหมายในขวดแก้ว ตัวหนังสือเธอลอยคว้างกลางมหาสมุทร
ให้เลือกซื้องานไม้หนึ่งอย่าง เธอปรารถนาที่วางเทียน แจกันก็สวยดี แต่ เธอชอบแสงสว่าง ยามค่ำคืนอาจลองจุดเทียนหอม (แค่คิด ใจเธอโลดแล่นไปร้านเครื่องหอม) โอบล้อมตัวเองด้วยกลิ่น และเปลวไฟ
หญิงชายสามารถเป็นเพื่อนกันจริง ๆ ได้ไหม
บทกวีแปล ผมมีเก็บไว้เพียบ ฮ่า ๆ ผมเก็บรวบรวมไว้นานแล้ว และผมเกรงว่ากระดาษเพียงสองสามแผ่นคงไม่เพียงพอ สำหรับบทกวีแปลดี ๆ ที่ผมมี
งั้นฉันขอไปนั่งอ่านเองที่นั่นได้หรือเปล่า ไม่ต้องใช้ทรัพยากรกระดาษ ฉันจะไปหา ขอแค่อ่าน ไม่นำกลับมา พาเดินชมสวนเล็ก ๆ ของคุณสักนิดได้ไหม บรรดาดอกไม้กระจิริดแสนน่ารัก แวดล้อมใบไม้เขียวขจี ฉันคงเหมือนแมลงตัวจิ๋ว โบยบินอย่างสุขใจ ให้อากาศบริสุทธิ์เจือจางลมหายใจเป็นพิษ
ครุ่นคิด อีกไม่กี่ปีเธอจะอายุห้าสิบ ตรึกตรองไว้ อะไรควรไม่ควร
อย่าเชียว อย่าริเป็นนังตัวดี
ถนอมวันเก่าก่อนก็พอแล้ว
ฝากบอกหญิงสาวคนนั้นนะครับ ที่บ้านและสวนยินดีต้อนรับเธอเสมอ หวังว่าจะได้นั่งคุยกันครับ
แว่วเสียงกระซิบผ่านผนัง