|
บ้านกาสะลอง
โดย ภูบดินทร์ บุญสูง
ผมย้ายมาอยู่ที่นี่เมื่อราวสามเดือนก่อน หมู่บ้านจัดสรรเล็ก ๆ แถบชานเมืองที่ธรรมชาติยังมีให้เห็นละลานตา ต้นไม้ใหญ่น้อยผลิดอกออกก้านแตกใบมีให้ชมอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ต่างกับในเมืองที่มองไปทางไหนก็เห็นอาคารคอนกรีตสูง ๆ ต่ำ ๆ ผุดสลับซับซ้อนดั่งเขาวงกตวกวนที่เมื่อเผลอตัวหลงเข้าไปแล้ว จิตวิญญาณภายในลึก ๆ ก็คล้ายกับว่าจะถูกดึงดูดสูบกินเพื่อสังเวยเทพเจ้าผู้สิงสถิตอยู่ ณ ที่แห่งนั้นไปเรื่อย ๆ รอวันที่เหลือแค่ซากร่างแห้งกรอบติดกระดูก หน้าตาซูบซีด ไร้ซึ่งกำลังวังชา ข้างในกลวงเปล่า เพราะสละทุกสิ่งไปในเขาวงกตนั่น จนแทบไม่เหลือสิ่งใดกลับออกมาเลย
ด้วยเหตุนี้ผมจึงตัดสินใจออกมาหาเช่าบ้านที่อยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ ที่ซึ่งอาจจะยังสามารถคงจิตวิญญาณดวงน้อย ๆ ของผมให้อยู่นานตราบเท่าที่ผมปรารถนา เมื่อเจอที่นี่ ใจผมก็ร่ำร้องกู่ก้องตะโกนว่า “ใช่” บ้านหลังเล็ก ๆ ราคาสบายกระเป๋า ห้อมล้อมท่ามกลางธรรมชาติเขียวขจี มีต้นชมพู่มะเหมี่ยวยืนต้นตระหง่านสองต้นอยู่หน้าบ้าน เช้า ๆ จะเห็นกระรอกตัวน้อยไต่ไปตามกิ่ง ปลิดกินผลสีชมพูแซมม่วงช้ำ เข้าปากเคี้ยวแก้มตุ่ย เห็นกางเขนสักสองสามคู่โผจับกิ่งโน้นมากิ่งนี้ จากต้นนี้ไปต้นโน้น ส่งเสียงระรื่นหู โผลงพื้นเบื้องล่าง เดินเตาะแตะ กระโดดแหย่ง ๆ ก่อนผลุบบินจากไป และกลับมาอีกทีเมื่ออีกเช้าและแดดอ่อน ๆ มาเยือน ที่นี่มีคนอาศัยอยู่ไม่กี่หลังคาเรือน หากจะนับเอาก็คงไม่ถึงสิบ ความพลุกพล่านจึงน้อยมาก ๆ จนแทบไม่สามารถเรียกได้ว่าวุ่นวาย แถมจากที่นี่ไปถึงที่ทำงานของผมก็ใช้เวลาแค่สิบนาทีเอง ถ้าสายหน่อยและรถเริ่มติดก็ไม่เกินครึ่งชั่วโมง แต่ส่วนใหญ่ผมมักไม่เคยสาย มันเป็นเหมือนที่ที่ถูกสร้างมาเพื่อผม ผมไม่ได้กล่าวเกินจริง ถึงทุกอย่างจะดูสมบูรณ์เพรียบพร้อมราวกับบ้านในฝัน ทว่ามีเรื่องประหลาดอย่างหนึ่งที่ผมได้รับรู้มาก่อนจะย้ายข้าวของเข้ามาที่นี่ มันเป็นกฎข้อนึงและข้อเดียวที่คนให้เช่าบอกผมพร้อมกับยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้ เขากำชับว่า “เป็นไปได้อย่าทำกระดาษแผ่นนี้หายและควรจำข้อความในนั้นให้ดี จำมันให้ขึ้นใจ อย่าลืมเด็ดขาด แม้ว่ามันจะมีแค่ข้อเดียวก็เถอะ” หน้าตาเขาเอาจริงเอาจังมากจนผมรู้สึกกลัวขึ้นมาหน่อย ๆ เมื่อเขากลับไปแล้วและผมได้หย่อนก้นลงบนเก้าอี้เพื่อพักหายใจหายคอหลังจากขนนั่นยกนี่มาทั้งวัน จึงได้ถือโอกาสหยิบกระดาษสีเหลืองซีด ๆ ที่ได้รับมาจากผู้ให้เช่าขึ้นมาอ่าน ใจความว่า
กฎข้อเดียวของหมู่บ้านนี้
ห้ามเดินผ่านบ้านที่มีต้นกาสะลองอยู่หน้าบ้าน(บ้านกาสะลอง)ในวันเสาร์ หลังพระอาทิตย์ตกดิน
ผมไม่รู้ว่ากฎแปลก ๆ แบบนี้ทำไมถึงถูกตั้งขึ้นมา มันคงเป็นเรื่องของความเป็นส่วนตัวหรือปัญหาบางอย่างของคนอื่น ๆ ที่อยู่ที่นี่ และนี่คงเป็นสิ่งที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่ามันสำคัญมากจนถึงขั้นต้องมีกระดาษลายลักษณ์อักษรขนาดนี้ ซึ่งผมเองก็เห็นว่าไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่อะไรและมันก็ไม่ได้รบกวนการใช้ชีวิตประจำวันของผมเสียด้วยซ้ำ แค่ทำตามที่เขาบอก อย่างที่สุภาษิตโบราณว่าไว้ เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม
ทุกอย่างเรียบร้อยดี ชีวิตของผมก็ดูจะมีความสุขมาก ๆ หลังจากได้เข้ามาอาศัยอยู่ที่นี่ ช่วงเดือนแรกเป็นช่วงเวลาแห่งการปรับตัว ทำความรู้จักเพื่อนบ้าน ผมมักจะเห็นคนอื่น ๆ ออกมาเดินเล่นกันรอบ ๆ หมู่บ้านในตอนเย็น ดูเป็นภาพที่ทำให้จิตใจชุ่มชื่นขึ้นมาเชียว เมื่อเห็นดังนั้นผมจึงลองใช้เวลาหลังเลิกงานของผม ออกมาเดินเล่นดูบ้าง เพื่อที่จิตใจและร่างกายที่ห่อเหี่ยวมาทั้งวัน จะได้รับการเยียวยาขึ้นมาสักหน่อย
ผมเริ่มเดินจากหน้าบ้านที่ต้นชมพู่มะเหมี่ยวแผ่กิ่งก้านเป็นเงาร่มครึ้มคลุมถนนดูเย็นตา เดินไปทางซ้ายและเลี้ยวขวาเมื่อเดินไปจนสุดทางเรื่อย ๆ ก็จะกลับมาตรงหน้าบ้านที่จุดเริ่มต้น วนเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ผมได้เห็นต้นจามจุรีใหญ่สามต้นระหว่างทาง กำลังหลุบใบให้กับแสงอาทิตย์ยามอัสดงที่ส่องทอประกายสีส้มลอดผ่านมายังเบื้องหน้า ในดวงตาผม เป็นภาพที่งดงามชวนให้ใจสั่นระริกแท้ และเมื่อผมหักเลี้ยวขวาที่สองตอนที่เดินมาสุดทาง ผมก็พบเข้ากับบ้านหลังนั้น บ้านกาสะลอง ต้นกาสะลองต้นใหญ่โดดเดี่ยวยืนเด่นเห็นชัดอยู่หน้าบ้าน มันเป็นบ้านชั้นเดียวสีขาว(แต่ตอนนี้กลายเป็นสีเหลืองขุ่นๆคงเพราะผ่านกาลเวลามานาน)ทำด้วยปูนที่มีหน้าต่างกระจกติดอยู่แทบจะทั่วตัวบ้าน ประตูก็ยังเป็นกระจก ทำให้มองเข้าไปข้างในได้ ถึงกระนั้นก็ไม่สามารถเห็นอะไรได้ชัดเจนนัก เพราะทุกอย่างในนั้นมันมืดสนิทจนแทบแยกแยะไม่ออกว่าสิ่งไหนเป็นสิ่งไหน เห็นแค่เพียงเป็นโครงร่างของอะไรบางอย่างเท่านั้น รอบนอกตัวบ้านเป็นกำแพงสูงระดับคอ รั้วทำจากเหล็กแข็งแรง มีสนิมจับประปราย ตรงหัวเสารั้วทั้งสองข้างมีโคมไฟร้าว ๆ ทรงกลมติดอยู่ บริเวณบ้านดูเหมือนจะรกแต่ก็ไม่รกในคราวเดียวกัน อธิบายได้ยาก ดวงอาทิตย์เริ่มคล้อยลงต่ำ สีน้ำเงินเข้มเริ่มไล่เข้ามาทดแทนสีส้มชมพูระเรื่อเมื่อครู่ ความมืดยิ่งขับเน้นให้ตัวบ้านดูหม่นมัวน่าสะพรึงกลัวไปใหญ่ ผมยืนอยู่หน้าบ้านด้วยใจระทึก บางอย่างเข้าเกาะกุมหัวใจอย่างฉับพลัน มันระรัวเร็วเหมือนกับขาผมในขณะนั้นที่ออกวิ่งทันทีที่ฟ้าเริ่มจะเปลี่ยนสีอีกหน นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมเห็นมัน บ้านกาสะลอง
หลังจากวันนั้นผมก็ยังคงไปเดินรอบ ๆ หมู่บ้านอยู่ จนมันกลายมาเป็นกิจวัตรประจำวันของผมหลังเลิกงานไปเสียแล้ว ผมมักเดินวันละห้ารอบโดยเฉลี่ย หรือแล้วแต่พลังกายที่หลงเหลืออยู่ในร่างของผมวันนั้นเพียงพอที่เท่าไหร่ก็เท่านั้น สิ่งนี้ทำให้ผมได้เห็นมุมเล็ก ๆ ในหมู่บ้าน ได้ทำความรู้จักเพื่อนบ้านมากขึ้น ได้เห็นต้นหางนกยูงล้อลมลิ่วปลิวพัดสะบัดใบในยามเย็นที่อากาศกำลังสบาย แวะหยุดมองชวนชมในกระถางที่ออกดอกชมพูสวย มีหยดน้ำเกาะสะท้อนต้องแสงสีทองอร่ามเรืองรองของโลกใบใหญ่ คล้ายกับว่ามันถูกเปล่งออกมาจากหยดน้ำเล็ก ๆ เหล่านั้น กะพริบวิบวับ พร่างพรายโลกใบเล็กนับสิบดวงที่แทงย้อนสาดกระทบเข้าในดวงตา ชวนให้เพลินอารมณ์ยิ่ง ลั่นทมดอกขาวกำลังร่วงแล้ว ทำให้หวนไปคิดถึงกลอนบทหนึ่งที่เคยแต่งไว้เมื่อนานมาแล้ว และความคิดทั้งหมดก็พลันสลาย กระเจิงหนีราวกับรู้ตัว เป็นขณะเดียวกันกับที่เท้าผมหักเลี้ยวขวาที่สองสุดทาง มันตระหง่านอยู่ตรงนั้น ที่เดิมที่เคยทำให้หัวใจผมผวาหวาด ขาก้าวแทบไม่ออก ครั้นหยุดยืนอยู่ตรงนั้น หันมองไปยังตัวบ้าน ความหดหู่ วิเวกวังเวงที่เคยสัมผัสพลันหายไปจากความรู้สึก สิ่งที่ผมเห็น นั่นเป็นราว ๆ วันที่สามที่ผมเดินรอบหมู่บ้าน เป็นวันที่ผมยังจำได้ดี ในบ้านกาสะลอง ดวงไฟสีเหลืองนวลในบ้านถูกเปิด เผยให้เห็นห้องหับและสิ่งของที่เคยเป็นเงาตะคุ่มได้ชัดถนัดตา โต๊ะกลมทำจากไม้ขนาดพอดี ตั้งลึกเข้าไปในตัวบ้าน ดูเหมือนจะเป็นห้องครัว มีเก้าอี้สามตัวเข้าชุดวางอยู่รอบโต๊ะ พักนึงปรากฏเงาร่างหนึ่งผลุบออกมาจากฝั่งหนึ่งของห้องครัว ถือบางอย่างมาวางที่โต๊ะ และเดินตัดหายไปยังอีกฝั่ง อีกไม่กี่วินาทีต่อมาเงาอีกร่างที่มีความสูงต่ำกว่าก็วิ่งโผจากมุมหนึ่งไปนั่งที่เก้าอี้ ก่อนที่เงาแรกจะเดินตามมาสบทบ ผมเห็นภาพสิ่งของภายในบ้านเด่นชัด แต่ไม่ว่าจะเพ่งมองมากเท่าใด ก็ไม่สามารถเห็นเงาดำทั้งสองว่ามีลักษณะหน้าตาเป็นอย่างไร แปลก ผมคิดในใจ หลุบสายตาลง พริบตานั้นแสงไฟในบ้านก็ดับลง ความมืดในวันแรกเข้ามาทดแทน ผมไม่สามารถมองเห็นอะไรในบ้านได้อีกต่อไป ทุกอย่างเป็นเหมือนกับวันแรกไม่มีผิดเพี้ยน ทั้งต้นกาสะลอง รั้ว กำแพง กระจก หน้าตา โคมไฟร้าว ๆ ราวกับภาพที่ปรากฎต่อหน้าผมเมื่อครู่เป็นเพียงสิ่งลวงตาหรือภาพหลอนที่ผมคงสร้างขึ้นเอง
ผมสลัดภาพเหล่านั้นทิ้งไปไม่ได้ง่าย ๆ สิ่งที่อยู่ที่นั่น ในบ้านกาสะลอง ชวนให้ผมสงสัย ความใคร่รู้ในจิตวิญญาณของผมกำลังคร่ำครวญ มันกู่ร้องดังก้องเสียยิ่งกว่าเสียงที่บอกว่า ใช่ ตอนที่เจอที่นี่
บ้านกาสะลองมันกำลังปลุกความกระหายของผมให้ลุกโชน ความกระหายอยาก ความกระหายรู้ สิ่งที่ติดตัวมนุษย์มาแต่กำเนิด มันอาจมอบบางอย่างกลับมาให้ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นวิบัติหรือโชคลาภ เพียงแค่ได้รู้ ไม่ว่าจะคุ้มหรือไม่ มนุษย์จะดำดิ่ง แหวกว่าย โผบิน ฉกฉวย แย่งชิง แลกเปลี่ยน สังเวย ขุดค้นหาคำตอบมาจนได้ มนุษย์ ไม่ใช่ ผม ต้องรู้ให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น สิ่งที่ผมเห็นคือใครหรืออะไร และที่สำคัญ ทำไมถึงมีกฎที่ว่านี้
นับแต่วันนั้นตั้งแต่จันทร์-ศุกร์ การเดินรอบหมู่บ้านของผมก็เปลี่ยนไป นอกจากการทัศนาบรรยากาศ หมู่มวลต้นไม้ ดอกไม้ สายลม ท้องฟ้า ผู้คน สิ่งที่ผมทำคือการสังเกตและสำรวจบ้านกาสะลอง อันเป็นสิ่งที่ผมสนใจ ในขั้นแรกผมยังไม่มีความกล้าพอที่จะลองแหกกฎ ผมยังไม่มั่นใจว่าจะเกิดอะไรขึ้น รวมถึงสิ่งที่เกิดขึ้นมันจะร้ายแรงระดับไหน แต่ในความคิดมันคงรุนแรงมากจนถึงขนาดที่ต้องออกกฎเพื่อให้ผู้คนปฏิบัติตาม บางสิ่งในบ้านหลังนั้นอาจจะเลวร้ายยิ่งกว่าที่ผมคิดไว้ก็เป็นได้ ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด การรวบรวมข้อมูลควรเป็นสิ่งแรกที่ผมต้องทำ
ผมใช้เวลาในช่วงเย็นของแต่ละวัน วันละประมาณหนึ่งชั่วโมง เพื่อเดินรอบหมู่บ้าน ในขณะเดียวกันก็แอบเก็บข้อมูลบ้านกาสะลองไปด้วย สิ่งแรกที่สังเกตเห็นคือ ไม่มีใครเลยที่เดินมาถึงฟากนี้ ฟากที่บ้านกาสะลองตั้งอยู่ คนอื่น ๆ จะหักเลี้ยวไปยังซอยก่อนหน้าที่จะถึง และยิ่งสังเกตลึกเข้าไปอีก ผู้คนพยายามหลีกเลี่ยงการพูดถึงบ้านหลังนี้ ผมเคยลองเปรย ๆ ถามป้าขายข้าวที่อยู่ตรงทางเข้าหมู่บ้าน ร้านอาหารตามสั่งอันเป็นที่ฝากท้องของคนในหมู่บ้านส่วนใหญ่
“ใครอยู่ที่บ้านที่มีต้นกาสะลองนั่นเหรอป้า วันก่อนผมเห็นคนเดินไป ๆ มาๆ ในบ้าน”
ขณะป้าที่กำลังเดินนำข้าวมาเสิร์ฟให้ จู่ ๆ ก็ชะงักฝีเท้า ใบหน้าถอดสี แกยิ้มเจื่อน ๆ เอาข้าวมาวาง มองหน้าผมแปลก ๆ พึมพำบางอย่างเบา ๆ เห็นปากแกขมุบขมิบ หันไปมองคนนั้นทีคนนี้ที คนที่เหลือในร้านที่เป็นคนในหมู่บ้านก็พากันหลบสายตา ก้มมองต่ำราวกับว่ากำลังทำอะไรผิด แกเดินจากไปด้วยท่าทางเกร็ง ๆ ไม่ตอบอะไร ผมก็ไม่ซักไซ้อะไรต่อให้มากความ
สิ่งต่อมาที่ได้รู้คือ เหตุการณ์ที่เกิดในบ้านจะมีอยู่ห้าเหตุการณ์ที่ผมพอจะจับได้ว่ามันเกิดขึ้นซ้ำ ๆ บ่อย ๆ ในช่วงหนึ่งเดือนกว่า ๆ ที่ผมเริ่มต้นเก็บข้อมูล (จันทร์-อาทิตย์ เว้นวันเสาร์วันเดียวเท่านั้น)
เหตุการณ์แรก : บ้านในวันแรกที่ผมเห็น ทึมทึบ เงียบเหงา รกร้าง มืดมน
เหตุการณ์ที่สอง : บ้านในความมืดดังเช่นเหตุการณ์แรก แต่ทว่ามีเงาเคลื่อนวูบไหวไปมา ไม่แน่ชัดว่ามีกี่เงากันแน่
เหตุการณ์ที่สาม : บ้านในความมืด แต่มีเสียงหนัก ๆ ทึบ ๆ ดังออกมาจากตัวบ้าน เป็นจังหวะ ดังเรื่อย ๆ ก่อนจะเงียบหายไปเสียเฉย ๆ
เหตุการณ์ที่สี่ : คือเหตุการณ์ที่ผมได้พบเห็นในวันนั้น แสงไฟสีเหลืองนวลจากหลอดไฟ เงาของบางคนที่โต๊ะอาหาร
เหตุการณ์ที่ห้า : เสียงประตูกระจกหน้าบ้านถูกเปิด แต่ในความเป็นจริงประตูไม่ได้เปิด ต้นกาสะลองสั่นแรงจนกิ่งโยกไหว ทั้งที่โดยรอบไม่มีลม
เหตุการณ์เช่นนี้เกิดวนเวียนจนคล้ายเป็นดังวัฏจักร ไม่มีผิดเพี้ยน ไม่ผิดแผกจากนี้ คงอยู่ในรูปแบบเดิมซ้ำ ๆ ผมไม่เข้าใจและไม่รู้ว่ามันคืออะไรแน่ สิ่งลี้ลับในบ้านที่ผมเรียกเอาเองว่า “ผี” ต้องการสื่อสารบางอย่างผ่านเหตุการณ์เหล่านี้หรือเปล่า นี่คือสิ่งที่ผมสงสัย จากความกลัวในทีแรก เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความกระหายรู้ยิ่งขึ้น จนอาจเรียกได้ว่า หมกมุ่น กิจกรรมนี้เหมือนกำลังสร้างความบันเทิงให้แก่ผม ประหนึ่งว่าผมเป็นผู้ถูกเลือกให้รับรู้เรื่องราวอันเป็นความลับนี้ไว้แต่เพียงผู้เดียว ผมต้องรู้
ผมต้องรู้ ผมต้องรู้ ผมต้องรู้ ผมต้องรู้ ผมต้องรู้ ผมต้องรู้ ผมต้องรู้ ผมต้องรู้ ผมอยากรู้ ผมต้อง...
เมื่อเก็บรวบรวมข้อมูลมาได้ประมาณหนึ่งแล้ว ก็มาถึงทางตัน ทุกอย่างไปต่อไม่ได้ ถ้าผมยังแค่เดินวนเวียนรักษาระยะห่างระหว่างตัวเองกับบ้านไว้แบบนี้ ความคิดต่อมาคือ ผมไม่รู้เลยว่าวันเสาร์เกิดอะไรขึ้น ผมไม่เคยเฉียดใกล้บ้านกาสะลองในวันเสาร์เลยสักครั้ง ตอนนี้ผมอยากรู้ว่าวันเสาร์ที่พยายามหลบเลี่ยงมาตลอดมันจะสามารถช่วยไขปริศนาในครั้งนี้ได้หรือไม่ บางทีมันอาจเป็นจิ๊กซอตัวสุดท้ายที่รอผมหยิบมันเข้าไปต่อให้เป็นภาพใหญ่ หรือไม่มันก็คงเป็นชิ้นส่วนหลุดขาดแหว่งวิ่นอยู่อย่างนั้น ไม่ว่าภาพทั้งหมดจะดูสวยงามแค่ไหนมันก็ไม่สมบูรณ์ ไม่เคยสมบูรณ์ทั้งจากสายตาภายนอกที่มองเข้าไปและทั้งจากตัวมันเอง
ด้วยเหตุนี้ปฏิบัติการแหกกฎวันเสาร์จึงเริ่มต้นขึ้น หลังจากเตรียมใจมาหนึ่งคืนเต็ม เย็นวันเสาร์ผมก็เริ่มออกเดิน เดิน เดิน เดิน รอบแล้วรอบเล่า ถนน ต้นไม้ ดอกไม้ ใบหญ้า ก้อนหิน ทุกอย่างที่ผมเห็น สัมผัส จดจ่อ ผ่านตา ผ่านร่างไปอย่างเชื่องช้า ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำลงพร้อมกับลับไปทางขอบฟ้า เปลี่ยนผลัดให้ความมืดเข้ามาปกคลุมสถานอันวิเวกแห่งนี้ ฉับพลันที่ผมก้าวเท้าผ่านหน้าบ้านกาสะลอง ทุกสิ่งอย่างก็หายไปจากครรลองการมองเห็นของผม กลายเป็นว่างเปล่า สีขาวโพลนเข้ามาทดแทนความมืดเมื่อครู่ และสิ่งเดียวที่ตั้งอยู่คือบ้านกาสะลอง ขนผมลุกตั้งแต่ปลายเท้าลุกลามจนถึงหัว เส้นประสาททุกเส้น กล้ามเนื้อทุกมัดของผมกระตุกถี่ราวกับตะโกนบอกกราย ๆ ว่า อันตราย เหงื่อกาฬผุดขึ้นตามใบหน้าเรื่อยมาถึงต้นคอ แผ่นหลังเปียกชุ่ม ริมฝีปากแห้งผาก ที่นี่เงียบมาก เงียบเกินไป มันสงัดวังเวงจนเจ็บจี๊ดที่หัวเล็กน้อย
ผมหันหน้าไปทางบ้านกาสะลอง ประตูรั้วเปิดอ้าอยู่ แม้ทุกอย่างจะบอกว่าอันตรายและร่างกายของผมก็รับรู้ถึงความรู้สึกนั้น แต่เมื่อมายืนอยู่ ณ ที่แห่งนี้ ผมก็ถอยกลับไม่ได้เสียแล้ว ไม่ใช่ ไม่ใช่ถอยไม่ได้ มันไม่ให้ผมถอยเลยต่างหาก
ขณะที่กำลังจะก้าวเท้าลงเหยียบในพื้นที่ของบ้านกาสะลอง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากข้างหลังผม
“อย่าเข้าไปเลย ไอ้หนุ่ม เก็บความอยากรู้ของเอ็งไปใช้อย่างอื่นเถอะ” เมื่อหันกลับไปตามเสียง ก็พบร่างของชายมีอายุในชุดเสื้อยืดสีดำ กางเกงวอร์มขาดสีหม่น ๆ ยืนอยู่ คะเนจากใบหน้าคงอายุราวห้าสิบปี มีหนวดเคราเทา ๆ เฟิ้มรอบ ๆ ปาก
ผมไม่สนใจเขา สิ่งเดียวที่ดึงดูดผมตอนนี้คือบ้านหลังนั้น มันกำลังร้องเรียก ผมสัมผัสได้ แม้มันจะดูอันตรายแต่ผมรู้สึกว่ามันอบอุ่นและพร้อมต้อนรับ ต้อนรับผมด้วยความยินดียิ่ง
“ถ้าเอ็งเข้าไป ใครก็ช่วยเอ็งไม่ได้แล้วนะ มาทางนี้เถอะ” เสียงชายคนเดิมยังดังอยู่เบื้องหลัง น้ำเสียงเขาดูขุ่นเคืองไม่พอใจ แต่ถึงอย่างไรผมก็ไม่สนใจ ผมได้ยินเสียงเขาเบาลงทีนิด ๆ และทันทีที่เท้าเหยียบเข้าไปในรั้วบ้านมันก็เงียบหายไปจากโสตประสาทโดยสมบูรณ์
ผมก้าวฉับ ๆ ผ่านต้นกาสะลองมุ่งสู่ตัวบ้านอย่างไม่ลังเล ผลักประตูกระจกให้เปิดออก หลอดไฟสีเหลืองนวลบนเพดานกะพริบสองทีก่อนสว่างค้างอยู่แบบนั้นพร้อมกับส่งเสียงหึ่ง ๆ หวี่ ๆ ลากยาวอยู่เหนือศีรษะ ผมเห็นโต๊ะไม้กลมเกลี้ยงกับเก้าอี้สามตัวอยู่เบื้องหน้า พริบตาเดียวร่างผู้หญิงคนหนึ่งก็เดินปราดผ่านหน้าผมไป ใบหน้าของเธอคมเข้ม เรียกได้ว่าสวยมากทีเดียว นัยน์ตาอ่อนโยน ผมยาวสลวยสีดำขลับช่วยขับเน้นให้ใบหน้างดงามยิ่งขึ้น เธออยู่ในชุดเดรสสีเหลืองลายดอกไม้ ทุกการขยับผ้าส่วนกระโปรงจะปลิวพริ้วไหวดุจการร่ายรำของผีเสื้อ เธอวางจานอาหารไว้บนโต๊ะอย่างเบามือ ก่อนผลุบไปอีกมุมหนึ่ง แล้วเด็กชายอายุราวเก้าขวบก็โผล่ออกมาจากห้องทางซ้ายมือของผม เขากระโดดขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้ ผู้หญิงเดินมานั่งตรงข้าม ปากพวกของเขาขยับคล้ายกำลังสนทนา แต่ผมไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย แม้แต่เสียงช้อนที่ขูดขีดไปบนจานข้าว มีเพียงเสียงหวี่ ๆ จากหลอดไฟเหนือหัวเท่านั้นที่ดูเหมือนจะดังขึ้นเล็กน้อย ที่สำคัญพวกเขาคงมองไม่เห็นผม แต่มีแค่เสี้ยววิเดียวเท่านั้นที่สายตาผู้หญิงคนนั้นสบเข้ากับสายตาผมพอดิบพอดี อาจแค่บังเอิญ ทว่ามันทำให้หัวใจผมกระตุกวูบ
ช่วงเวลาที่ดูมีความสุขของทั้งสองผ่านไปอย่างเชื่องช้า ผมยืนมองอยู่กี่นานก็ไม่อาจทราบได้ และแล้วภาพแห่งความอบอุ่นก็ถูกทำลายลงทันทีที่ประตูหน้าบ้านถูกเปิดออก ร่างผู้ชายวัยกลางคน ใบหน้าหมองคล้ำ ดวงตาลึกโหล เดินตรงดิ่งเข้ามาที่โต๊ะอาหาร เขากวาดจานชามทั้งหมดลงไปกองกับพื้น ปากทั้งผู้ชายผู้หญิงขยับอ้ากว้าง โต้เถียง มือของเธอยกขึ้นพนม อ้อนวอน น้ำตาคลออยู่ที่เบ้า ใบหน้าของเด็กชายบัดนี้บูดบึ้ง ปากงองุ้ม น้ำตาอาบหน้า สะอึกสะอื้น
ผู้ชายเงื้อกำปั้นขึ้นกระแทกไปที่หน้าของเด็กชายอย่างแรง จนตกเก้าอี้ศีรษะฟาดพื้น สลบไป เลือดสีแดงเข้มไหลเอื่อยออกมาทางปาก จมูก เป็นภาพที่น่าเวทนายิ่ง หญิงสาวเห็นดังนั้นจึงรีบวิ่งเข้ามาที่ร่างของเด็ก แต่ก็ต้องชะงักเมื่อผู้ชายควักปืนพกสีดำเมื่อมขึ้นมาจ่อเล็งที่หน้าเธอ ตาเธอจ้องเขม็งพร้อมกับพูดบางอย่างไปด้วย เขาส่ายหัวด้วยท่าทางร้อนรน ดวงตาหลุกหลิก กรอกไปมา ปากพึมพำคำพูดบางอย่างที่ดูเป็นอะไรที่ผมไม่เข้าใจ เขาเช็ดมือข้างที่ว่างกับกางเกงก่อนเปลี่ยนมาลูบหัวตัวเองและขยี้ กระชากเส้นผมหลุดร่วง เสียงจากหลอดไฟร้องหวี่ลากยาวดังขึ้นจากเดิมจนผมชักรำคาญ พริบตานั้นเองที่เขาลั่นไก ลูกกระสุนพุ่งตรงผ่านลำคอผมไป ความรู้สึกร้อนผะผ่าวปะทะผิวหนังจนเจ็บแสบ แล้วร่างผู้หญิงก็ล้มลง ดวงตาข้างขวามีเลือดสีแดงสดอาบ ไหลย้อยลงมาที่แก้ม หายใจรวยริน มือสองข้างสั่นเทาคลำเปะปะไปที่บาดแผล เขาจิกทึ้งเส้นผมของเธอแล้วลากร่างไปกับพื้น ถีบประตูหน้าบ้าน ผมตามออกไป ภาพที่เห็นคือเขากำลังผูกคอเธอกับต้นกาสะลอง และปล่อยเธอดิ้นทุรนทุรายอยู่บนนั้นอย่างทรมาน ต้นกาสะลองสั่นไหว ภาพที่ผมเห็นถัดจากนั้นทำให้ผมสะอิดสะเอียนจนแทบอยากสำรอกออกมา จู่ ๆ ก็มีร่าง ไม่ใช่ ศพ นับสิบศพถูกผูกถูกพาดถูกเสียบไว้บนกิ่งก้านของต้นกาสะลองซ้อนทับกับร่างหญิงสาวที่กำลังห้อยโตงเตง โอนเอนอยู่ มันบ้าอะไรกัน ผมไม่เข้าใจ
เขาเดินเข้าบ้าน ลากร่างของเด็กชายที่สลบเข้าไปในห้องที่อยู่ทางขวามือ มันดูเป็นห้องที่แทบไม่เคยเปิดใช้งาน ทึบทึม อับชื้น อึดอัด เป็นการรวมตัวของสิ่งที่ไม่ควรเรียกว่าความสบายใจอัดแน่นอยู่ในห้องขนาดเล็กแห่งนี้ ผมตามเขาไป แสงไฟสีเหลืองนวลกลางบ้านส่องฉายให้ห้องที่มืดทึบดูสว่างขึ้นเล็กน้อย สิ่งที่เขากำลังลงมือกับเด็กทำผมกระอักกระอ่วนจนอยากเบือนหน้าหนี แต่ไม่รู้ว่าทำไม ผมจึงจดจ้องตาเป็นมันด้วยความสงสัยใคร่รู้เสียเต็มประดา เขาใช้ค้อนตอกลิ่มเหล็กลงบนมือและเท้าน้อย ๆ ทั้งสองข้างของเด็ก เสียงมันดังทึบ ๆ หนัก ๆ เป็นจังหวะที่ผมเคยได้ยินมาก่อน เลือดไหลจากบาดแผล เจิ่งนองจนกลายเป็นแอ่งสี่แอ่ง ร่างของเด็กถูกจับตรึงไว้คล้ายกับดาวห้าแฉก เขาเดินหายไปในห้องครัว กลับมาพร้อมมีดคมกริบ เขาคร่อมร่างและดึงลิ้นของเด็กออกมา ก่อนจะใช้มีดเฉือนลิ้นอย่างช้า ๆ หยิบยัดใส่ปากตัวเอง เคี้ยวอย่างตะกละตะกลาม เลือดไหลเปรอะไปทั่วปลายคางถึงลำคอ เขาเดินมานั่งคุกเข่าตรงเหนือหัวเด็ก ประกบมือสองข้างจรดหน้าผากแน่น ปากขยุบขยิบพึมพำ เสียงหลอดไฟดังหวี่จนผมเริ่มปวดหัว วิงเวียน ดวงตาพร่าเลือน เจ็บแปลบท้ายทอยราวกับมีเข็มนับพันกำลังทะลวงผ่าน เขาเงยหน้าขึ้น คว้ามีดกำแน่น ปาดไปที่ลำคอตัวเอง เลือดพุ่งทะลักสาดกระจายเปรอะเต็มพื้นห้องและร่างเด็ก
ผมรู้สึกว่าเรี่ยวแรงในร่างกายกำลังถูกดูดกลืนไปทีละนิด จนไม่สามารถประคองตัวอยู่ได้ ร่างผมทรุดลงกับพื้น สติเลือนรางเต็มทน ประตูที่อยู่เบื้องหลังค่อย ๆ เลื่อนปิด แสงไฟที่ส่องฉายเข้ามาถูกบดบัง ความมืดมิดกำลังเข้าครอบครองพื้นที่ในส่วนนี้ ชั่วขณะที่แสงไฟจะเลือนลับดับหาย บังเกิดอักขระประหลาดผุดขึ้นมาทั่วทุกมุมห้อง ภาพทับซ้อนของร่างจำนวนมากร่างแล้วร่างเล่าผุดวาบในหัวของผมจนปวดตุบ ร่างของผู้คนแปลกหน้า ถูกขับเคลื่อนไปด้วยเลือด การสังเวย บูชายัญ ตัดสลับไปมาในชั่วเสี้ยววินาทีนั้น เสี้ยววินาทีที่ผมสัมผัสได้ถึงบางอย่างที่ชั่วร้าย ที่เคยอยู่ที่นี่ ไม่ใช่ มันยังอยู่ที่นี่และหลอมรวมกับตัวบ้าน จนมีความรู้สึกนึกคิด เจตจำนงของตัวมันเอง มันพยายามสื่อสาร ไม่ใช่แค่ผม แต่เป็นกับผู้คนที่มีความปรารถนาอันแรงกล้า มันล่อลวงพวกเขามาเป็นเวลาช้านาน สั่งสม กักขัง จองจำ ทุกสิ่งที่ถูกดึงดูดหรือเข้าใกล้ที่นี่ ผมไม่อาจรู้ได้เลยว่ามันทำไปทำไม ทำไปเพื่ออะไร จุดมุ่งหมายที่แท้จริงของมันคืออะไรกันแน่ ผมไม่อาจรู้ได้และคงไม่มีวันได้รู้ ตลอดไป...
**
“ป้า รู้หรือยัง มีคนไปเดินผ่านหน้าบ้านกาสะลองอีกแล้วนะ”
“อีกแล้วเหรอ คราวนี้เป็นใครล่ะ” หญิงวัยกลางคนผละมือจากกระทะผัดข้าว หันมาทางเจ้าของ
เสียง
“ไม่รู้นะ ผมก็ลืมไปแล้ว เมื่อเช้าว่ายังจำได้อยู่นะ”
“ลืมเหรอ”
“อะไรนะป้า เมื่อกี้ผมพูดอะไรไป”
“ช่างมันเถอะ ข้าก็ลืมแล้วว่ะ”
|