|
คืนหมาหอน
โดย บรรเลงเพลิน
ผมพะอืดพะอมและเจ็บปวดอย่างรุนแรงที่ท้อง ร้อนผ่าวและแสบสันราวกับเครื่องในจะฉีกออกจากกันเป็นสองส่วน หลังจากความทรมานอันเนิ่นนานราวกับชั่วกัลป์ -- ผมก็อาเจียนออกมา ในนั้นประกอบไปด้วยเศษกระดูกไก่ ฝาขวดพลาสติกบี้แบน เม็ดข้าวเหลว ๆ เลือดและน้ำดีนิดหน่อย ผมทำอะไรไม่ได้นอกจากร้องครางหงิง ๆ -- เจ็บปวดเหลือเกิน แต่พูดไม่ได้
“ไอ้เสือ ไอ้เสือ!” ผมได้ยินเสียงคุ้นเคยดังมาไกล ๆ “เป็นอะไรอีกแล้ววะเฮ้ย”
เสียงนั้นพูด เด็กวัดมอมแมมร่างเตี้ยโผล่หน้ามาจากใต้ถุนกุฏิ เขากับผมอยู่ห่างกันประมาณห้าร้อยเมตร เขาวิ่งมาหาผมด้วยอาการรีบร้อน และในระยะสองร้อยห้าสิบเมตรแรก ก็สะดุดขาตัวเองล้ม “อะไรวะ น้า
เทิ้งให้กระดูกเอ็งกินอีกแล้วเหรอวะ ไอ้เสือ เอ็งคายออกมาหมดหรือยัง” เขาถาม สีหน้าดูแตกตื่น ในฐานะหมาจรจัดผู้มีมารยาท ผมว่าสำหรับเวลาตีสองกว่า มนุษย์ผู้นี้กำลังส่งเสียงดังอย่างเกินพอดี ราวกับจะป่าวประกาศให้ทุกคนตื่นมาดูผมสำรอกกระดูก
ผมครางหงิง ส่งสายตาให้เขาบอกว่าผมไม่เป็นไร สำหรับหมาจรจัดในวัดไกลปืนเที่ยงอย่างผม อะไรตกตามพื้นก็นับเป็นอาหารได้ทั้งนั้น ในเมื่อเศษขวดน้ำผมยังกินมาแล้ว นับประสาอะไรกับกระดูกไก่ซึ่งนับเป็นอาหารมือโอชะกัน บุรุษตรงหน้าผมนี้เป็นเด็กวัดร่างผอม หน้าตาท้องถิ่น ผมว่าหากเขาเป็นหมาเราคงหน้าตาคล้าย ๆ กัน เขาชื่อสาธุ เป็นชื่อที่เจ้าอาวาสตั้งให้ ท่านว่ามันแปลว่าดีแล้ว สาธุเป็นชายหนุ่มที่อ่อนโยนโดยเฉพาะกับหมา ตอนนี้ผมกำลังมองเขาใช้กระดาษหนังสือพิมพ์กวาดเศษสำรอกของผมซึ่งบัดนี้โชยกลิ่นรุนแรงเข้าไปในถุงดำในมือ ในนั้นดูหนักอึ้งอยู่แล้ว ผมนอนหมอบเอาคางเกยกับพื้นและกระดิกหางอ่อนแรง เพื่อบอกเขาว่าผมหายดีแล้ว และแม้ว่าผมจะตอบไม่ได้ แต่สาธุก็ถามผมอยู่อีกสองสามนาที เมื่อแน่ใจว่าผมจะยังไม่ตายในคืนนี้ เขาก็ไป คืนวันนั้นมีแต่ความเงียบสงบ ผมได้ยินเสียงใบไม้เสียดสีกับเสียงแมลงร้องในป่าช้าใกล้ ๆ มันช่างเงียบสงบเสียจนผมไม่นึกไม่ฝันว่าจะมีสิ่งใดพิสดารเกิดขึ้นกับสาธุ กระทั่งในเช้าวันถัดมา
“เออสิวะ น้าเนี่ยได้ยินมากับหู ไอ้ธุมันยังนอนจับไข้หัวโกร๋นอยู่เลยเนี่ย” เสียงเล่ากระเส่าฟังดูตื่นเต้นเต็มแก่ “ไอ้ธุมันบอกว่ามันเห็นเป็นร่างเลยนะโว้ย เป็นร่างผู้หญิงผูกคอตัวเองที่ต้นไม้ข้างกุฏิเก่าโชว์เลย ผมเผ้านี่กระเซิง ไอ้ธุมันถึงเป็นลมพับไปตรงนั้นเลยไง! ดีแค่ไหนที่น้ากับไอ้อ้วนเจอมันตอนเช้ามืดพอดี น้าไปเก็บขี้ไก่ไงเอ้อ!”
เพียงชั่วข้ามคืนคำพูดของสัปเหร่อเทิ้งก็แพร่กระจายไปทั่วชุมชนเรื่องเล่าอันน่าขนพองสยองขวัญนี้เป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่น วัยทำงาน คนแก่ เด็กแว๊น ในบรรดาหมาจรเองก็ได้รับความนิยมเช่นกัน ลุงดำจ่าฝูง ผู้ที่อายุมากที่สุดและตัวใหญ่ที่สุด กล่าวว่าเขาเคยเห่าหอนวิญญาณมานับไม่ถ้วนตลอดระยะเวลากว่าสิบปีที่มีชีวิตอยู่ กระนั้นเมื่อคืนกลับเงียบงันนัก สำหรับเหล่าหมา ไม่ได้กลิ่นเน่าเหม็นน่ากลัวของวิญญาณใด ๆ เลย หมาวัดตัวอื่นก็รับคำเป็นเสียงเดียวกับลุงดำนั่นเอง
สำหรับผม สิ่งที่สำคัญกว่าการมีผีหรือไม่มี คือการไปดูสาธุ บอย ซึ่งเป็นเพื่อนเด็กวัดผู้สนิทชิดเชื้อเอาข้าวเอาน้ำไปให้สาธุกินตลอดสามวัน ผมเห็นเขาชั่วครู่หนึ่ง ใบหน้านั้นซีดเซียว ตาโหล และดูอ่อนแรง ในฐานะหมาจรที่แม่คลอดทิ้งไว้แล้วตายไป ผมไม่คู่ควรที่จะสงสารสาธุซึ่งครั้งหนึ่งเขาเคยมีแม่และพ่อ ยากจน แต่อบอุ่น สาธุเสียพ่อไปตอนเขาอายุได้ 5 ขวบปี ละอ่อนเกินกว่าจะรู้จักคำว่าเสียใจ เขาพูดกับผมซึ่งเป็นเพื่อนอีกตัวของเขาว่าแม่บอกว่าพ่อไปช่วยพระท่านที่บนฟ้าแทน แม่สาธุกลายเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว มีชีวิตอยู่จนสาธุอายุได้ 14 ปี แล้วก็ตายจากไปเสียเฉย ๆ มันนานเสียจนผมจำไม่ได้ว่าทำไม หรือเกิดอะไรขึ้น ครั้งนี้สาธุเรียนรู้และเข้าใจคำว่าสูญเสีย วันที่ฝังแม่ของเขาในหลุมแห่งหนึ่งในป่าช้าหลายตารางวานั่น สาธุกอดผม แน่นเสียยิ่งกว่าที่เคยกอดมา น้ำตาไหลจนขนผมเปียก
ผมนอนเฝ้าเขาที่หน้ากุฏิเก่า แม้ว่าคืนก่อนผมจะประมาทจนทำให้สาธุต้องเจอกับอันตราย แต่ในครั้งนี้ผมตั้งใจจะปกป้องเขา อาจเพราะว่าในใจลึก ๆ ของหมาจร ผมว่าเขาก็เหมือน คนจร โดดเดี่ยวและน่าสงสาร “เฮ้ย ไอ้เสือ มาเฝ้าเพื่อนเหรอวะ” เสียงทุ้มหนัก ๆ ของผู้ชายดังขึ้นจากด้านหลัง ทำเอาผมกระโดดเหย็ง และไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ผมถึงขู่แยกเขี้ยวเงาตรงหน้า
“ข้าเองไอ้หมาเวร!” เขาตะคอก สัปเหร่อเทิ้งนั่นเอง “ข้าคนให้ข้าวให้น้ำเอ็งนะโว้ย สำนึกบุญคุณกันบ้าง ไอ้ธุ ไอ้ธุ เป็นยังไงบ้างเอ็ง”
สาธุแบกร่างกายที่ดูหนักอึ้งออกมา “อ้าว น้า” เขาฝืนยิ้มที่ดูโรยราให้ “มาทำอะไรเนี่ยน้า ไอ้บอยเพิ่งเอาข้าวมาให้ผม”
“มาดูเอ็งนี่แหละ ไหนสภาพเป็นยังไงบ้างวะ” สัปเหร่อเทิ้งพูดด้วยเสียงอันดัง เปิดปากแต่ละครั้งมีกลิ่นเหล้าขาวโชยออกมาที “กินเหล้ามั้ยเอ็ง เผื่อจะดีขึ้นนะโว้ย”
“ไม่ดีกว่าน้า” เขาตอบปฏิเสธ “ภาพยังติดตาผมอยู่เลยเนี่ย”
ชายแก่พุงพลุ้ยเงียบไปพักหนึ่งก่อนจะพูด “เออเอ้าไม่กินก็ไม่กินวะ เดี๋ยวข้าขอขึ้นไปนั่งคุยด้วยหน่อย เอ็งน่ะตกข่าวไป -- ไม่ต้องขึ้นมาไอ้เสือ ไอ้สกปรก!”
“ให้มันขึ้นมาเถอะน้า มันเป็นห่วงผม” เขาพูด “มันจะสกปรกก็อยู่ในที่ผมนี่แหละ”
ผมตามหลังสัปเหร่อแก่ไปต้อย ๆ แล้วนอนหมอบข้าง ๆ สาธุ “เอ็งน่ะจับไข้ไปหลายวัน ตามไม่ทันข่าวทันคราวอะไรกับชาวบ้านเขาแล้ว รู้ไหมตอนนี้นะ มีคนสืบแล้วนะโว้ยว่าผีเฮี้ยนนั้นเป็นใคร”
“อะไรน้า ป่าช้าเป็นกี่ตารางวา ศพกี่ศพไม่รู้ทับ ๆ กันอยู่ จะรู้ได้เลยเหรอว่าผีตนนั้นเป็นใคร เก่งเกินมั้งน้า” สาธุพูด
“เอ็งไม่เชื่ออะไรก็ได้แต่ไม่เชื่อสายตาคนที่นี่ไม่ได้นะโว้ย ข้านะ สาธยายให้เขาฟังปรู๊ดเดียว คนเขาเชื่อมโยงกันได้หมดเลยว่าอะไรเป็นอะไร -- ไอ้ธุ เอ็งจำเมื่อสองปีก่อนไม่ได้เหรอวะ ที่มีผู้หญิงผูกคอตายที่ทางแถวนั้นพอดี”
ผมมองสาธุ ประกายในดวงตาของเขาหม่นลงฉับพลัน “จำได้น้า” เขาพูด “น้าถามทำไม”
“น่านแหละ มันชื่ออีข้าวใช่ไหม ข้าเพิ่งนึกออกตอนออกข่าวเมื่อก่อนนั่นแหละ ข้าว่าที่เขาลือกันมันก็มีมูล ก็ผีอีข้าวไม่ใช่เรอะ มีมันคนเดียวที่ผูกคอตายนั่นไง้!”
หน้าของผมเกยอยู่บนมือของสาธุที่ยันกับพื้น -- มันเย็นเยียบอย่างน่าประหลาด
วันเวลาผ่านเลยไปเรื่อย ๆ วันหนึ่งอาจกินระยะแค่พริบตาเดียว แต่สำหรับบางวันมันยาวนานเหมือนชั่วชีวิต ผมนอนอยู่บนกองใบไม้นุ่ม ๆ ที่พระท่านกวาดมากองรวมกันที่ใต้ต้นไม้ เป็นเวลากลางคืนที่เงียบสงบอย่างประหลาด กระทั่งมีผู้รุกคืบมาทำลายความเงียบนั้น
“ไอ้เสือ ไอ้เสือโว้ย” สัปเหร่อเทิ้งตะโกนแหวกความเงียบขึ้นมา “ข้าวเหลือ เอ๊ย มื้อเย็นมาแล้ว เชิญเสด็จมารับประทานมา มื้อนี้ข้าคลุกของดีให้เอ็งด้วยนะนี่” เขาพูด วางข้าวคลุกที่ดูไม่ออกว่าอะไรเป็นอะไรลงตรงหน้าผม มันอยู่ในถุงพลาสติกใส ๆ ที่เปรอะเปื้อน “กิน ๆ เข้าไปก่อน แต่ฝีมือข้าอาจจะยังสู้นังนั่นไม่ได้หรอก แม้แต่หมาอย่างเอ็งยังชอบมันเลยสิท่า!”
ผมมองข้าวคลุกในถุงพลันใช้ลิ้นตวัดชิมรสชาติ คำว่าอร่อยเป็นอย่างไรนั้นไม่ได้สัมผัสมาแล้วแสนนาน -- กระนั้นในนาทีที่ผมมองสัปเหร่อเทิ้งนั่นเองที่ความจำบางส่วนได้ปะติดปะต่อเข้าด้วยกัน
ผมจำได้ว่านานมาแล้ว เมื่อครั้งที่ผมยังตัวเล็กกว่านี้ ยังมีผู้หญิงคนหนึ่ง หน้าตาของเธอเลือนรางในความทรงจำ แต่ผมว่าเธอเป็นผู้หญิงใจดี เธอมีกลิ่นหอม ๆ ติดตัวอยู่เสมอ บางทีคงเป็นกลิ่นมะลิกระมัง เธอมักจะปั่นจักรยานมาที่นี่ตอนกลางคืน ใส่ข้าวคลุกไก่ที่ไม่มีเศษกระดูกเลยแม้แต่น้อยในจานกลมใบเล็กที่ดูสะอาด พอเช้าก็ปั่นจักรยานกลับมาเอาจานไปล้าง ซ้ำแล้วซ้ำเล่าราวกับเป็นกิจวัตรประจำวันของเธอ เป็นเช่นนั้นเสมอ กระทั่งวันหนึ่งที่เธอไม่กลับมาเอาจานข้าวคลุกของผมกลับไปในตอนเช้า เธอไม่กลับมาในตอนเย็น -- จริง ๆ แล้วเธอไม่กลับมาอีกเลย
อาจจะนับตั้งแต่นั้นที่ผมได้พบกับสาธุ เขาเป็นเด็กชายที่ดูอมทุกข์ เขาบอกผมว่าเขาไม่มีพ่อ ครั้นแววตาผมจ้องกลับไปอย่างมีคำถาม เขาก็ว่าต่อว่าเขาไม่มีแม่เช่นกัน ญาติทั้งสองฝั่งที่ไม่ต้องการเด็กชายจึงพาเขามาให้พระเลี้ยง ฟังดูแล้วเหมือนเอาหมามาปล่อยชอบกล
“เออกินเข้าไป ข้าวคลุกเหล้าขาวนี่ใช่ว่าข้าจะคลุกให้กินได้บ่อย ๆ นะโว้ย” สัปเหร่อเทิ้งบอก
“น้า! น้า!” เสียงบอยตะโกนไล่มาจากข้างหลัง เมื่อเข้ามาใกล้กลับเปลี่ยนเป็นเสียงกระซิบ “น้า มีเหล้าขาวด้วยหรอวันนี้อะ เฮ้ย ให้ผมสักก๊งสิน้า”
“เอาไหมล่ะเอ็ง” คนโดนกระเซ้ากลั้วหัวเราะ “ไปแถวกุฏิเก่านู่นเลย เดี๋ยวพระท่านเห็นจะด่าข้าเช็ด!”
“เอาเงินมาจากไหนเนี่ยน้า”
“ญาติโยมฝากบริจาควัดสิวะ ข้าแอบเก็บค่าเหนื่อยไว้ส่วนเล็ก ๆ คนเราต้องรู้จักช่องทางตั้งตัวนะเอ็ง”
ผมเลียแผล็บที่ข้าวเม็ดสุดท้ายที่ก้นถุงพลาสติก รู้สึกแสบร้อนทรวงอยู่ในที ขณะเดียวกันก็อยากลองลิ้มรสแปลกใหม่อยู่บ้าง ผมจึงวิ่งตามสัปเหร่อเทิ้งกับนายบอยเด็กวัดไป เผื่อถ้าพวกเขาไม่ให้ผมกินอะไร ผมยังจะขึ้นไปหาสาธุได้ เขาคงไม่ใจร้ายกับผมเป็นแน่
“เอ็งกินเบา ๆ นะโว้ยไอ้บอย” นายเทิ้งพูด “เดี๋ยวไอ้ธุมันตื่น เอาไปฟ้องหลวงพ่อหมด”
“เออรู้แล้วน้า มันไม่ได้ยินง่าย ๆ หรอก เป็นหมาเหมือนไอ้เสือรึก็ไม่ใช่”
ผมนอนอยู่ที่ตีนบันได หูกระดิกตามจังหวะที่ไหดินเผาของเหล้าขาวกระทบพื้นดินแข็ง ๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า เวลาผ่านไปนานเพียงใดไม่มีใครรู้ นาน ๆ ไปก็มีเสียงบอยเด็กวัดบิดเครื่องยนต์ไปซื้อเหล้ามาเพิ่ม ตะวันคล้อยตกดิน ความมืดก็เคลื่อนเข้ามาแทนที่สว่าง ต่างที่คืนนี้มีบรรยากาศที่ต่างไปจากคำว่าสงบอย่างสิ้นเชิง เสียงดังขนาดนี้ คนบนกุฏิได้ตื่นกันพอดี
“เออ น้า ผมถามอะไรหน่อย” บอยพูด น้ำเสียงออกกรึ่มเต็มแก่ “ผีที่ไอ้ธุมันเจออะ ชื่อผีอีข้าวจริงเหรอวะน้า”
“เอ็งมาพูดเรื่องผีเรื่องสางอะไรตอนกลางคืนวะ ระวังมันตามกลับไปหักคอเอ็งตายโหง”
“เฮ้ย น้า--”
ฉับพลันและโดยไม่มีใครคาดคิด สัปเหร่อเฒ่าก็ระเบิดเสียงหัวเราะราวกัมปนาท เหมือนเป็นเรื่องตลกที่ฉายทางโทรทัศน์หมู่บ้าน “ผีเผออะไรวะ ผีมันมีจริงที่ไหน ผีมันฆ่าคนไม่ได้หรอกไอ้บอย คนนี่สิ -- ทำได้!”
“อะไรวะน้า” บอยถาม
“อีข้าวน่ะ บ้านมันอยู่แถวหน้าปากทางเข้านี่แหละ ผัวมันตาย อยู่กับลูกสองคน แต่ข้าก็ไม่เคยเห็นหรอกนะ รู้แต่ว่าแม่เลี้ยงเดี่ยวเนี่ย มันเร้าใจ แสบทรวงเหมือนม้ากระทืบโรงเลยว่ะ ” เจ้าของเรื่องเล่าพูดอย่างตื่นเต้น “ข้าเล็งมันมานานแล้ว นังนั่นมันชอบมาให้ข้าวหมาในวัด วันนั้นมันปั่นจักรยานมาคนเดียว นุ่งผ้าถุงมา ปั่นทีชายผ้าก็เลิกขึ้นไป คนดูคนเห็นมันก็จินตนาการไปถึงไหนต่อไหน ไอ้ข้ามันลูกผู้ชายอกสามศอก จะทนไหวเชียวหรือวะ”
“แล้วน้าทำอะไร” ผู้ถามกระเซ้า สุ้มเสียงกระตุ้นให้เล่าต่อ
“ข้าก็รอจังหวะมืด ๆ อย่างวันนี้แหละ ถีบจักรยานมันล้มลงข้างทางโน่น แล้วก็จิกหัวมันเข้าไปในป่า เสร็จสมก็ทิ้งมันไว้อย่างนั้น เป็นวันที่ดีที่สุดในชีวิตเลยมั้งนั่น -- แต่ข้าออกไปซื้อเหล้า กลับมาอีกทีตอนเช้ามันก็ยังนอนอยู่ที่เดิม อาจจะเพราะว่าข้ารุนแรงมากเกินไป ซี้แหงแก๋! ก็เลยเอาเชือกมาผูกเป็นเงื่อนไว้กับต้นไม้ ต้นเดียวกับทางในป่านั้นเลย ทำให้ดูเหมือนว่ามันฆ่าตัวตายของมันเอง เอ็งว่าสมเหตุสมผลไหมล่ะ ผู้หญิงตัวคนเดียวเลี้ยงลูกงก ๆ ๆ ตายไปไม่ดีกว่าเหรอวะ แล้วเมื่อสัปดาห์ก่อนเกิดนึกคึกอะไรขึ้นมาไม่รู้ ลองไปหลอกผีไอ้ธุมันเล่น ไอ้นี่มันชอบปีนเกลียว สั่งสอนข้านัก ให้กระดูกไก่ไอ้เสือมันกินไม่ได้นะน้า แทงกระเพาะมัน ไม่ก็ น้าอย่าเอาเงินที่เก็บ ๆ ได้ไปซื้อเหล้านักเลย เก็บเงินไว้เผื่อฉุกเฉินไม่ดีเหรอน้า ถุ้ย! ปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมทำมาสอนข้า ข้าเนี่ย โตจนไอ้เสือเลียตูดไม่ถึงแล้วโว้ย”
สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นเหมือนเหตุการณ์ที่ถูกส่งขึ้นมาจากขุมนรก เสียงประตูกุฏิเปิดดังปัง สาธุกระโจนลงบันไดมาทีละสามขั้น เขาเหยียบผมเข้าเต็มแรงที่ตีนบันได แต่ดูเหมือนเด็กชายจะไม่ได้สนใจอะไรอีกแล้ว เสียงตะโกนแต่ละคำเจ็บปวดเหมือนถูกเท้าขยี้ที่หัวใจจนป่นปี้ “ไอ้สัตว์เดรัจฉาน มึงทำแม่กูเหรอ!” ผมเห่าเสียงขรม บอยลุกพรวดพราดวิ่งหนีไป ชนผมจนกลิ้งหลุน ๆ อีกครั้ง ปากตะโกนร้องให้คนช่วยไปตลอดทาง หางผมกุดเข้าไปอยู่ในหว่างขาหลัง หูลู่และระบมทั้งตัว สาธุซัดกำปั้นเข้าที่ใบหน้าของสัปเหร่อเทิ้ง เขาพยายามดิ้นสู้และกรีดร้อง ในที่สุดปากก็ไม่สามารถส่งเสียงออกมาได้ด้วยเลือดที่เอ่อทะลักออกมา สาธุหยิบขวดแก้วขึ้นมาข้างกายฟาดกับหัวของสัปเหร่อเต็มแรง ขวดนั้นแตกเป็นซี่แหลม ๆ และราวกับฝ่ายสัปเหร่อเฒ่ารู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตน เขาใช้กำลังแรงเฮือกสุดท้ายยกมือสั่นเทาราวกับจะกราบแทบเท้าของสาธุให้ได้ ศักดิ์ศรีจะมีประโยชน์อย่างไรหากต้องตายโดยทิ้งชีวิตทั้งหมดไว้ ณ ที่นี่ ที่กุฏิเก่านี้กันเล่า ปากเหี่ยวย่นพะงาบเป็นคำว่าขอโทษ เด็กชายมองใบหน้านั้นอยู่แค่ชั่วขณะเดียว เสี้ยววินาทีแห่งการตัดสินใจ เขาจะเป็นฆาตกรหรือ
ขวดปากฉลามกระซวกเข้าที่พุงพลุ้ยของสัปเหร่อ ครั้งแล้วครั้งเล่า -- ครั้งแล้วครั้งเล่า --ผมได้ยินเสียงหอบหายใจ ได้กลิ่นที่โชยแรงยิ่งกว่าตอนที่ผมสำรอกกระดูกออกมาผสมกับน้ำดีเสียอีก นี่คือกลิ่นของความตายหรือนี่ เพื่อนของผมผละตัวเองออกจากร่างที่ครั้งหนึ่งเคยมีลมหายใจ เขาทรุดกายลงกับพื้นแข็ง ๆ แล้วอาเจียนออกมา ครั้งแล้วครั้งเล่า -- ครั้งแล้วครั้งเล่า
เขาหยิบขวดปากฉลามขึ้นมา เลือดฉาบอยู่บนปากขวดนั้น มือของเขาสั่น ในที่สุดเขาก็กรีดร้องออกมาอย่างคนใกล้จะบ้า นาทีต่อมานี่เองที่ชายในชุดกากีกรูกันเข้ามาทุกทิศทาง คนหนึ่งล็อคคอ คนหนึ่งรวบแขนและขาของเขาไว้ ผมได้ยินเสียงโหยหวนของเขาดังก้องในอากาศโล่ง ๆ ณ ที่ตรงนี้ ดังในโสตประสาทของผม และคงไม่มีวันลืมจนกว่าผมจะตาย
ผมไม่เห็นเพื่อนของผมอีกนับแต่นั้น ผมได้ยินบอยเด็กวัดบอกใครต่อใคร รวมถึงชายในชุดกากีหลายคนว่า มันเป็นเรื่องที่เกิดจากการทะเลาะกันในวงเหล้าระหว่างสาธุกับสัปเหร่อเทิ้ง ซึ่งบอยเองก็ไม่รู้ว่าคือเรื่องอะไร ไม่มีใครรู้ว่าสาธุไปไหน บ้างบอกว่าเขาอยู่ในห้องขัง ผมจินตนาการว่ามันคงเหมือนกับกรงที่เอาไว้ขังหมาบ้า บางคนก็บอกว่าเขาเสียวติและกลายเป็นบ้าไปแล้ว ไม่มีใคร -- ไม่มีใครแม้แต่คนเดียวจริง ๆ ที่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนั้น ยกเว้นแต่ผมเพียงตัวเดียว
แต่ก็อย่างที่คุณรู้ -- แล้วผมจะทำอะไรได้
|