¦ ¦ ¦ ¦


ฉบับที่ 29 : ประจำวันที่ 15 เมษายน 2569


กูมีเรื่องผี จะเล่าให้มึงฟัง
โดย ฮีม พาราพิพัฒน์




ติ๊กต๊อก ติ๊กต๊อก... เสียงเข็มนาฬิกากระดิกเดินอย่างแผ่วเบา แต่ท่ามกลางความเงียบในคืนนี้ มันกลับดังก้องอยู่ในโสตประสาท หัวสมองของผมยังคงตีบตัน แม้แต่ประโยคโง่ๆ ก็ยังนึกพรรณนาออกมาไม่ได้ ไอ้พวกศัพท์ลึกซึ้ง ทรงพลัง ไม่รู้เตลิดหายไปไหนกันหมด แล้วจะไปหวังอะไรที่หมายจะให้เรื่องสั้นเรื่องนี้งดงามอย่างไรที่ติ แถมยังคิดเพ้อเจ้อถึงขนาดจะให้ทุกๆ ตัวอักษร ตรึงตาตรึงใจตั้งแต่ย่อหน้าแรกที่อ่าน
จอโน้ตบุ๊กด้านหน้าเปิดทิ้งไว้นาน นานจนมันฟุบดับพักหน้าจอไปเอง พอผมฝืนเอานิ้วไปวางจรดแป้นพิมพ์คีย์บอร์ดอีกรอบ สุดท้าย ก็กลับกลายเป็นไม่รู้จะเริ่มตรงไหนอีกเหมือนเดิม
ผมทิ้งตัวเอนพิงพักหลังกับเก้าอี้ที่นั่งอย่างเหนื่อยหน่าย พลางเหลือบมองนาฬิกาข้างผนัง เพิ่งจะเลยเที่ยงคืนมาไม่กี่นาที สมองเรื่อยเปื่อย นัยน์ตาเหม่อๆ เพ่งพินิจกับจิ้งจกตัวโตที่หัวผลุบๆ โผล่ๆ อยู่ด้านหลังของเรือนนาฬิกา ห่างกันไม่กี่คืบจากตรงนั้น ใกล้หลอดไฟบนเพดาน เห็นแมลงเม่าหลงฝูงตัวหนึ่ง คอยบินวนอยู่ข้างหลอดไฟ “รู้น่า...” ผมพลางนึกอยู่ในใจ “เจ้าเล่ห์นักนะมึง ไอ้จิ้งจก”
ผมถอนหายใจออกมาพลางหันมองออกไปยังบานหน้าต่างที่เปิดอ้าอยู่ ท้องฟ้าคืนนี้มืดสนิท เต็มไปด้วยกลุ่มเมฆครึ้มๆ จนแลไม่เห็นดาวสักดวง กาแฟหมดไปแล้วสามแก้ว แต่เเม่ง ! สัด ! ไม่ว่าจะนั่งจะนอน หรือจะตีลังกาจินตนาการอีท่าไหน ผมก็ยังนึกไม่ออกกับสักตัวอักษร เพื่อจะร่างมันออกมาเป็นพล็อตเรื่องสั้นสยองขวัญ อุตส่าห์หมายมั่นปั้นมือเอาไว้อย่างดิบดี เตรียมตัวเตรียมการมาก็ตั้งหลายเดือน ว่านี่แหละ จะเป็นเวทีแจ้งเกิดของนักเขียนหนุ่มอนาคตไกลอย่างผมสักที กับโครงการประกวดเรื่องสั้นรายการใหญ่ระดับประเทศ ที่สำคัญโดยเรื่องที่ชนะจะได้เงินรางวัลตั้งครึ่งแสน
จนแล้วจนรอด กว่าสองสามเดือนมานี้ เรื่องสั้นห่าเหวของผมมันก็ยังไม่มีอะไรคืบหน้าแม้แต่สักย่อหน้าเดียว จนมาถึงคืนนี้ กับเวลาที่เลยเที่ยงคืนมาแล้ว ก็เหลือเส้นตายให้ผมอีกแค่ไม่ถึงสี่สิบแปดชั่วโมง ซึ่งจะหมดเขตส่งเข้าประกวดอยู่รอมร่อ
“เอางี้ไหมล่ะ เดี๋ยวกูจะเล่าเรื่องให้มึงฟัง”
“เชี่ย !” ผมสะดุ้งโหยงจนเกือบพลัดเก้าอี้ หันคอขวับไปด้านหลัง เห็นไอ้ขนุนยืนทนโท่พลางเอามือล้วงกระเป๋าเสื้อแจ็กเก็ตกีฬาตัวเก่งของมันอยู่
“มึงมาตั้งแต่เมื่อไหร่วะ”
“โห่ พ่อนักเขียนใหญ่ ตะกี้ตอนเข้ามาในห้อง กูก็เรียกมึงแล้วไง ก็แม่ง มัวแต่นั่งใจลอย”
“ตอนไหน” ผมเอี้ยวตัวหมุนหันเก้าอี้โต๊ะคอมที่นั่งอยู่ ประจันหน้ากับมัน กลิ่นเหล้าหึ่งก็โชยเข้าจมูก
“เมื่อกี้” ไอ้ขนุนยังทำตาซื่อ กวนตีนมองมายังผม เอาจริงๆ ตอนนั้นนึกหมั่นไส้ฉิบหาย ผมเลยกำหมัดตุ๋ยท้องมันเบาๆ ไปทีหนึ่ง
“โอ๊ย เจ็บ” แต่มันกลับร้องโอดโอยจนเสียงดังลั่น ราวกับผมชกเข้าไปเต็มแรงอย่างไรอย่างนั้น แถมไม่พอ ถลาไปนอนล้มหงายผึ่งแกล้งตายอยู่บนเตียงใกล้กันตรงนั้นอีก แต่แอคติ้งไม่ได้สมจริงอะไรหรอก เพราะหน้ายิ้มกริ่มของมันก็ยังปนเสียงหัวเราะอย่างเป็นเรื่องสนุก ก่อนมันจะผุดตัวลุกขึ้นนั่ง แล้วถลกแขนเสื้อข้างหนึ่งให้ผมดู “กูไม่ได้แกล้งไอ้สัด มึงดูแผลนี่ กูขี่มอเตอร์ไซค์มาเมื่อกี้ มอเตอร์ไซค์แม่งล้มว่ะ รถก็เสือกดับ กูก็เลยต้องอุตส่าห์ถ่อรุนมาถึงบ้านมึงนี่ แม่งขาตั้งก็เสือกพังอีก เลยต้องจอดพิงไว้กับต้นมะม่วงหน้าบ้านมึงนะ”
ผมสะอึกหัวเราะออกมาบ้าง พอเห็นแผลถลอกเล็กๆ ตรงข้อศอกซึ่งมีเพียงรอยเลือดซึมๆ แทนจะสงสารออกจะสะใจเสียมากกว่า นั่นเลยทำให้ผมพอเดาได้ ทำไมถึงไม่ได้ยินเสียงรถตอนมันมา
ไอ้ขนุนกับผมเป็นเพื่อนซี้ปึ๊กเหมือนจะเป็นเพื่อนตายกันเลยก็ว่าได้ เราสนิทกันมาตั้งแต่ตอนประถมแล้ว บ้านของมันก็อยู่ใกล้กันตรงนี้เอง ถัดจากบ้านผมไปไม่กี่หลัง
“มึงมียาเบตาดีนทาแผลใช่ไหม กูว่า กูเคยเห็นอยู่นะ” ใช่ ปกติไอ้ขนุนมันเข้าออกบ้านผมราวกับบ้านตัวเองอยู่แล้ว ตรงประตูด้านหน้ามันก็รู้ดี ว่าแค่แงะนิดเดียวก็เปิดออกได้ ข้าวของทุกอย่างในห้องผมมันก็เลยคุ้นเคยเป็นอย่างดี เพราะบางทีมันก็มานอนค้างที่นี่อยู่บ่อยๆ แต่พอมาเอาตอนเที่ยงคืนไม่ให้ซุ่มให้เสียงอย่างนี้ใครบ้างล่ะ จะไม่ตกใจ พอนึกถึงกลิ่นเหล้าโชยมาเมื่อกี้ ผมก็พอคาดเดาทุกอย่างได้ มันคงไม่อยากกลับบ้านไปให้เมียมันบ่นอีกตามเคย ก็เลยจะมาอาศัยนอนห้องผมอีกคืน
“บนโต๊ะข้างหลังมึงนะ” ผมพลางชี้นิ้วบอกกับมัน
“เอาจริงนะเว้ย มึงอยากฟังไหมล่ะ” ไอ้ขนุนเดินไปหยิบขวดยากับห่อสำลี พลางใช้เท้าเขี่ยลากถังขยะแถวๆ นั้นมาด้วย พร้อมกับกลับมานั่งตรงขอบเตียงที่เดิม
“กูไม่ยักรู้ว่ามึงมีเรื่องผี ๆ จะเล่ากับเขาด้วย แต่ไอ้เรื่องพื้นๆ บ้านๆ นะ มึงไม่ต้องเสือกเล่าหรอก ถึงนักเขียนอย่างกูจะโนเนม แต่มาตรฐานกูสูงอยู่” ผมแกล้งบอกมันด้วยน้ำเสียงถือดี “หรืออย่างน้อยๆ มันต้องมีหักมุมตอนจบ”
“เอาไหมล่ะ กูเชื่อ ว่ามึงเดาตอนจบเรื่องนี้ไม่ถูกหรอก”
ผมพลางจ้องแลหน้าเหยเกของมันตอนกำลังเอาสำลีชุบเบตาดีนแล้วทาบกับรอยแผล “นั้นก็ลองดู... กูไม่เชื่อหรอก ว่ากูจะพอเดาไม่ได้”
...มันเป็นเรื่องราวของชายหนุ่มวัยทำงานสามคน ก็อายุสักยี่สิบกว่าๆ รุ่นราวคราวเดียวมึงกับกูนี่แหละ ไอ้ยอด ไอ้เอก และก็ไอ้เขียด ที่เป็นเพื่อนรักกันมาตั้งแต่เด็ก แล้วสนิทสนมกันมากจนถึงขนาดสาบานว่าจะเป็นเพื่อนตายกันเลย แต่พออายุมากขึ้นต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันไปมีครอบครัว มีการมีงานของตัวเอง พวกเขาแค่ไม่อยากให้ความเป็นเพื่อนจืดจางลง ทั้งสามคนจึงตกลงกันว่า ทุกๆ สิ้นเดือนจะหมุนเวียนจัดสังสรรค์พบปะกันสักครั้งหนึ่ง
จนครบรอบสิ้นเดือนนั้น วงสังสรรค์ของสามเพื่อนซี้ก็จัดขึ้นอีกตามเดิม หนนี้นัดแนะกันว่าจะไปนั่งกินกันที่บ้านไอ้เอก วันนั้นไอ้เขียดเป็นคนแรกที่มาถึงตั้งแต่ตอนเย็น พร้อมหอบหิ้วเหล้าสองขวดมาฝากและยังมีกับแกล้มอีกถุงใหญ่ที่ถือมาด้วย เย็นนั้นไอ้เขียดกับไอ้เอก ก็เลยตั้งวงนั่งจิบกันไปพลางๆ ระหว่างรอไอ้ยอดเพื่อนอีกคนที่ยังมาไม่ถึง
พอเหลือกันแค่สองคนก็รู้สึกมันชักจะกร่อยๆ ทั้งคู่ก็เลยนึกสนุกขึ้นมากลางวงเหล้า กับช่วงโพล้เพล้ย่ำใกล้ค่ำ ทั้งสองคนตกลงจะผลัดกันเล่าเรื่องสยองขวัญกันคนละเรื่อง แล้วมาวัดกันว่าเรื่องของใคร จะน่ากลัวกว่ากัน
ไอ้เอกที่เป็นเจ้าของบ้าน ได้ทีก็ขอเริ่มเรื่องของมันก่อน กับเรื่องราวของนักเขียนหนุ่มที่ยอมทำทุกวิถีทาง เพื่อแลกกับความสำเร็จ แม้กระทั่งยอมขายวิญญาณให้กับปีศาจ
นักเขียนหนุ่มได้เดินทางไปยังกระท่อมร้างกลางป่าที่ชาวบ้านต่างลือกันนักกันหนาว่าเป็นดินแดนอาถรรพ์ต้องคำสาป ไม่เคยมีใครกล้าย่างกรายเข้าใกล้ เพราะที่นั่น มันเคยเป็นที่พำนักของนักเขียนชื่อดังซึ่งเคยฆ่าตัวตายในกระท่อมหลังนั้นเมื่อหลายปีก่อน เรื่องราวความเฮี้ยนเลยถูกบอกต่อๆ กัน
ความจริงนักเขียนหนุ่มด้วยอายุของเขากำลังจะไม่หนุ่มอีกแล้ว เพราะเกือบครึ่งค่อนชีวิตที่ทุ่มเทให้กับงานวรรณกรรม แต่ความฝันเขาก็ไปไม่ถึงไหนสักที งานของเขาถูกสับเละจากบรรดานักวิจารณ์ ฉากนิยายเรื่องล่าสุดของเขาไร้ซึ่งบรรยากาศ ตัวละครก็แสนจะตื้นเขิน และเนื้อเรื่องทั้งน้ำเน่าและซ้ำซาก ทุกอย่างมันสะท้อนไปยังยอดขายหนังสือในช่วงหลังที่แทบขายไม่ออก เขาแค่อยากจะประสบความสำเร็จสักครั้ง แม้ต้องแลกกับอะไรก็ยอม
ไม่มีใครรู้หรอกว่าเขาไปที่นั่นทำไม แค่เพียงช่วงเวลาหนึ่งคืนที่เขาค้างแรมในกระท่อมร้าง พอถึงรุ่งเช้าเขาก็เดินออกจากกระท่อมราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็จริง แต่สิ่งประหลาด มันเริ่มขึ้นหลังจากคืนนั้นต่างหาก ทุกอย่างพลิกชีวิตของเขาไปตลอดกาล ไม่ถึงเดือนเขาเปิดตัวหนังสือใหม่ออกมาอีกเล่ม หนังสือที่คราวนี้ บรรดานักวิจารณ์ปราศจากข้อโต้แย้งอย่างสิ้นเชิง ว่ากันว่า งานเล่มนี้ของเขามันเป็นระดับมาสเตอร์พีซอย่างแท้จริง บางคนก็ถึงกับยกยอว่านี่เป็นชิ้นงานคลาสสิกระดับโลก หนังสือเล่มนั้นถึงขนาดคว้ารางวัลในทุกเวที ถูกแปลเป็นภาษาต่างๆ จนนับไม่ถ้วน
เรื่องราวความลับปริศนาในกระท่อมหลังนั้นของคืนนั้น ไม่มีใครอธิบายได้หรอกว่าเกิดอะไรขึ้น อาจเป็นแค่ข่าวลือเพ้อเจ้อเชื่อมโยงกันไปเองก็ได้ กับที่ว่าเขาขายวิญญาณให้ปีศาจไปแล้ว แต่ที่แน่ๆ มันไม่มีความสำเร็จไหนหรอกจะสร้างกันง่ายๆ ในแค่ชั่วข้ามคืน เพราะถ้าหากว่าลองสังเกตสำนวนการเขียนของเขาในหนังสือเล่มนั้นให้ดี มันต่างจากงานเดิมๆ ของเขาไปอย่างสิ้นเชิง แล้วมันยังไปบังเอิญคล้ายกันเหลือเกิน กับสำนวนภาษาของอดีตนักเขียนคนดังที่ฆ่าตัวตายนั่นไม่มีผิด และที่สำคัญในโลกนี้ มันไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ หรอก เพราะน่าเสียดาย นักเขียนหนุ่มเองก็ไม่ได้อยู่เชยชมกับความสำเร็จพวกนั้นเลย เขาพลันเสียชีวิตอย่างไร้สาเหตุในวันที่หนังสือเล่มใหม่ของเขาวางขายพอดี....

ผมเผลอผุดยิ้มขึ้นริมมุมปาก หลังจากได้ฟังเรื่องเล่ามาเกือบค่อนเรื่องของไอ้ขนุน ใช่ มันเกินกว่าที่ผมคิดเอาไว้มาก รีบควานหากระดาษปากกาเอามาจดรายละเอียดสั้นๆ กันลืมเอาไว้ ผมชอบตอนจบของเรื่อง การเว้นช่องว่างไว้ให้คนอ่านได้คิดเอาเองในตอนท้าย ว่านักเขียนหนุ่มนั่นที่ตาย เพราะผีตามรังควาน หรือแค่ตายไปเองไม่เกี่ยวกับผีห่าอะไรสักหน่อย มันน่าคิดจริงๆ
...หลังจากนั้นไอ้เขียดก็ได้ทีเล่าเรื่องสยองของมันบ้าง เรื่องราวอาถรรพ์ของโค้งหักศอกบนถนนเส้นหนึ่ง ความน่าสะพรึงปนด้วยอนาถได้มีจุดเริ่มต้นเมื่อเวลาของเข็มนาฬิกาประจวบเหมาะกับตอนเที่ยงคืนพอดี รถกระบะของชายผู้ซึ่งขับมาด้วยอาการมึนเมาและความเร็ว ทันทีที่เขาหมุนพวงมาลัยผ่านเส้นโค้งถนน ตรงหน้ารถของเขาก็ชนกระแทกเข้าอย่างจังกับสามคนของครอบครัวหนึ่ง ซึ่งออกมายืนรอโบกรถอยู่ข้างทาง ทั้งสามชีวิตของครอบครัวนั้น ขาดใจตายดับคาที่อย่างน่าสังเวช
ชายคนขับได้แต่ลนลาน พอเริ่มกลับมาได้สติก็แทบหายจากสร่างเมาเป็นปลิดทิ้ง เขาพลางนึกขึ้นได้ ที่ลับตาคนแบบนี้ คงไม่มีใครทันเห็นเขาหรอก ในเมื่อคนก็ตายไปแล้ว แล้วจะมีใครจำรถเขาได้อีก เขาจึงรีบเร่งเครื่องขับรถหนีไปจากตรงนั้นในทันที แต่ที่ไหนได้ ถึงเขาขับไปไกลกว่าหลายช่วงเสาหลักกิโล แต่รถเขากลับต้องย้อนวกมายังโค้งตรงนั้นที่เดิม ราวกับหลงทางติดอยู่ในเขาวงกต ทั้งสามคนของครอบครัวนั้นที่เคยออกมายืนรอโบกรถ ก็กลับมายืนอยู่ตรงจุดจุดเดิม ราวกับภาพเดิมเอามาฉายซ้ำ คราวนี้เขารีบหมุนพวงมาลัยหักหลบ แต่กลายเป็นว่า รถเขาต้องเสียหลักพุ่งชนกับเสาไฟฟ้าข้างทางดับคาที่เหมือนกัน เรื่องราวของโค้งอาถรรพ์ ก็เลยกลายเป็นเรื่องเล่าอย่างปากต่อปาก ว่ากันว่า ถ้ารถของคนเมาคนไหนขับผ่านโค้งนั้น ตรงเวลาเที่ยงคืน จะเจอดีทุกราย...
ผมพลางพยักหน้าอีกหน ถึงเรื่องนี้มันจะดูเรียบๆ แต่ถ้าหากใส่ตัวละครเข้าไป รังสรรค์ฉากบรรยากาศให้น่าขนลุกเข้าไว้ เพิ่มปมขยี้ดราม่าบิ้วอารมณ์สะท้อนปัญหาสังคมอีกหน่อย ก็น่าจะพอได้อยู่เหมือนกัน
...ไอ้ยอดที่ขี่มอเตอร์ไซค์มาถึงยังวงสังสรรค์เป็นคนสุดท้ายก็ค่ำมืดเกือบจะทุ่มหนึ่งแล้วเห็นจะได้ พอมาถึงก็ขอโทษขอโพยกับเพื่อนสองคนเสียยกใหญ่ บอกถึงสาเหตุที่มาช้าว่ามอเตอร์ไซค์เผลอล้มตกลงคูข้างทางแต่ไม่ได้บาดเจ็บมีแผลอะไร พอมันเห็นสีหน้าของเพื่อนซี้ชักเป็นห่วง ไอ้ยอดก็พลางคุยโม้อย่างติดตลก ว่ามันนะ ฉายาไอ้ยอดกระดูกเหล็กอยู่แล้ว นอกจากเรื่องหญิงกับความรัก ไม่มีอะไรทำให้มันเจ็บได้หรอก
ตอนไอ้ยอดมาถึงเรื่องเล่าของไอ้เขียดก็เข้าสู่ช่วงท้ายเรื่องกำลังจะจบพอดี ซักไซ้ไล่เรียงไปก็เข้าใจได้กับข้อตกลงที่เพื่อนทั้งสองคนจะผลัดกันเล่าเรื่องสยองขวัญ ไอ้ยอดเลยขอแก้ตัวด้วยการเล่าเรื่องของตัวเองบ้าง กับเรื่องราวความรักของคู่รักคู่หนึ่งที่สัญญากันเอาไว้ ว่าจะรักกันไปจนตาย
เรื่องราวความรักที่ควรจะโรแมนติกกลับกลายมาเป็นเรื่องสยอง ก็ตอนที่แฟนสาวของชายหนุ่มได้ด่วนชิงตายไปก่อนจากการประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตก่อนวัยอันควรอย่างไม่ทันตั้งตัว
ช่วงชีวิตที่เหลือของชายหนุ่มถึงเขาจะรักแฟนสาวมากแค่ไหน เขาพลางบอกตัวเองว่าชีวิตยังไงก็ต้องดำเนินต่อไป แต่แล้วกลับกลายเป็นคำมั่นสัญญาหนนั้นที่เคยให้ไว้ มันเป็นเหมือนดั่งดาบสองคม กับที่ว่า “จะรักกันไปจนตาย” มันดังก้องอยู่ในหัวราวกับตามหลอกหลอน ชายหนุ่มก็เลยต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความหวาดผวา นับจากนั้นไม่ว่าเขาจะทำอะไร ไปที่ไหน หลีกหนีไปไกลแค่ไหน เขารู้สึกเหมือนว่าเธอกำลังตามจับจ้องเพื่อรอทวงคำสัญญานั่นของเขาตลอดเวลา
แล้วไม่นานหลังจากนั้น ในคืนหนึ่ง อยู่ดีๆ ชายหนุ่มก็กระโดดพุ่งหลาวลงมาจากระเบียงอะพาร์ตเมนต์ของตัวเองที่สูงกว่าสิบชั้น...

“เออ ก็พอได้” ผมรีบพูดแทรกขึ้นมาพลางกับพยักหน้า “แต่ตอนจบมันก็ยังดูเรียบๆ ไปหน่อย ไม่ได้หวือหวาจนขนาดเดาทางไม่ถูกหรอกนะ” ผมบอกกับมันไปตามตรง
สีหน้าไอ้ขนุนเปื้อนด้วยรอยยิ้มเล็กน้อย “แล้วใครว่าเรื่องมันจบแค่นี้ล่ะ”
นั่นก็เลยทำให้ผมเองพลางแอบผุดยิ้มริมมุมปากขึ้นมาบ้าง นึกไปไม่ถึงเหมือนกันว่ามันยังมีเซอร์ไพรส์ทีเด็ดอะไรที่แอบซ่อนไว้อยู่ แต่ก็เอาเถอะ ผมก็เชื่อว่ายังเดาทางเรื่องพวกนี้ของมันได้อยู่ดี

...เพราะอยู่ดีๆ ทั้งสามคนเพื่อนเกลอก็ต่างน้ำลายฟูปาก แล้วก็ล้มดิ้นเกลือกกลิ้งอย่างทุรนทุรายจนเสียชีวิตไปพร้อมๆ กันตรงนั้น
จุดพีคมันก็อยู่ตรงนี้แหละ เพราะหนึ่งในสามคนนี้ มีคนหนึ่ง เป็นฆาตกร...
“แล้วมึงจะลองทายดูไหมล่ะ ว่าใครเป็นฆาตกรตัวจริง” ใบหน้ายิ้มกรุ่มกริ่มของไอ้ขนุนพลางจ้องแลตรงมายังผม ใช่ เรื่องมันชักสนุกขึ้นมาแล้วสิ ผมก็เผลอขนลุกซู่ตื่นเต้นขึ้นมานิดๆ แต่ไม่หรอก ไอ้เรื่องพื้นๆ แค่นี้มันกินผมไม่ได้อยู่แล้ว จากเคยดูหนังผีมาแล้วกี่เรื่องไม่รู้ต่อกี่เรื่อง อ่านนิยายผีๆ มาแล้วก็จนนับไม่ถ้วน ผมมั่นใจ ก็พอจะเดาได้ไม่ยากหรอก ถึงแรงจูงใจยังคงคลุมเครือ แต่วันนั้นคนหิ้วอาหารเหล้ายาปลาปิ้งไปทั้งหมด มันก็มีอยู่แค่คนเดียว ยังไงฆาตกรก็จะเป็นคนอื่นไปไม่ได้
“ไอ้เขียด” ผมตอบกับมันด้วยน้ำเสียงหนักแน่นมั่นใจ
แต่ที่ไหนได้ไอ้ขนุนกลับส่ายหน้าช้าๆ พลางกับฉีกยิ้มกรุ่มกริ่มกว้างขึ้น คล้ายกับสะใจที่เห็นผมเหมือนกับคนเดินก้าวพลาดไปแล้ว
ไม่ใช่สิ ถ้าไม่ใช่ไอ้เขียด อย่างนั้นมันก็อาจเป็นไอ้เอกนั้นเหรอ ถึงอาหารทุกอย่างไอ้เขียดจะเป็นคนเอามาก็จริง แต่จานชามหรือแก้วอะไรต่างหากซึ่งต้องอาศัยไอ้เอกที่เป็นเจ้าของบ้าน ใช่ ภาชนะพวกนั้นอาจจะเคลือบยาพิษหรืออะไรสักอย่างเอาไว้
“ถ้างั้นก็ต้องเป็น ไอ้เอก” ผมบอกกับมันอีกครั้ง หนนี้ผมมั่นใจอย่างเต็มที่ ไม่มีทางพลาดอีกแน่
แต่ไอ้ขนุนก็ยังส่ายหน้าอีกหน พร้อมกับรอยยิ้มนั่น คล้ายแดกดันผมกว่าเดิม
“ไม่ ไม่มีทาง” ผมวางปากกาที่ถืออยู่กระแทกโต๊ะอย่างหงุดหงิด ส่ายหน้าโบกมือปฏิเสธ อย่างไม่ยอมรับด้วยความขุ่นเคืองขึ้นมาทันที เพราะเรื่องมันดูไม่สมเหตุสมผลเสียเลย “ไอ้ยอดเป็นตัวเลือก ที่กูตัดทิ้งไปตั้งแต่ทีแรกแล้ว การที่มันไปถึงที่นั่นเป็นคนหลังสุด แล้วไม่ได้หิ้วอะไรไปสักอย่าง มันเป็นไปไม่ได้เลย ว่ามันจะแอบวางยาลงไปในอาหารได้ยังไง มึงจะดูถูกคนอ่านอย่างนี้ไม่ได้ ถ้ามึงอยากจะหักมุมให้คนเขาคาดไม่ถึง มันก็ต้องฟังดูสมเหตุผลสักหน่อย ไม่ใช่ว่าไม่ได้ทิ้งปมอะไรเอาไว้เลย แล้วมาสรุปเอาเองอย่างนี้ ไม่ได้เว้ย” ผมสาธยายยืดยาวอย่างของขึ้น
“กูไปบอกมึงตอนไหนวะ ว่าในอาหารนั่นมียาพิษ” คราวนี้ผมถึงกับหน้าชา ชะงักจนพูดไม่ออก “มันเป็นเพราะเรื่องเล่าที่ไอ้ยอดนั่นเล่าต่างหากล่ะ”
ผมหันไปมองกระดาษที่จดบันทึกสั้นๆ เอาไว้ กับเรื่องเล่าของไอ้ยอด คู่รักที่สัญญาว่าจะรักกันไปจนตาย
“กูก็บอกมึงแล้วไม่ใช่เหรอ ว่าทั้งสามคนเป็นเพื่อนรักที่รักกันมากจนแทบจะเป็นเพื่อนตายกันเลยก็ว่าได้ ไอ้ยอดมันบอกว่ามันมาช้าเพราะมอเตอร์ไซค์มันล้มลงในคูข้างทางใช่ไหมว่ะ แต่ไม่มีแม้แต่รอยถลอกสักนิด มึงว่ามันแปลกไหมล่ะ ผีนะ มันมักจะชอบหลอกคนเสมอแหละ
สมมุตินะ สมมุติว่ารถมันล้มลงข้างทางจริง แต่ไม่ได้เจ็บนิดๆ หน่อยๆ ล่ะ ถ้าหากมันเจ็บหนักจากอุบัติเหตุนั่นแล้วขาดใจตายตรงข้างทางตรงนั้นโดยไม่มีใครรู้ล่ะ มันก็เลยไปถึงยังวงเหล้าช้ากว่าคนอื่น แล้วความจริงมันก็แค่อยากไปทวงสัญญากับเพื่อนอีกสองคน ที่เคยบอกว่าจะเป็นเพื่อนตายกันตลอดไปไง ก็เวลาผีมันจะฆ่าคนนะ ไม่จำเป็นต้องวางยาพิษลงในเหล้าหรอก”
ขณะที่ผมกำลังคิดตามอย่างงงวยอยู่นั้น “ปวดฉี่ฉิบหาย” จู่ๆ ไอ้ขนุนลุกพรวดไปเข้าห้องน้ำ ซึ่งห้องน้ำก็อยู่ในห้องนอนผมนั่นแหละ ห่างจากเตียงที่มันนั่งไปไม่กี่ก้าว
ตอนนั้นผมพลางทบทวนกับเรื่องราวทั้งหมดอยู่ในหัว ทุกอย่างมันฟังดูทะแม่งๆ ยังไงไม่รู้
ผมคิดย้อนไปยังจุดหักเหทั้งหมดของเรื่องที่ไอ้ขนุนมันเล่าอีกรอบ พลางจ้องแลกับรอยสำลีจุ่มเบตาดีนทาแผลที่ถูกทิ้งอยู่ในถังขยะ
ใช่ ทุกอย่างมันดูประจวบเหมาะเกินไป จู่ๆ ไอ้ขนุนมันเข้ามาในห้องผมได้ยังไง โดยผมไม่แม้แต่ได้ยินเสียง ในเรื่องเล่าของไอ้ขนุน ไอ้สามคนนั้น มันเป็นเพื่อนรักที่รักกันมากจนเป็นเหมือนกับเพื่อนตายกันเลยก็ว่าได้ แล้วผมกับมันล่ะ เราเป็นเพื่อนตายกันด้วยไม่ใช่เหรอ ผมนึกไม่ออกจริงๆ ว่าเคยเผลอไปสันญิงสัญญากับมันไว้ตอนไหนหรือเปล่า
ที่มันบอกสามคนนั้นก็อายุรุ่นราวคราวเดียวกับเรา มันจะบังเอิญเกินไปไหม แล้วที่มันบอกรถมันล้มลงข้างทาง แต่มีแค่เพียงรอยถลอกที่ข้อศอก ถ้าสมมุติมันไม่ได้แค่เจ็บนิดๆ หน่อยๆ เหมือนมันว่าล่ะ ถ้าหากมันเป็นเหมือนกับไอ้ยอดในเรื่องที่มันเล่าล่ะ นี่มันคงไม่คิดจะมาทวงสัญญาอะไรกับผมใช่ไหม
ผมเหลือบมองยังกระดาษที่จดรายละเอียดคร่าวๆ เอาไว้ ในเรื่องเล่าของไอ้เขียด หากรถของคนเมาคนไหนขับผ่านโค้งนั้นตอนเที่ยงคืนจะเจอดีทุกราย ผมนึกถึงกลิ่นเหล้าหึ่งๆ ของไอ้ขนุนตอนที่หันหน้ามาเจอกับมันในทีแรก ใช่ ตอนนั้นเพิ่งจะเลยเที่ยงคืนมาไม่กี่นาทีเอง
ร้อยวันพันปีไอ้ขนุนไม่เคยเล่าเรื่องแบบนี้ให้ผมฟัง จู่ๆ มันมาเล่าอะไรเอาคืนนี้ พอเหลือบมองไปด้านบนของแผ่นกระดาษกับเรื่องเล่าของไอ้เอก นักเขียนหนุ่มคนนั้นที่ยอมขายจิตวิญญาณให้กับปีศาจเพื่อแลกกับความสำเร็จ ผมอ่านซ้ำกับติ๊กสั้นๆ ของประโยคนั้นที่ไอ้ขนุนมันว่า “ทุกอย่างมันมีข้อแลกเปลี่ยนเสมอ ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ หรอก”
ตอนนั้นผมเพิ่งกลับมาสังเกตเห็นตรงหลอดไฟ แมลงเม่าหลงฝูงตัวเดิม หลังจากบินวนอยู่รอบหลอดไฟจนปีกของมันเริ่มล้า จึงเกาะนิ่งอยู่กับที่ เจ้าจิ้งจกตัวโตที่รอจังหวะอยู่นาน ได้ทีก็ไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดลอย ค่อย ๆ ย่องคลานเข้าไปใกล้ในระยะทำการอย่างเงียบเชียบ แล้วกระโดดงับเจ้าแมลงเม่าตัวอ้วนเข้าปาก เขมือบกลืนอย่างเปรมปรีดิ์
คราวนี้แหละที่ผมรู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมา ใจจริงก็ไม่อยากจะคิดมากหรอก ไอ้ขนุนเข้าไปในห้องน้ำสักพักหนึ่งแล้วแต่ไม่ได้ยินแม้แต่เสียงน้ำไหล นั่งอยู่ใกล้ๆ ตรงนี้ แปลกจริงคนบ้าอะไรเข้าห้องน้ำยังไงมันต้องได้ยินเสียงตดเสียงเยี่ยวอะไรบ้างแหละ ผมพลางกลืนน้ำลายลงไปในคอแห้งผาก ลมแผ่วเบากลางดึกสงัดพัดผ่านเข้ามาทางบานหน้าต่าง คล้ายส่งสัญญาณให้เย็นยะเยือกไปถึงกระดูก ปลายนิ้วมือสั่นเทาขึ้นมาอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้ ใจหนึ่งอยากจะลุกจากเก้าอี้ไปตั้งหลักข้างนอกห้องก่อน อีกใจหนึ่งก็ยังนึกปลอบใจตัวเองอยู่ ว่ามันไม่มีอะไรหรอก เราคงแค่คิดมากไปเอง...
คร็อก ! พลันเสียงล็อคประตูห้องน้ำเปิดออก ผมกระตุกสะดุ้งวาบใจหล่นไปที่ตาตุ่ม ตัวสั่นงก แล้วทำอะไรไม่ถูกสักอย่าง เวลาผ่านไปแค่ไม่ถึงครึ่งนาทีแต่มันดูแสนเชื่องช้าอืดอาดในความรู้สึก
เชี่ยเฮ้ย... ผมสบถอยู่ในใจ พลันพุ่งพรวดลุกจากเก้าอี้ แล้วละล่ำละลักเปิดประตูออกจากห้องไปทันที เสียงหายใจยังติด ๆ ขัด ๆ เหงื่อกาฬแตกพลั่กไปทั้งเสื้อ ในตอนนั้นผมก็เหมือนพลันนึกขึ้นได้ เลยก้าวเท้าย่างช้าๆ เดินไปแหวกผ้าม่านหน้าต่างบานที่มองเห็นตรงหน้าบ้านให้ค่อยๆ แย้มออก
“เฮ้ย มึงได้ตอนจบเหมือนที่มึงอยากได้แล้วยังวะ” จู่ๆ เสียงไอ้ขนุนก็ตะโกนออกมาจากในห้อง จนผมต้องเผลอตกใจสะดุ้งอีกหน แต่ยังไร้วี่แววเงาร่างของมันที่เดินออกมา
“เอ่อๆ” ผมทำเสียงตอบกลับไปอยู่ในคอ สายตาพลางแลลอดผ่านผ้าม่านออกไป หลอดไฟดวงหน้าบ้านซึ่งเปิดอยู่ส่องสว่างให้พอเห็นด้านนอกอย่างรำไร
แม่มัน... กูไม่เห็นรถที่มันบอกว่าอุตส่าห์ถ่อรุนมา แล้วพิงจอดอยู่สักคัน





ขอสงวนสิทธิ์ข้อความทั้งหมดภายในเว็บไซท์
Copyright by http://www.espressoandcigarette.com