นนท์รำคาญแปะฮกมาก แกมักเซ้าซี้ขอดูเกมในไอแพดเป็นประจำ อายุตั้งหกสิบแล้วยังทำตัวเหมือนเด็ก แถมชอบมาก่อกวนให้เขาเสียสมาธิทุกครั้ง
“ซูเปอร์มาริโอเวอร์ชันใหม่เสียด้วย” แปะฮกยื่นหน้าเข้ามาใกล้
“รู้จักด้วยหรือครับ” เด็กชายถามเสียงราบเรียบ พลางเบี่ยงหน้าจอหลบคนสูงวัย
“วะ ทำไมจะไม่รู้” อาแปะเลิกคิ้ว “สมัยนินเทนโดฮิตๆ แปะนี่เซียนเกมเชียวนะ”
แปะฮกอวดโอ่ ก่อนหัวเราะอารมณ์ดี ยกมือเขย่าคอเสื้อกุยเฮงเบาๆ ลมบ่ายพัดเป่าเส้นผมจนเห็นหัวเถิก แกเป็นพี่ชายม้า อาศัยอยู่ในบ้านปูนหลังเก่าโอบล้อมด้วยสวนยางพารา หน้าบ้านมีถนนสองเลนตัดผ่าน สุดถนนชนหาดในยาง สิบปีก่อนอาม่าแบ่งสวนให้ลูกทุกคนเท่าเทียมกัน แปะฮกครองโสด ไม่มีงานทำ แกจึงมานั่งๆ นอนๆ เฝ้ามรดกสวนยางจนหัวขาวโพลน
“เล่นถึงเลเวลไหนแล้วล่ะ” อาแปะยังไม่เลิกตอแย “ว่าแต่เวอร์ชันนี้ยังมีด่านลับอยู่ไหม”
“ไม่รู้เหมือนกันครับ” เด็กชายตอบห้วน
นนท์หมุนตัวเข้าหากำแพง เสียงเกมดังสะท้อนไปมาในบ้านกงสีของอาม่า อาคารสองชั้นทรงชิโนโปรตุกีสกลางสวนยาง ปลูกห่างจากบ้านแปะฮกชั่วสับเท้าเดินพอเหนื่อย ทุกปิดเทอมหน้าร้อน เมื่อนนท์มาเที่ยวบ้านสวน อาแปะเป็นต้องรี่เข้ามาถามโน่นถามนี่เรื่องเกม ราวกับหัวโจกในโรงเรียนมัธยมอย่างไรอย่างนั้น
“ว้า เกมโอเวอร์ซะแล้ว” แปะฮกไอโขลกจนไหล่กระเพื่อม ก่อนชะโงกมองหน้าจอ “ไหนขอดูหน่อย เผื่อแปะช่วยหาสูตรโกงให้”
“ไม่เอาครับ”
เด็กชายชักรำคาญ หลบมานั่งตรงลานปูนหลังบ้าน ก้มหน้างุดลงจอ ไม่สนใจชายชราที่ล้มตัวนอนเขลงบนเตียงพับแล้วผล็อยหลับท่ามสายลมรวยรื่น บ่ายนี้ม้าพาทุกคนไปเที่ยวอุทยาน บ้านทั้งหลังเงียบสงัด มันคือช่วงเวลาที่นนท์โปรดปรานเป็นที่สุด
เจ้าหนูวัยแปดขวบมักขลุกอยู่กับเกม และไม่ค่อยรู้สึกรู้สากับเรื่องรอบตัว เขาไม่เคยปลื้มกับอะไรสักอย่าง แม้แต่ร่างกายตัวเองที่อ้วนกลมราวกับลูกชิ้น หรือผิวขาวซีดเหมือนไม่เคยสัมผัสแสงแดด เด็กชายยังไม่ชอบบ้านที่กรุงเทพฯ ไม่ชอบไปโรงเรียน ไม่ชอบเพื่อนร่วมชั้นที่มักล้อเลียนและขโมยข้าวของของเขา ไม่ชอบวิชาพละศึกษาที่ไม่เคยแข่งขันกีฬาชนะใครเลยสักครั้ง เขายังไม่ชอบม้าที่เอาแต่บ่นว่า และตะเพิดใส่เขาโดยไม่มีเหตุผล
ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำ เด็กชายยังง่วนกับเกม ไม่ทันสังเกตว่าด้วงกว่างตัวยาวครึ่งฝ่ามือบินมาเกาะท่อนแขน แมลงปีกแข็งสีดำเมื่อม เขาคู่งามโง้งสะท้อนแดดมันวับ นนท์เคยเห็นแต่ด้วงในอินเตอร์เน็ต ไม่คิดว่ามันจะตัวโตขนาดนี้ แมลงยักษ์เกาะแขนเขาครู่ขณะ ก่อนคลี่ปีกบินไปทางสวนยาง เด็กชายเหมือนโดนมนตร์สะกด เขาปิดไอแพด เบิ่งจ้องไปข้างหน้า แล้วลุกเดินตามด้วงกว่างเข้าสวน เสียงใบไม้แห้งกรอบแกรบ กลิ่นดินชื้นโชยเข้าจมูก ต้นยางโน้มกิ่งเข้าหากัน ก่อเกิดอุโมงค์ให้ลำแดดลอดผ่านช่องว่างระหว่างใบไม้ แต้มลายสว่างเป็นด่างดวงบนพื้น
นนท์เดินย่ำกิ่งยางจนทะลุท้ายสวน เห็นกลุ่มเด็กชายวัยไล่เลี่ยยืนอยู่ข้างเพิงไม้ หนึ่งในนั้นอ้วนพีเหมือนหมี อีกสองผอมแห้งราวกับกุ้ง เส้นผมหยิกหยองและผิวดำกร้านตัดกับโต๊ะหินสีขาวที่พวกเขายืนล้อม ลูกยางกลมเกลี้ยงเท่าหัวแม่โป้งกระจายเกลื่อนโต๊ะ นนท์ไม่เคยเห็นมันมาก่อน ทั้งผิวมันปลาบ และลวดลายพาดเปรอะมองดูคล้ายไข่นกกระทา เขาเดินเชื่องช้ากล้าๆ กลัวๆ ขมวดคิ้วจับจ้องลูกกลมบนโต๊ะ แววตาเต็มไปด้วยความสงสัย
“เขาเรียกเกมตอกลูกยาง” เด็กอ้วนเฉลยในที่สุด แล้วเอ่ยชวน “อยากเล่นมั้ย”
นนท์นิ่งคิดชั่วครู่ ก่อนพยักหน้าหงึกหงัก
“ไปเก็บมาสักสี่ห้าลูกสิ” เด็กอีกคนบุ้ยใบ้ไปทางสวน “ตรงโคนต้นยางนู่น”
แล้วสมรภูมิก็เริ่มขึ้นง่ายๆ วิธีเล่นไม่มีอะไรซับซ้อน วางลูกยางของคนหนึ่งบนโต๊ะ อีกคนวางซ้อน หันด้านเรียบเข้าหากัน มือหนึ่งประคองไม่ให้ลูกยางร่วงหล่น จากนั้นตอกสันมืออีกข้างลงไป ลูกยางใครแตกก็เอาลูกใหม่มาสู้ เวียนตอกกันแบบนั้น ใครเสียลูกยางหมดถุงถือว่าแพ้
แน่นอนว่านนท์ไม่ชนะเด็กพวกนั้นสักตา
ลูกยางของเขาช่างเปราะบาง แม้เวียนเก็บมากี่ลูกต่อกี่ลูก เป็นต้องโดนเด็กชายอ้วนผอมตอกจนแตกทุกครั้ง นนท์แพ้ซ้ำซากจนถึงเย็น กลุ่มเด็กๆ แยกย้าย เจ้าหนูเมืองกรุงเดินก้มหน้าฝ่าสวนยางกลับบ้าน พร้อมคำหยันของเด็กบ้านป่ากลัดติดมาให้พอเจ็บแสบ... อ่อนว่ะ
คืนนั้นนนท์ได้แต่นั่งเงียบ ข้าวปลาแทบไม่พร่อง กระทั่งแปะฮกเซ้าซี้อยู่นาน เด็กชายจึงเปิดปากเล่า
“วะ แบบนี้ยอมได้ไง” แกโวยวายลั่น ราวกับแข่งตอกลูกยางแพ้ด้วยตัวเอง “มา เดี๋ยวแปะสอนไม้ตายให้”
อาแปะลากหลานชายมาที่ชานเรือน เก็บลูกยางข้างบ้านมาหนึ่งกอบ สอนวิธีตอกแม่นๆ พร้อมเคล็ดลับที่ไม่เคยบอกใคร เลือกลูกยางแบบไหน ประคองมือยังไง ตอกด้วยน้ำหนักเท่าไหร่ อาแปะถ่ายทอดหมดเปลือก ท่ามกลางลมดึก เสียงลูกยางแตกโผละหน้าบ้าน คนสูงวัยและเด็กชายซ้อมมือกันจนล่วงค่อนคืน
บ่ายคล้อยวันพรุ่ง นนท์ยังคงก้มหน้า เดินฝ่าดงไม้กลับบ้าน ความมั่นใจแตกยับไปกับเปลือกลูกยาง
“ไอ้พวกนั้นมันร้าย” แปะฮกคำราม วางแหมะหนังสือพิมพ์บนโต๊ะ
“ช่างมันเถอะครับ” เด็กชายอ้อมแอ้ม “ผมเล่นไม่เก่งเอง”
“บ้าแล้ว พูดแบบนั้นได้ไง” อาแปะลากเสียงสูงจนไอโขลก ยกหลังมือเช็ดน้ำลายแล้วหันมาบอกนนท์ “เดี๋ยวแปะเอาของดีมาให้”
ชายสูงวัยผลุนผลันออกไป ทิ้งหลานชายให้จมกับความเงียบงัน
ทุกคนในบ้านมักซุบซิบกันว่าแปะฮกเป็นคนจริงจัง โดยเฉพาะกับเรื่องเล่นๆ ในวันคืนที่ยังหนุ่มแน่น อาแปะเคยทำงานในบริษัทใหญ่ หัวหน้าฝ่ายบัญชีที่ตำแหน่งขยับขึ้นพรวดพราด แกหมกมุ่นแต่กับงาน ไม่ค่อยพูดค่อยจา และเป็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของอาม่า
ต่างจากม้าซึ่งแทบไม่มีใครสนใจ แม้จะเป็นฝ่ายดูแลทุกคนในครอบครัว
แต่นั่นมันเรื่องก่อนหน้า ใครต่อใครซุบซิบกันว่าอาแปะหมดสติล้มลงในคืนสุดท้ายของงานกินผัก คนในศาลเจ้าหามแกส่งโรงพยาบาล ท่ามกลางแสงพลุสาดส่องเต็มฟ้า หมอบอกว่าหากมาช้ากว่านี้อีกหน่อยแกคงได้ไปเฝ้าองค์เง็กเซียนบนสรวงสวรรค์แล้ว
หลังฝ่าตัดสมอง แปะฮกเปลี่ยนไปเป็นคนละคน แกลาออกจากบริษัท (หรืออันที่จริงบริษัทเป็นฝ่ายให้แกออก) แล้วมักหายตัวไปในสวนยาง ชาวบ้านเล่ากันว่าอดีตหัวหน้าฝ่ายบัญชีหลบเข้าไปยิงนกตกปลา และหันมาหมกมุ่นกับเกมหลากประเภท แกเริ่มพูดจ้อทั้งวัน สมุดบัญชีเปลี่ยนเป็นเพลย์สเตชัน แถมยังสะสมตุ๊กตุ่นตุ๊กตาจากร้านขายของชำที่ยังพอหลงเหลือในละแวก
ผู้คนซุบซิบกันว่า ทุกครั้งที่หลานๆ มาเที่ยวบ้านสวน แปะฮกเป็นต้องเดินรี่มาหา หอบของเล่นพะรุงพะรัง คุยโขมงด้วยแววตาจริงจัง วางแผนการเล่นกับเด็กๆ อย่างเป็นขั้นเป็นตอน แกคิดอะไรใหม่ๆ ได้ไม่รู้เหนื่อย สรรหาเกมมาเรื่อยจนหลานๆ ติดกันเกรียว
ม้ายังเคยค่อนแคะให้ฟังว่า สมองของอาแปะอัปเกรดขึ้นไปอีกระดับ กลายเป็นแปะฮกอีกเวอร์ชัน ซึ่งไม่เคยสนใจอนาคต และมองเห็นทุกสิ่งสดใหม่ตลอดเวลา
“คราวนี้ละ ไอ้พวกนั้นจะได้รู้เสียบ้าง” แปะฮกขบฟัน เทลูกยางที่เก็บสะสมลงบนโต๊ะครัว
นนท์ขยับเข้าใกล้ เมล็ดยางพาราลูกเขื่องกระจัดกระจายเกลื่อนโต๊ะ เปลือกสีน้ำตาลแวววาวจนเห็นลวดลายคมชัด ไม่ว่ามองจากมุมไหน มันก็เป็นลูกยางที่แข็งแกร่งและงดงามหมดจด
“เอาไปให้หมดนี่เลย” อาแปะผายมือ
“จะดีหรือครับ” นนท์ลังเล “ถ้าเกิดผมแพ้อีกล่ะ”
“ฮาย... จะไปกลัวอะไร” แปะฮกตบโต๊ะผาง บุ้ยใบ้ไปทางป่ายาง “ลูกยางพวกนี้แปะคัดมากับมือทั้งนั้น”
เด็กน้อยพยักหน้ารับ จากนั้นทั้งสองนั่งลงซ้อมมือกันอีกครั้ง ทั้งห้องเงียบสงัด เวลาเคลื่อนไหลไปอย่างรวดเร็ว กระทั่งการฝึกจวนเสร็จสิ้น ด้วงกว่างตัวเขื่องบินมาเกาะขอบหน้าต่าง ตอนที่ม้าผลักประตูครัวเข้ามาหลังกลับจากโรงพยาบาล
นนท์ประหลาดใจที่ม้าโกรธมาก ราวกับเศษลูกยางบนโต๊ะคือขยะน่ารังเกียจ ม้าตวาดให้เลิกเล่น จากนั้นกำชับเขาให้ใส่ใจหนังสือหนังหามากกว่านี้ เด็กชายนิ่งเงียบ หากแต่ยังสงสัย นี่มันปิดเทอมไม่ใช่หรือ การบ้านช่วงวันหยุดครูให้มาก็ไม่มากไม่มาย นนท์ไม่เข้าใจ ทำไมม้าต้องหงุดหงิดขนาดนี้ โดยเฉพาะสายตาเคืองขุ่นระคนเหนื่อยหน่ายที่แกมองพี่ชาย
“แปะก็เหมือนกัน ชอบยุให้หลานเข้ารกเข้าพง เกิดอะไรขึ้นมาจะว่ายังไง” ม้าโวยวาย ยื่นมือไปข้างหน้า “แล้วก็นี่ ยาของแปะ คราวหลังอย่าทำหายอีกล่ะ”
แปะฮกนั่งตัวลีบ ไม่พูดไม่จา ลนลานกวาดลูกยางใส่กล่องกระดาษยื่นให้นนท์ แล้วงกๆ เงิ่นๆ ฉวยซองยาออกจากบ้าน เสื้อกุยเฮงสีขาวกลืนหายไปในเงามืด เสียงไอแห้งๆ แผ่วจางปนเปกับเสียงลม
“นี่ก็เหมือนกัน ไปนอนได้แล้ว” ม้าเหลือบมองนาฬิกา แล้วหันมาตะเพิดใส่นนท์
เด็กชายโดนบ่นว่าอีกแล้ว แถมคราวนี้พ่วงคนแก่ที่โดนแขวนป้ายไม่รู้จักโตอีกหนึ่ง นนท์นั่งก้มหน้า ไม่เข้าใจความโกรธของม้า และสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกนั้น บางครั้งม้าดูฉุนเฉียว บางครั้งก็ปล่อยให้อาแปะเข้านอกออกในบ้านกงสีไปตามเรื่องตามราว และบางคราวก็กลับมาเกรี้ยวกราด หากแต่ม้าไม่เคยบอกลูกชาย ว่าแปะฮกที่คล้ายกลายเป็นเด็กอาจเติบโต คงสภาพ หรือเสื่อมทรุดลงไปในวันใดวันหนึ่ง บ่อยครั้งเขาเห็นม้าทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ แต่กลับไม่ยอมปริปาก ว่าอาแปะอาจเป็นภาระในอนาคตที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง เป็นเสี้ยนตำใจ เป็นภาพแทนแห่งความแพ้พ่ายและถดถอยของมนุษย์คนหนึ่ง ซึ่งม้าไม่อยากให้นนท์ซึมซับเรื่องราวเหล่านั้น... ม้าไม่เคยพูดมันออกมา
คืนนั้นเด็กชายเข้านอนพร้อมกล่องใส่ลูกยาง นอกหน้าต่างเงียบสงัด ราตรีลึกเร้นโอบคลุมบ้านกงสี สรรพสิ่งหลับใหล มีเพียงม้านั่งลำพังใต้ไฟครัว ทอดสายตามองเข้าไปในสวนยางมืดมิด ด้วงกว่างตัวเดิมบินผละจากขอบหน้าต่าง ฝ่าลมแล้งของฤดูร้อนไปยังบ้านชายชรา
“อัยย๊ะ แพ้อีกแล้วเรอะ” แปะฮกลุกพรวดจากเก้าอี้ เมื่อรู้ว่านนท์เสียลูกยางไปทั้งหมด
เด็กชายหลุบตามองพื้น แดดบ่ายสาดกระทบต้นพวงเข็มริมรั้ว ท่ามเสียงแมลงป่าร้องระงม
“ต้องหาวิธีใหม่” แกหันรีหันขวาง ท่าทางอ่อนล้ากว่าทุกวัน
“ไม่ต้องแล้วก็ได้ครับ” นนท์เสียงอ่อย “สู้ไปผมก็ไม่มีทางชนะ”
“พอๆ ไม่ต้องพูดเลย” อาแปะรีบยกมือห้าม รับไม่ได้ที่หลานชายยอมจำนน ชายชราโก่งคอไอแค่กๆ จากนั้นยืนคิ้วขมวดครุ่นคิด
“คราวนี้ต้องงัดไม้ตาย” แกงึมงำอยู่คนเดียว ทิ้งสายตาไปทางป่ายางเขียวขรึม
แปะฮกผลุนผลันกลับบ้าน ไม่ถึงสิบนาทีผ่าน คนสูงวัยโผล่มาอีกครั้งพร้อมกล่องไม้จีนสีน้ำตาลน้ำหนักเหมาะมือ เด็กชายเปิดฝาดู ด้านในกล่องบุด้วยกำมะหยี่สีเขียวสด กลิ่นไม้การบูรโชยเตะจมูก วัตถุกลมเกลี้ยงกลิ้งหลุนๆ ข้างใน
นนท์ไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน ลูกยางสีดำสนิท ไม่มีแม้ลวดลาย วางตัวสงบนิ่งในกล่องไม้อย่างเงียบขรึม เด็กชายยื่นนิ้วสัมผัส รับรู้ถึงความแกร่งราวกับหินของมัน
“เอาไปตอกใส่พวกนั้นให้ยับเลย” แปะฮกหยักยิ้มมั่นใจ
นนท์เบิ่งจ้องลูกยาง สลับกับเงยหน้ามองอาแปะ
ไอเย็นพัดจากป่า ท้องฟ้าครึ้มเมฆฉับพลัน เด็กชายพยักหน้ารับ นัยน์ตาวาบประกาย
เสียงลมหอบใบไม้กรูกราว ราวกับประกาศชัยชนะของเด็กเมืองกรุง ลูกยางโทนของนนท์กวาดเก็บคู่ต่อสู้จนราบคาบ เขาจัดการไม่เหลือ มันแตกยับทั้งลูกยางและชื่อชั้นของเด็กบ้านป่า ท่ามกลางอากาศขมุกขมัวของบ่ายวันอาทิตย์ วันที่ปิดเทอมหน้าร้อนใกล้หมดลง หากความรู้สึกของนนท์ช่างแตกต่างจากเมื่อแรกมาถึง
ฝนเริ่มโปรยเม็ด เด็กชายวิ่งออกจากสวน ใจพองคับอก สับขาเลี้ยวไปทางบ้านแปะฮก บนถนนคดเคี้ยว เขาไม่ทันสังเกตว่าต้นยางสองฟากข้างโน้มกิ่งเข้าหากัน ราวกับกำลังประโลมโอบปลอบโลกอยู่เงียบๆ
ไม่มีเสียงไอดังมาจากบ้านท้ายสวน
ม้ายืนตะโกนโหวกเหวก อาแปะนอนนิ่งบนลานปูน
แปะฮกฟังนนท์เล่าเรื่องเกมตอกลูกยางได้ไม่รู้เบื่อ
แกฟังมาตั้งแต่ฝนแรกโปรยปราย ล่วงเลยเข้างานกินผัก มันเป็นช่วงปิดเทอมกลางภาคที่เด็กชายหอบไอแพดกลับมาบ้านสวน ขณะที่ม้าเทียวไปเทียวมาตั้งแต่พี่ชายล้มลงวันนั้น
ชายชราทอดตัวบนเตียงพับ ลานปูนหมาดชื้น พื้นดินเกลื่อนกล่นด้วยใบไม้ถูกฝนชะ ชาวบ้านตัดยางไม่ได้มาหลายเดือนแล้ว พอๆ กับอาแปะที่นอนซมมาตั้งแต่ก่อนเข้าพรรษา แกเริ่มพูดจาน้อยลง ไม่ค่อยสนใจสิ่งรอบข้าง ยกเว้นเรื่องเดียวที่ยังทำให้นัยน์ตาของแกเปล่งประกาย
“โปเกมอนเวอร์ชันใหม่เสียด้วย” ชายชรายื่นหน้าเข้าใกล้ไอแพด
“รู้จักด้วยหรือครับ” เด็กชายถามเสียงใส พลางหันหน้าจอให้คนสูงวัย
“ทำไมจะไม่รู้” เสียงอาแปะแหบแห้ง “ช่วงที่เขาฮิตตีป้อมใหม่ๆ แปะไม่เคยแพ้ใครเลยนะ”
“แต่เวอร์ชันนี้เล่นยากนะครับ” นนท์ข่มทันควัน
แปะฮกหัวเราะอารมณ์ดี หลับตาเอนศีรษะลงบนหมอน ลมบ่ายพัดเป่าไรผมซึ่งเหลือน้อยลงเต็มที ม้านั่งอยู่อีกฟากของเตียง สีหน้าเหมือนมีก้อนข้าวจุกในลำคอ เด็กชายปิดไอแพด เอื้อมสัมผัสไหล่คนบนเตียง เขาแทบไม่รู้สึกถึงเนื้อหนัง ราวกับร่างของอาแปะเหลือเพียงกระดูกห่อคลุมไว้ด้วยเสื้อกุยเฮง หมอบอกว่าปอดของแกหายไปเกือบหมดแล้ว เนื้อร้ายลุกลามเข้ากระดูก ม้าไม่จำเป็นต้องไปรับยาที่โรงพยาบาลอีกแล้ว
เด็กชายนิ่งเงียบ ในความถดถอยตรงหน้า บางทีอาแปะอาจกลายเป็นภาพแทนของสิ่งใหม่ในสายตาม้า
“มันแน่อยู่แล้ว... แปะไม่เคยแพ้ใครหรอก” เสียงชายชราแผ่วเบา คล้ายพึมพำกับตัวเอง
จากนั้นความเงียบก็เข้ามา ไม่มีใครหล่นคำพูดอะไรอีก
คืนนั้นนนท์ฝันว่าแปะฮกกลายร่างเป็นด้วงกว่าง ประตูบ้านท้ายสวนปิดสนิท ในความฝัน อาแปะยืนหัวเราะร่าบนลานปูน ปีกสีดำกลางหลังคลี่ออก ขณะเด็กชายสับเท้าวิ่งเข้าหา แต่วิ่งเท่าไหร่ก็ยิ่งไกลห่างจากตัวบ้านออกไปทุกที ลมพัดแรง ปีกของแกขยับพึ่บพั่บ อาแปะลอยตัวขึ้นฟ้า เสียงหึ่งๆ ดังก้องป่า แกกลายร่างเป็นด้วงกว่างแล้วโผบินลับหายไปในสวนยาง ก่อนคลื่นความถี่ประหลาดเขย่าปลุกนนท์ ท่ามกลางแสงเช้า เด็กชายสะดุ้งตื่น หมอนชื้นชุ่มด้วยน้ำตา
ฤดูร้อนเวียนมาอีกครั้ง บ้านกงสีเก่าโทรม วันเวลาลอกร่อนคืนวันของมันออกไปมากโข ต้นยางเปลี่ยนเป็นสวนปาล์ม เด็กๆ เติบโต ใครหลายคนทยอยเร้นหาย แปะฮกกลายเป็นต้นไม้สักต้นบนผืนดินฉ่ำฝน บ้านท้ายสวนร้างผู้คน แต่ทรงจำของนนท์ยังคงฝังแน่น
เด็กหนุ่มแต่งตัวลวกๆ คว้ากล่องอาหารเช้าใส่กระเป๋า เตรียมเบียดเสียดผู้คนบนรถไฟฟ้า มุ่งหน้ามหาวิทยาลัย เดี๋ยวนี้เขาไม่ค่อยแตะไอแพดแล้ว แต่ยังพอรู้ว่าเด็กๆ ชอบเล่นเกมอะไรกัน รถไฟฟ้าจอดเทียบชานชาลา นนท์ขยับไปยืนรอหน้าประตู กล่องไม้บุกำมะหยี่ซ่อนเก็บลึกก้นกระเป๋า ท่ามกลางความวุ่นวาย เด็กหนุ่มไม่รู้ว่าด้วงกว่างตัวหนึ่งบินมาเกาะขอบหน้าต่าง ขณะลูกยางกลมเกลี้ยงนอนนิ่งในกล่องไม้
และนนท์ไม่เคยรู้ ว่ามีความลับซ่อนอยู่ในนั้น
คงมีแต่ด้วงกว่าง ที่รู้ว่าลูกยางของแปะฮกถูกเจาะเป็นรูเล็กๆ แล้วคว้านเนื้อในจนหมด จากนั้นค่อยๆ หยดน้ำตาเทียนลงไป ลูกยางน้ำหนักเหมาะมือ อัดแน่นเนื้อเทียนจนไม่เหลืออากาศ มันแข็งแกร่ง ทานทน
และไม่เคยพ่ายแพ้ในสมรภูมิใดๆ