|
ทำไมไม่เชื่อ
โดย กัลยกร เลิศวุฒิกุล
เสียงตะโกนจากหลานชายและพรรคพวกที่ดังผสมปนเปกับเสียงรถมอเตอร์ไซค์ที่ผ่านการแต่งท่อให้ดังหนวกหูมาแต่ไกล พวกเขามาตามสัญญาที่เคยให้ไว้กับผม โดยไม่ลืมเหล้าฝรั่งและกับแกล้ม ที่ผมขอเป็นสินน้ำใจสำหรับเรื่องเล่าจากประสบการณ์จริงสมัยยังไม่ออกจากราชการตำรวจ
“ลุงมานพ ! มาแล้วครับตามคำขอ ห้ามผิดสัญญานะ” ยังไม่ทันจะดับเครื่อง ไอ้วิทย์ซึ่งเป็นลูกของน้องชายก็รีบกระโดดลงจากเบาะหลังแล้วเดินมาทวงสัญญาในทันที
“เออๆ กูไม่เบี้ยวพวกมึงหรอก เห็นความพยายามขนาดนี้แล้วกูยอมใจจริงๆ” ผมคลายผ้าขาวม้าที่คาดพุงไว้กับขอบกางเกงเลเพื่อให้นั่งชันเข่าบนแคร่ไม้หน้าบ้านได้ถนัด
ไอ้พีและไอ้วิทย์ที่เดินตามมาทีหลังยกมือไหว้แล้วเลยไปที่ครัวเพื่อหยิบจานกับแก้วมาจัดอาหารอย่างรู้งาน สำหรับล้อมวงฟังเรื่องสยองขวัญที่พวกเขาหลงใหลนักหนา
“พ่อกับแม่รู้เรื่องที่เอ็งมาที่นี้รึเปล่าวะ” ผมถามหลานชายที่กุลีกุจอผสมเหล้าฝรั่งกับน้ำอัดลมใสแก้วสี่ใบ
“ถ้าบอกก็ไม่ได้มาสิลุง พอดีพวกเขาติดงานที่โรงเรียน เตรียมต้อนรับคณะผู้ตรวจงานน่ะ รับรองได้เลยว่ากว่าจะกลับก็หลังเที่ยงคืนนู่นแน่ะ” ไอ้วิทย์ยืนยันด้วยเสียงหนักแน่น ทำให้ผมสบายใจไม่น้อย เผื่อคืนนี้เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด จะได้ไม่มีใครตามมาด่าผมทีหลัง
“เอาละลุง ! เหล้ายาปลาปิ้งพร้อมแล้ว เล่ามาเลย” วัยรุ่นทั้งสามคนถือแก้วเหล้าในมือพร้อมจิบในขณะที่ผมเล่าเรื่อง
“กูละอยากเห็นพวกมึงจริงจังกับเรื่องเรียนอย่างนี้บ้างจัง” ผมบ่นเล็กน้อยหวังกระตุ้นความอยากรู้ของพวกเขาให้มากยิ่งขึ้น
“โฮ้ย! ลุงมานพ รีบเข้าเรื่อง อย่าลีลา” พวกเขาร้องประสานเสียงพร้อมกันแบบนี้ แสดงว่าถึงคราวที่ผมต้องพูดจริงจังแล้ว
“เออๆ ตอนกูเล่าแล้วพวกมึงอย่าขัดจังหวะเสียละ” ผมเตือนเพราะไม่อยากถูกขัดจังหวะในภายหลัง
“สมัยที่กูเป็นตำรวจแผนกสืบสวน กูเคยลงพื้นที่ไปสวบสวนคดีที่มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งในจังหวัดของเราหายตัวไป ตอนแรกก็คิดว่าเด็กคงไปเที่ยวกับเพื่อนแล้วกลับบ้านช้า พ่อแม่เป็นห่วงเลยมาแจ้งความคนหาย แต่เพราะว่าเด็กหายไปยังไม่ครบ 24 ชั่วโมง ตำรวจที่รับเรื่องในวันนั้นก็เลยยังไม่รับแจ้งความ แล้วบอกให้กลับบ้านไปก่อน เผื่อเด็กกลับมาเอง”
ผมกล่าวเปิดเรื่องให้ดูน่าสนใจ แล้วพาพวกเขาย้อนเวลากลับไปในวันนั้น
ผมจำได้ว่าตอนที่เกิดเรื่อง เป็นช่วงปีหลังวิกฤตต้มยำกุ้งได้ไม่นาน ผมถูกย้ายให้มาอยู่หน่วยงานสืบสวนซึ่งเป็นที่ใฝ่ฝันมาตลอด เพราะภาพตำรวจในละครและภาพยนตร์ที่ช่วยกันระดมความคิดเพื่อไขคดีความนั้นช่างดูเท่จนติดตาตรึงใจยิ่งนัก แต่เมื่อได้มาปฏิบัติงานจริงแล้วจึงได้พบว่ามันไม่ใช่อย่างที่คิด
พื้นที่ที่ผมดูแลไม่ใช่เขตอันตรายเหมือนอย่างในหนังที่จะเกิดคดีความให้ตำรวจฝ่ายสืบสวนได้โชว์ฝีมือ เกือบทุกวันก็มีแต่คดีประเภทผัวเมียทะเลาะตบตีกัน เพื่อนบ้านขโมยควาย วัยรุ่นตีกันตามงานวัด ตู้บริจาคถูกงัด ยางล้อรถถูกมือดีแอบมาปล่อยลม ฯลฯ ในสายตาผมมีแต่เรื่องขี้หมูขี้หมาแบบนี้ทุกวัน จนทำให้ความกระตือรือร้นในช่วงแรกๆที่มารับหน้าที่ค่อยๆเปลี่ยนกลายเป็นความเคยชินและเฉยชา จนขี้เกียจทำงาน
การทำคดีความส่วนใหญ่ก็เป็นเพียงการรับแจ้งความและเน้นเจรจาไกล่เกลี่ยให้ทั้งสองฝ่ายยอมความกัน แม้จะรู้ว่าไม่กี่วันต่อมาพวกเขาก็จะทะเลาะแล้วก็กลับมาที่สถานีตำรวจอีกครั้ง คดีความที่สร้างความตื่นเต้นให้กับผมมากที่สุดในตอนนั้นคือคดีที่เมียหลวงตบเมียน้อยกับผัวของตัวเองบนโรงพัก เป็นการต่อสู้แบบหนึ่งต่อสองที่ไม่มีตำรวจคนไหนกล้าเข้าไปขวาง จนกระทั่งฝ่ายเมียหลวงเริ่มสงบแล้วนั้นแหละ เจ้าหน้าที่จึงกล้าเข้าไปล็อคตัวแล้วนำเข้าห้องขัง
คดีเด็กหายก็มีบ้าง ถ้าช่วงนั้นมีงานเทศกาลประจำปี เช่น งานวันเด็ก งานลอยกระทง งานเคาน์ดาวน์ขึ้นปีใหม่ แต่ด้วยความที่ประชาชนในพื้นที่รู้จักกันอยู่แล้ว ใช้เวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงก็จะมีคนพาเด็กกลับไปส่งยังบ้านพ่อแม่โดยปลอดภัย ส่วนคดีที่เป็นเด็กวัยรุ่นหายตัวไป เมื่อพบตัวในภายหลังแล้วสอบถาม ก็จะพบว่ามีสาเหตุอยู่ไม่กี่อย่าง ถ้าไม่หนีไปเที่ยวกับเพื่อนโดยไม่บอกผู้ปกครองหรือไม่ก็ประสบอุบัติเหตุ ซึ่งกว่าจะรู้ก็ต่อเมื่อเจ้าหน้าที่กู้ภัยหรือทางโรงพยาบาลโทรศัพท์มาแจ้งนั้นแหละ
แต่คดีความของเด็กหญิงแก้วตาที่เกิดขึ้นหลังจากผมรับตำแหน่งเจ้าหน้าที่สืบสวนได้ประมาณ 7-8 ปี นับว่าเป็นคดีความอันน่าสลดที่กลายเป็นตำนานสยองขวัญประจำพื้นที่ไปเลย จากวันนั้นจนถึงปัจจุบันเวลาผ่านมาเป็นสิบปีจนกระทั่งผมเกษียณอายุราชการแล้วยังลืมไม่ลง
เรื่องราวมันเกิดขึ้นเมื่อพ่อและลูกพี่ลูกน้องของเด็กหญิงแก้วตามาแจ้งความที่สถานีตำรวจว่าเด็กสาวหายตัวออกไปจากบ้าน แล้วไม่มีญาติคนใดสามารถติดต่อหาเธอได้ จากการสอบถามเพิ่มเติมพบว่าเธอเป็นเด็กหญิงอายุประมาณ 13 ปี เรียนอยู่ที่โรงเรียนประจำอำเภอ เป็นเด็กผู้หญิงที่มีความประพฤติเรียบร้อย ไม่พบว่าเคยมีพฤติกรรมที่นอกลู่นอกทาง ไปเรียนตามปกติ กลับบ้านตรงเวลา มีการออกไปเที่ยวกับเพื่อนบ้างแค่เฉพาะในเวลากลางวัน ไม่มีประวัติว่าเคยยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดหรือเรื่องผิดกฎหมาย
เจ้าหน้าที่ที่รับเรื่องจากผู้ปกครองของแก้วตาก็ปฏิบัติตามระเบียบเช่นคดีเด็กหายคนอื่นๆ คืออธิบายว่าต้องรอให้ครบ 24 ชั่วโมงก่อนจึงจะสามารถรับแจ้งความได้ พ่อของเด็กหญิงไม่พอใจมากเพราะลูกของตนเป็นเด็กเรียบร้อย การหายตัวไปโดยที่ไม่สามารถติดต่อได้ มันดูผิดปกติมาก และมีความเป็นไปได้สูงว่าเด็กอาจได้รับอันตราย
เจ้าหน้าที่คนนั้นรับฟังอย่างใจเย็น เพราะเขาเคยเจอกรณีแบบนี้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ผู้ปกครองย่อมคิดว่าลูกหลานของตนเป็นเด็กดี และการหายตัวไปเพียงเวลาไม่กี่ชั่วโมงแสดงถึงความหวั่นวิตกว่าพวกเขาอาจกำลังประสบกับเรื่องร้ายแรง แต่นั้นแหละในท้ายที่สุดเมื่อเด็กกลับมาแล้วสารภาพว่าแอบหนีเที่ยว หรือทางโรงพยาบาลแจ้งว่าเด็กขับรถล้มจนขาหัก หรือสายจากกู้ภัยที่โทรบอกว่าเด็กจมน้ำแต่สามารถช่วยชีวิตไว้ได้แล้ว
เขาอธิบายถึงเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นจากประสบการณ์ที่ผ่านมาเพื่อบรรเทาความร้อนใจของผู้ปกครอง แม้เขาจะไม่มีลูกให้คอยเป็นห่วง แต่ก็ใช่ว่าจะไม่เข้าใจความรู้สึกของบรรดาผู้ปกครอง
หากคำอธิบายที่พูดมานับร้อยครั้งกับทุกคดีเด็กหายไม่สามารถช่วยให้ผู้ปกครองสบายใจได้ เขาก็ต้องปล่อยวางแล้วให้พวกเขาจัดการตามหาลูกหลานกันเอง โดยไม่ลืมเตือนทุกครั้งว่าหากผ่านไปครบ 24 ชั่วโมงแล้วยังไม่พบตัวเด็กค่อยกลับมาใหม่เพื่อแจ้งความ แล้วหลังจากนั้นจึงจะถึงเวลาปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ
พ่อและลูกพี่ลูกน้องของเด็กหญิงเดินออกจากสถานีไปด้วยความโมโห เพราะไม่พอใจในระเบียบข้อบังคับที่ล่าช้านี้ พวกเขาจึงตระเวนตามหาเด็กสาวตามบ้านเพื่อนและคนรู้จัก รวมถึงสถานที่ที่คิดว่าเด็กหญิงน่าจะไป
ถ้าในตอนนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่รับเรื่องฉุกใจคิดสักนิดว่ามีบางอย่างที่ผิดวิสัยไป บทสรุปในตอนท้ายอาจจะไม่น่าสะเทือนใจและน่าขนลุก
โดยปกติแล้วถ้าเป็นกรณีเด็กผู้หญิงหายไป ทำไมคนที่มาแจ้งความไม่เป็นแม่หรือญาติผู้หญิง แต่กรณีนี้กลับกลายเป็นว่าพ่อและลูกพี่ลูกน้องของแก้วตาเป็นผู้เข้าแจ้งความ ลูกพี่ลูกน้องคนนี้ก็คือลูกชายของป้าเด็กหญิง แต่ก็เป็นไปได้ว่าเธออาจจะไม่มีแม่ หรือแม่กับญาติคนอื่นกำลังแยกย้ายกันตามหาไปตามสถานที่ต่างๆ
เขาคิดได้อย่างนั้นแล้วก็รู้สึกว่ามันก็ดูสมเหตุสมผล จนแอบทำนายในใจว่าจะไม่มีญาติคนไหนของเด็กหญิงคนนี้เข้ามาแจ้งความอย่างแน่นอน ในไม่ช้าเขาก็ลืมเรื่องนี้ไปเลย เพราะมีชาวบ้านมาแจ้งความในคดีอื่นอีกหลายราย จนต้องทำหน้าที่เป็นคนกลางไกล่เกลี่ยและจัดการงานเอกสารจนหัวหมุน จนเมื่อออกเวรแล้วยังได้รับคำสั่งด่วนจากเจ้านายให้ไปปฏิบัติงานนอกเวลาราชาการอีก ซึ่งเป็นงานเตรียมต้อนรับเจ้านายใหญ่คนใหม่
เมื่อมาเข้าเวรอีกครั้งจึงได้พบว่าคดีของเด็กหญิงแก้วตามีสิ่งที่ไม่ชอบมาพากลหลายอย่างกว่าที่คิด ลูกน้องรายงานว่าได้รับสายแจ้งจากพ่อของเด็กหญิงให้ตำรวจเข้ามาช่วยค้นหาตัวเด็กในบ้านของแม่แท้ๆ สายตรวจก็งุนงงว่าทำไมต้องให้ตำรวจเป็นคนเข้าไปตรวจค้น ทำไมพ่อไม่เข้าไปค้นเองเลย จนเมื่อได้มาถึงสถานที่นั้นจึงรู้ว่าพ่อและแม่ได้เลิกรากันจนต่างฝ่ายต่างแยกย้ายไปมีครอบครัวใหม่แล้ว เด็กหญิงแก้วตาที่เป็นลูกสาวเพียงคนเดียวของคนทั้งสองอยู่อาศัยที่บ้านของแม่และพ่อเลี้ยง ส่วนฝ่ายพ่อไปมีครอบครัวใหม่อยู่ที่ต่างอำเภอ
เนื่องจากพวกเขาไม่ได้เลิกรากันด้วยดี ต่างฝ่ายจึงมีอคติต่อกันและไม่ยอมพูดคุยกันอีก แม้กระทั่งเรื่องลูก แม่ออกกฎไม่ให้เด็กหญิงแก้วตาไปพบพ่อเป็นอันขาด ส่วนทางฝ่ายพ่อแม้จะรักและเป็นห่วงลูก แต่ก็เกลียดอดีตภรรยาและห่วงความรู้สึกของครอบรัวใหม่จนทำได้เพียงแอบนัดพบกับลูกสาวเป็นบางครั้ง โดยได้พี่ภูมิซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องที่มีบ้านอยู่ไม่ไกลนักเป็นผู้ช่วยเหลือทุกครั้ง
เหตุการณ์เด็กหายที่กลายเป็นคดีความที่ถูกโจษจันทั่วทั้งจังหวัดก็ถูกขยายความจนได้ทราบเรื่องราวทั้งหมดว่า ในค่ำวันหนึ่งเวลาประมาณ 19.00 น. แก้วตาวิ่งร้องไห้ออกจากบ้านตรงไปขอความช่วยเหลือจากนายภูมิ เธอขอร้องให้พาเธอไปบ้านพ่อที่อยู่อีกอำเภอ ซึ่งมีระยะห่างออกไปประมาณ 60 กิโลเมตร หากขับรถยนต์ไปน่าจะใช้เวลาไม่เกิน 30 นาที
นายภูมิคุ้นเคยกับเหตุการณ์ลักษณะนี้เป็นอย่างดี เพราะรู้พฤติกรรมของน้าสาวว่าเป็นคนอารมณ์ร้าย ขี้โมโหและมักลงไม้ลงมือกับลูกสาว ยิ่งเมื่อน้าสาวผู้มีชื่อเสียงเรียงนามสวนทางกับนิสัยว่า มนฤดี หรือที่เรียกกันสั้นๆว่า น้ามน ได้ชายหนุ่มรุ่นน้องที่มีความหล่อเหลาเป็นสมบัติเพียงชิ้นเดียวนาม คมสันต์ มาเป็นคนรักและใช้ชีวิตอยู่กินด้วยกันอย่างเปิดเผย โดยไม่มีใครแน่ใจว่าทั้งคู่จดทะเบียนสมรสกันหรือไม่ แต่สิ่งที่ญาติพี่น้องฝ่ายแม่ซึ่งอาศัยอยู่ในระแวกนั้นเห็นตรงกันคือความขี้หึงของฝ่ายหญิงที่รุนแรงและไร้เหตุผล น้ามนหึงหวงแม้กระทั่งลูกสาวของตัวเองที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะเป็นสาวเลย ทั้งทางนิสัยและกายภาพ แก้วตาในวัย 13 ปียังคงเล่นตุ๊กตาและขายขนมไม่ต่างอะไรกับเด็กหญิงคนอื่นๆแถวบ้าน สิ่งเดียวที่แสดงว่าเธอเป็นสาวคือการมีประจำเดือนพร้อมเพื่อนคนอื่นๆตั้งแต่อายุ 12 ปี
นายคมสันต์เองก็อาจจะมีพฤติกรรมที่ไม่น่าไว้วางใจหลายอย่างจนทำให้น้ามนระแวงว่าจะกระทำเรื่องที่ไม่เหมาะสมกับแก้วตา แต่สิ่งที่น้ามนควรทำอย่างการเฝ้าระวังนายคมสันต์หรือการปกป้องแก้วตา แต่เธอกลับเลือกที่จะระบายอารมณ์หึงหวงกับลูกสาวของตนเอง จนญาติๆเห็นเป็นเรื่องปกติ แต่ก็ไม่มีใครกล้ายื่นมือเข้ามาช่วยเหลืออย่างจริงจัง แม้กระทั่งนายภูมิเองที่เป็นชายหนุ่มวัย 20 ปีที่มีพละกำลังมากกว่าหญิงวัยกลางคนก็ยังทำได้เพียงให้ที่หลบซ่อนและลักลอบพาไปเด็กหญิงไปพบพ่อเป็นบางครั้ง
ส่วนพ่อของแก้วตาก็รับรู้พฤติกรรมนี้จากทางคำบอกเล่าของญาติฝ่ายอดีตภรรยาและร่องรอยบนตัวลูกสาว แต่ไม่รู้ว่าเพราะกลัวจะมีปัญหากับครอบครัวใหม่ หรือคิดว่าจะเป็นการดีกว่าหากให้แม่เป็นฝ่ายเลี้ยงลูก เขาจึงไม่ได้ช่วยเหลือแก้วตามากไปกว่าการให้เงินเป็นสิ่งทดแทนความผิดที่ตนไม่ได้เลี้ยงดู
วันนั้นนายภูมิได้ยินเสียงด่าทอและเสียงกรีดร้องมาตั้งแต่ช่วงเย็นแล้ว แต่คิดว่ามันก็ไม่แตกต่างจากครั้งก่อนๆ อเพราะไม่นานหลังจากนั้นเสียงดังกล่าวก็เงียบไป จนเมื่อแก้วตาวิ่งมาขอความช่วยเหลือ และนายภูมิเห็นร่องรอยของบาดแผลบนเนื้อตัว เขาจึงพาแก้วตาไปซ่อนตัวแล้วรอเวลาจนกระทั่งเห็นนายคมสันต์และน้ามนรีบร้อนขับรถออกไป เมื่อแน่ใจว่าทั้งสองคงไม่วกกลับมา เขาก็พาแก้วตานั่งหมอบที่เบาะหลังของรถกระบะแล้วผ้าสีดำคลุมไว้ เผื่อว่าขับสวนทางกับรถยนต์ของน้ามน เขารีบร้อนขับรถจนลืมบอกให้แก้วตาเปิดผ้าคลุมออกมานั่งตามปกติ
จนกระทั่งมาถึงบ้านของพ่อแก้วตา เขาหักพวงมาลัยเข้าจอดรถริมทาง แล้วเดินไปไม่ถึงสิบก้าวจึงกดกริ่งแล้วร้องเรียกนายณัฐพลอยู่ที่หน้าประตูรั้ว
“น้าพลครับ ๆ! เขาเรียกชื่ออยู่ซ้ำๆ หวังให้มีคนมาเปิดประตูให้ สักครู่นายณัฐพลก็เดินออกจากบ้านมายืนคุยกับเขาที่ประตูรั้ว เนื่องจากกลัวว่าจะรบกวนเพื่อนบ้าน พวกเขาจึงพุดคุยกันด้วยระดับเสียงที่ได้ยินกันเพียงสองคน
“น้ามนตีแก้วอีกแล้วครับ คราวนี้เหมือนจะหนักกว่าทุกครั้ง ผมเห็นน้ามนออกไปกับไอ้คมแล้วจึงรีบพาแก้วมาหาลุง ลุงรับแก้วมาอยู่ด้วยเถอะครับ ไม่งั้นสักวันน้ามนต้องตีแก้วจนตายแน่”
“เอ็งก็รู้ว่าน้าก็อยากรับมันมาอยู่ด้วย แต่มันติดปัญหาที่อีมนไม่ยอม เดี๋ยวมันก็อาละวาดให้อับอายชาวบ้านอีก”
“แล้วน้าจะไม่ทำอะไรหน่อยเลย นั้นลูกของน้านะ”
“น้ารู้ แต่ถ้ายิ่งรับไอ้แก้วเข้ามา ไอ้แก้วมันจะยิ่งโดนแม่มันตีหนักกว่าเดิม อย่างไรเสียอีแม่ก็คงไม่ฆ่าลูกตัวเองหรอก”
“ถ้างั้นอย่างน้อยน้าก็ออกมาดูสภาพไอ้แก้วมันเสียหน่อยเถิด เผื่อเห็นแผลบนตัวมันแล้วจะเปลี่ยนใจ”
“เออๆ”สิ้นเสียงตอบรับ น้าพลก็เปิดประตูรั้วออกมา
นายภูมิเดินมาเปิดประตูฝั่งคนขับ เพื่อผลักเก้าอี้ไปข้างหน้าเปิดทางให้แก้วตาเดินออกมา แต่เมื่อเห็นว่าผ้าสีดำยังปกคลุมพื้นที่วางเท้าอยู่ จึงนึกได้ว่าลืมบอกให้แก้วตาเลิกหมอบหลบ
“แก้วๆ พ่อเอ็งมาแล้วนะ” เขาพูดให้แก้วตาโผล่หน้าออกมา แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับหรือความเคลื่อนไหวใดๆอยุ่ใต้ผ้าคลุมนั้น
“ไอ้แก้วล่ะ?” นายพลที่เดินตามมาข้างหลังเอ่ยถาม
ตอนนั้นเองที่นายภูมิรู้สึกขนลุกในความสงบเงียบของสิ่งที่อยู่ใต้ผ้าคลุม ราวกับสิ่งมีชีวิตข้างใต้นั้นไม่มีแม้แต่ลมหายใจแล้ว เขารีบดึงผ้าคลุมออกทันทีแล้วก็ต้องตกใจกับสิ่งที่เห็น มันน่ากลัวกว่าสิ่งที่เขาคาดคิดไว้อีก
“เฮ้ย !” เขาตกใจเมื่อไม่ปรากฏร่างกายของเด็กหญิงเลย
“เอ็งคงไม่ได้หลอกข้าใช่มั้ยไอ้ภูมิ” นายพลก็เห็นในสิ่งเดียวกัน นั้นคือความว่างเปล่า
“ผมจะหลอกน้าทำไม เรื่องคอขาดบาดตายเลยนะ” เขายังคงยืนยันว่าพาแก้วตามาด้วย แต่ตกใจมากว่าทำไมเธอไม่อยู่ตรงนี้ หรือเธอได้ยินเรื่องที่พวกเขาพูดคุยกันเมื่อครู่จึงเปิดประตูอีกด้านแล้วหนีออกไปด้วยความน้อยใจ เขารีบอ้อมมายังประตูฝั่งข้างคนขับเผื่อจะเห็นร่องรอยอย่างที่คิด แต่ประตูก็ยังปิดแน่นและที่นั่งก็ไม่ได้ถูกผลักมาข้างหน้า ระหว่างที่กำลังคิดว่าหรือแก้วตาจะปีนข้ามมาจากเบาะหลัง เปิดประตูออกไปแล้วก็ปิดประตูไว้ตามเดิม เขาก็ได้ยินเสียงร้องตกใจของลุงพลที่ดังขึ้นมาแทบจะในทันทีที่ไฟข้างนรถสว่างวาบ
“เชี่ย ! ไอ้ภูมิ นี้มันรอยอะไร ใช่รอยเลือดมั้ย ?”
ชายหนุ่มรีบชะเง้อมองไปยังพื้นที่วางเท้าตรงเบาะหลัง ตรงที่เขาให้แก้วตานอนหมอบ รอยเลือดสีแดงสดปื้นใหญ่ที่เขามั่นใจว่ามันไม่เคยมีมาก่อน หรือจะเป็นเลือดที่ไหลออกมาจากบาดแผลของเด็กหญิง
แม้ว่านายพลจะใช้ชีวิตผ่านมานานจนย่างเข้าปีที่ 45 แล้วแต่เขาก็ไม่เคยเห็นรอยเลือดขนาดใหญ่เท่านั้นมาก่อน ตาขวากระตุกอย่างรุนแรงราวกับจะเตือนถึงลางร้าย เขาเงยหน้าขึ้นมาสบตาที่ฉงนไม่แพ้กัน ทันทีที่สติเริ่มกลับมา เขาก็วิ่งกลับเข้าไปหยิบกระเป๋าเงินและโทรศัพท์มือถือ แล้วบอกให้อีกฝ่ายขึ้นรถ โชคดีที่ชายหนุ่มเสียบกุญแจรถคาไว้จึงไม่ต้องเสียเวลาหา เขารีบถอยรถย้อนกลับไปทางเดิม ตามความคิดที่แล่นอยู่ในขณะนี้
‘หรือแก้วตาจะได้ยินว่าเขาจะให้เธอกลับไปหาแม่ เธอเสียใจจึงเดินหนีออกจากรถมา’ เขาบังคับพวงมาลัยด้วยมืออันสั่นเทา ก่อนจะหักเลี้ยวแล้วขับไปในทิศทางตรงกันข้าม
“ลุงกลับรถทำไม ?” ชายหนุ่มถามด้วยความสงสัย พลางคิดว่าหรืออดีตน้าเขยจะเปลี่ยนใจไม่ตามหาลูกสาวแล้ว
“ถ้าไอ้แก้วมันจะหนี มันต้องไม่หนีกลับไปบ้านแม่ของมันแน่ๆ มันอาจจะเดินไปฝั่งตรงข้ามแล้วโบกรถที่ผ่านมาให้พามันไปที่อื่น” พ่อของเด็กสาวคิดอย่างมีความหวังว่าหากเป็นเช่นนั้น ลูกสาวที่ได้รับบาดเจ็บก็น่าจะเดินไปได้ไม่ไกล อาจจะหาเจอทันก่อนที่เธอจะโบกรถหนีไปที่อื่น
เกิดความเงียบชะงักงันขึ้นภายในรถ ชายหนุ่มไม่ได้คิดลึกซึ้งขนาดนี้มาก่อน คิดเพียงแต่ว่าเด็กหญิงคงน้อยใจแล้วจะเดินกลับไปหาแม่ แต่จะเดินไปได้อย่างไร ระยะทางไกลตั้งหลายสิบกิโลเมตรในเวลากลางคืน บนถนนที่มีบ้านเรือนข้างทางอยู่เพียงไม่กี่หลัง
พวกเขาขับรถวนหากลับไปกลับมาหลายรอบ ก็ไม่เห็นเธอเลย หรือเธอจะโบกรถไปที่อื่นแล้ว พวกเขาจึงเปลี่ยนแผนการค้นหา โดยขับรถไปตามบ้านเพื่อนของแก้วตาที่พวกเขาพอจะรู้จัก ซึ่งมีอยู่ไม่กี่คน แต่ก็ไร้วี่แวว
ในตอนนั้นเด็กวัยรุ่นเกือบทุกคนมีโทรศัพท์มือถือใช้กันแล้ว แต่ไม่มีเพื่อนคนไหนได้รับสายจากแก้วตาเลย เมื่อรู้ว่าเธอหายตัวไปจึงช่วยกันโทรถามเพื่อนคนอื่นๆที่แก้วตาอาจจะแวะไปหา รวมถึงโทรหาแก้วตาด้วย แต่เหมือนโทรศัพท์มือถือจะถูกปิดเครื่อง
พวกเขาตามหาจนเกือบรุ่งเช้าจึงไปแจ้งความที่สถานีตำรวจ แต่ได้รับการตอบกลับที่เย็นชาว่าหากเด็กหายไปยังไม่ครบตามเวลาที่กำหนดก็ไม่สามารถรับแจ้งความได้ พวกเขาจึงเดินกลับออกไปด้วยความหงุดหงิด
เมื่อหมดหนทาง จึงคิดว่าหรือสุดท้ายแล้วแก้วตาจะโบกรถกลับไปที่บ้านแม่ พวกเขารีบขับกลับไปดูที่บ้านของมนฤดีทันที หวังว่าถ้าเจอแก้วตาแล้วก็จะสามารถจัดการกับปัญหาอื่นๆหลังจากนี้ได้
แต่เมื่อมาถึง ก็พบว่าประตูบ้านถูกปิดสนิท รถยนต์ที่นายคมสันต์ขับออกไปพร้อมกับมนฤดีเมื่อคืนถูกจอดเก็บอยู่ข้างในโรงรถอย่างไม่เรียบร้อยเช่นทุกครั้ง เหมือนกับว่าพอคนขับหักหัวรถเข้าจอดได้ก็รีบลงจากรถมาเลย
นายพลและนายภูมิเดินไปทุบประตูอย่างแรงเพื่อเรียกให้มนฤดีออกมาคุยกัน แต่ก็ยังไม่มีใครออกมาเปิดประตูรับ หรือไม่มีคนอยู่ในบ้าน แล้วตอนนี้มนฤดีรู้รึยังว่าแก้วตาหายตัวไป พวกเขาทุบประตูและตะโกนเรียกจนชาวบ้านรอบข้างออกมาดู ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือญาติพี่น้องกัน เมื่อทุกคนรู้ว่าสาเหตุที่อดีตสามีมาทุบประตูบ้านอดีตภรรยาเนื่องมาจากลูกสาวหายตัวไป คนที่เห็นว่ามนฤดีและสามีใหม่เพิ่งกลับเข้าบ้านมาตอนเวลาพระเดินบิณฑบาตก็ช่วยกันตะโกนเรียกให้พวกเขาเปิดประตูออกมา จนในที่สุดพ่อของเด็กหญิงที่ร้อนใจจนทนไม่ไหวจึงตะโกนออกมาเสียงดัง
“อีมน ! ถ้ามึงไม่ออกมากูจะโทรแจ้งความเดี๋ยวนี้เลย มึงออกมาคุยกับกูเดี๋ยวนี้” จบประโยคขู่นั้นแหละ แม่ของแก้วตาที่สวมชุดนอนแต่สีหน้าอิดโรย ราวกับไม่ได้นอนมาทั้งคืนจึงเดินน้ำหน้าสามีรุ่นน้องออกมาเปิดประตูบ้าน
“ใครมาตะโกนโหวกเหวกอะไรแต่เช้าว่ะ คนจะหลับจะนอน” เธอด่ากราดทันทีที่เดินออกมา
“มึงรู้มั้ยว่าไอ้แก้วหายตัวไป” นายพลรีบถามเข้าประเด็น
มนฤดียืนเท้าสะเอวในสภาพผมเผ้ายุ่งเหยิงและสีหน้าบึ้งตึงเงียบไปสักครู่ก่อนจะตอบกลับมาว่า
“เออ กูรู้แล้ว” ไม่ใช่คำตอบด้วยน้ำเสียงแบบขอไปทีหรือเพื่อตัดรำคาญ แต่ตอบอย่างคนที่รู้เรื่องราวทุกอย่าง
“มึงรู้แล้ว รู้เมื่อไร แล้วตอนนี้ไอ้แก้วอยุ่ที่ไหน” นายพลที่ตกใจกับท่าทีและคำตอบที่ดูไม่เดือดร้อนของอดีตภรรยาถามสวนกลับไป
“กูก็รู้เมื่อเช้านี้ ตอนที่พวกกูขับรถกลับมาที่บ้านก็เห็นอีแก้วตาสะพายเป้แล้วขึ้นรถไปกับผู้ชาย”
“ผู้ชายคนนั้นเป็นใคร ลูกไปกับใคร แล้วทำไมมึงไม่ห้ามไว้” นายพลเหลืออดจนเข้าไปกระชากคอเสื้อนอนของมนฤดีจนเกือบขาด นายภูมิเห็นท่าไม่ดีจึงรีบไปดึงมือของเขาออก ส่วนอีกฝ่ายก็ได้สามีคนปัจจุบันเดินออกมารับหน้าแทน
“ไอ้พล ! เกินไปแล้วนะโว้ย มากระชากคอเสื้อเมียกูทำไม” เขาตะคอกเสียงใส่แล้วผลักนายพลออกไป
“พวกมึงเห็นลูกออกไปกับคนอื่นแล้วทำไมไม่ห้ามไว้”
“กูจะห้ามทำไม ในเมื่อมันอยากมีผัว อยากไปอยู่กับผัวก็ปล่อยมันไป” มนฤดีตอบกลับพลางจับคอเสื้อของตนไว้
บรรดาไทยมุงที่ยืนดุเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นต่างตกใจกับข่าวใหม่ล่าสุดของชุมชน อีแก้วตาหนีตามผู้ชายไปแล้ว ทุกคนต่างพูดคุยถึงประเด็นร้อนนี้ จนเสียงดังเซ็งแซ่สร้างความสะเทือนใจให้กับคนเป็นพ่อไม่น้อย
“น้ามนโกหก ! ผมกับน้าพลออกตามหาไอ้แก้วตามบ้านเพื่อนทุกคนแล้ว ไม่มีใครเห็นหรือได้รับข่าวจากมัน และผมถามทุกคนแล้ว ไอ้แก้วไม่มีแฟน แม้กระทั่งเพื่อนผู้ชายที่สนิทมันก็ไม่มี” นายภูมิตอกกลับน้าสาวอย่างดุเดือด
“มันมีแฟนแล้วต้องเที่ยวบอกเพื่อนด้วยรึไง ป่านนี้มันหนีไปไกลแล้ว”
“ผมไม่เชื่อหรอก ถ้าไอ้แก้วจะหนีไปกับผู้ชาย เมื่อคืนมันจะมาขอให้ผมช่วยพาไปบ้านน้าพลทำไม” นายภูมิตอบกลับอย่างไม่ยอมแพ้ เขาเห็นแก้วตามาตั้งแต่เล็ก ถือว่าเป็นญาติที่สนิทและได้รับความไว้ใจจากเด็กหญิงมากที่สุด เขามั่นใจว่ารู้จักนิสัยของเธอเป็นอย่างดี เธอไม่ใช่คนแบบที่แม่แท้ๆกล่าวหาอย่างแน่นอน
“แล้วกูจะรู้มั้ยล่ะ มันคงเห็นว่าพ่อไม่มีปัญญาคุ้มกะลาหัวอะไรมันได้ เลยโทรหาให้ผัวมารับมั้ง” มนฤดีกล่าวอย่างเย้ยหยันอดีตสามี
“งั้นให้กูเข้าไปค้นในบ้าน กูรู้นะว่ามึงตบตีลูก ไม่งั้นลูกจะหนีไปหากูเหรอ” นายพลไม่รอคำตอบ เขาก้าวเข้าไปในบ้านที่ตนเคยอาศัยอยู่ แต่ก็ถูกนายคมสันต์ผลักออกมาอย่างแรง
“มึงเป็นตำรวจหรือไง มีหมายค้นมั้ยละ ถ้าไม่มีก็เข้ามาไม่ได้ ใครถือวิสาสะเข้ามา กูจะฟ้องให้หมด” เขาพูดด้วยน้ำเสียงข่มขู่ว่าเอาจริง
เมื่อรู้ว่าเสียเวลาต่อปากต่อคำไปก็เปล่าประโยชน์ นายภูมิจึงรีบลากแขนนายพลไปคุยกันว่าควรโทรเรียกให้ตำรวจมาเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยดีกว่า นายพลโทรแจ้ง 191 เล่าสถานการณ์คร่าวๆให้ฟังและขอร้องให้สายตรวจรีบเข้ามาช่วย
นายตำรวจสองคนขับรถกระบะเข้ามาในเขตชุมชน พวกเขาลงจากรถมาแล้วเจอกับฝูงชนที่ยืนออกันอยู่หน้าบ้านหลังหนึ่ง หลังสอบถามจนรู้ว่าใครคือคนโทรแจ้งเหตุฉุกเฉิน พวกเขาก็รีบเดินมาพูดคุยเพื่อขอรายละเอียดจากทั้งสองฝ่าย
ฝ่ายหนึ่งให้ความร่วมมืออย่างดี แต่อีกฝ่ายหน้าถอดสีทันทีที่เห็นตำรวจ
เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนมานพลงพื้นที่เองเมื่อได้รับแจ้งเหตุ แม้ในตอนแรกจะคิดว่าการปฏิบัติงานนอกสถานที่น่าจะดีกว่าการนั่งทำงานนั่งโต๊ะอยู่ที่สถานีตำรวจ แต่ยิ่งได้พูดคุยประกอบกับเห็นสีหน้าท่าทางของผู้ให้ข้อมูล เขาก็ยิ่งมั่นใจว่าเรื่องนี้น่าจะไม่เหมือนคดีเด็กหายที่ผ่านมา ยิ่งได้ยินชื่อและเห็นหน้าตาจากรูปถ่ายที่คนเป็นพ่อเอาให้ดู เขาก็รู้ว่าจุดเริ่มต้นของหายนะครั้งนี้ก็คือตัวเขาเอง
เมื่อประมาณ 1 เดือนก่อนหน้านี้ ในช่วงใกล้เวลาพักกลางวัน มีเด็กผู้หญิงชื่อแก้วตา หน้าตาตามรูปถ่ายที่คนเป็นพ่อเก็บไว้ในกระเป๋าเงิน เธอเดินเข้ามาในสถานีตำรวจพร้อมร่องรอยบาดแผลตามร่างกายและใบหน้า แก้มที่บวมปูดและขอบตาที่แดงก่ำอย่างคนที่ผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก ในตอนนั้นมีเพียงเขาคนเดียวที่อยู่บนสถานี กำลังนั่งหัวเสียกับเอกสารรายงานที่ลูกน้องนำเสนอ เมื่อเงยหน้าขึ้นมาเจอเด็กหญิงแก้วตา เขาไม่ได้แสดงท่าทีตกใจแต่อย่างใด เพราะเคยชินกับวัยรุ่นทั้งชายและหญิงที่หน้าตาเละเทะจากเหตุทะเลาะวิวาทกัน ถ้าเป็นกรณีแบบนั้นวัยรุ่นจะรวมตัวกันมาเป็นกลุ่มเพื่อแจ้งความอีกฝ่าย แต่นี้เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นวัยรุ่นเดินมาเพียงคนเดียว เธอแต่งตัวด้วยเสื้อยืดคอกลมมีลวดลายและกางเกงวอร์มขายาวและสะพายย่ามที่สกรีนชื่อโรงเรียนประจำอำเภอ ท่าทางไม่เหมือนวัยรุ่นหญิงก๋ากั่นที่เคยพบ เธอยังดูไม่เป็นวัยรุ่นเสียด้วยซ้ำ
“หนูอยากมาขอความช่วยเหลือค่ะ” เธอกล่าวอย่างกล้าๆกลัวๆ ทั้งๆที่ยังยืนอยู่ แม้จะมีเก้าอี้วางอยู่ข้างหน้า แต่ก็ไม่มีท่าทีจะนั่ง จนผมต้องบอกให้เธอนั่งลงก่อน เธอจึงเพิ่งสังเกตเห็นมันแล้วค่อยๆนั่งลงด้วยท่าทีสุภาพ เหมือนเด็กที่ถูกครูฝ่ายปกครองเรียกมาตักเตือน
“หนูอยากให้ฉันช่วยอะไรหรือ” ผมวางงานเอกสารแล้วเริ่มสอบถามเธอ
“หนูไม่อยากอยู่ที่บ้านกับแม่แล้ว อยากไปหาพ่อที่อยู่อำเภอ...”
“ทำไมล่ะ ทะเลาะกับแม่มาเหรอ”
“เปล่าค่ะ แต่หนูทนถูกตีไม่ไหวแล้ว” พูดพลางยื่นแขนทั้งสองข้างมาให้ดู
“ทำไมแม่ถึงตี เพราะหนูทำความผิดอะไรรึเปล่า”
“หนูไม่ได้ทำอะไรเลย แต่แม่คิดว่าหนูกับพ่อเลี้ยงมีอะไรกัน” เธอกลั้นใจพูดคำว่า มีอะไรกัน ออกมาอย่างยากเย็น
“ถ้ายังงั้นแสดงว่าแม่เข้าใจหนูผิด จึงลงไม้ลงมือกับหนู”
“ใช่ค่ะๆ” เธอตอบอย่างกระตือรือร้น
ตอนนั้นผมมองว่ามันคือปัญหาที่แม่และลูกที่กำลังย่างเข้าสู่วัยรุ่นมีความคิดที่แตกต่างกัน เด็กวัยรุ่นอาจจะเริ่มแสดงพฤติกรรมที่ต่อต้านพ่อแม่ จนมีการทะเลาะเบาะแว้งกันในครอบครัว พ่อแม่ที่ไม่เคยเห็นพฤติกรรมแบบนี้จึงอาจตกใจและลงโทษโดยใช้ความรุนแรง เพื่อควบคุมให้ลูกอยู่กับร่องกับรอย กรณีของแก้วตาเป็นการกล่าวหาฝ่ายแม่แต่เพียงฝ่ายเดียว ผมจึงคิดว่าหากได้ฟังความเห็นของทั้งสองฝ่าย สิ่งที่แก้วตาเข้าใจว่าตนไม่ได้ทำอะไรผิด แต่แม่ต่างหากที่เข้าใจผิดจนลงโทษเธอ อาจจะถูกแก้ไขได้ ผมจึงเสนอว่าจะเข้าไปเป็นคนกลางเพื่อพูดคุยปรับความเข้าใจกับแม่ของเธอ โดยบอกว่าถ้าเธอยอมเปิดใจรับฟังแม่ ต่อจากนี้ไปอาจจะไม่ต้องถูกทำโทษอีก หน้าของแก้วตาสีเผือดลงทันที
“คุณตำรวจช่วยไปส่งหนูที่บ้านพ่อตอนนี้ได้รึเปล่าค่ะ ขอร้องละค่ะอย่าให้หนูเจอกับแม่อีกเลย” เธอยกมือไหว้ขอร้องผมอย่างเวทนา แต่ตอนนั้นผมกลับคิดว่าเธอต้องปิดบังอะไรบางอย่าง จึงไม่อยากเผชิญหน้ากับแม่แล้วต้องการหนีไปอยู่กับพ่อ ผมจึงตอบปัดไปอย่างแล้งน้ำใจว่า
“ถ้าฉันพาหนูไปส่งบ้านพ่อ แล้วแม่ของหนูมาแจ้งความว่าฉันลักพาตัวลูกสาว ฉันก็ต้องถูกลงโทษสิ เอาอย่างนี้ดีไหมให้ฉันโทรหาพ่อของหนูแล้วให้พ่อมารับตัวหนูไปดีกว่า”
“พ่อไม่ยอมมารับค่ะ หนูโทรไปแล้วแต่พ่อให้หนูอยู่กับแม่” เธอพูดก่อนจะปล่อยโฮออกมา
“ถ้าพ่อเห็นควรให้หนูอยู่กับแม่แล้ว แสดงว่าเขาต้องมั่นใจแล้วว่าหนูจะมีความสุขมากกว่าอยู่กับเขา เพราะฉะนั้นฉันขอแนะนำว่าให้เธอลองเปิดใจคุยกับแม่ดีกว่า ค่อยๆพูดกับท่าน เดี๋ยวท่านก็เข้าใจ”
“หนูลองพูดคุยแล้วค่ะ แม่ไม่ฟังแล้วเอาแต่ทุบตีหนู ได้โปรดเธอค่ะ พาหนูไปส่งให้พ่อเถอะค่ะ” เธอยังคงยกมือไหว้กราบกราน แต่ผมก็ยังยืนยันหนักแน่นเช่นเดิม
“กลับบ้านเถอะหนู แม่เราไม่ใช่ยักษ์ไม่ใช่มาร เขาคงไม่ฆ่าแกงลูกในไส้หรอก” เธอกรีดร้องเสียงดังพร้อมหน้าตาที่ไหลพรั่งพรูออกมาจากตาทั้งสองข้าง ผมกวักมือเรียกลูกน้องที่เดินเข้ามาเพราะได้ยินเสียงดัง แล้วบอกให้เขาพาเด็กไปส่งที่บ้าน
“อ้าว หนูเป็นอะไรไป เอ๊ะ ใช่ลูกสาวเจ๊มนรึเปล่าเนี่ย” ลูกน้องร้องทัก แสดงว่าเขาต้องรู้จักบ้านของเด็กคนนี้แน่นอน
ผมมองเห็นเจ้าหน้าที่คนอื่นที่เริ่มกลับมาทำงานแล้ว มองดูนาฬิกาที่ติดบนฝาผนังแสดงเวลาว่าเป็นช่วงบ่ายโมงกว่าแล้ว ถึงคราวที่ผมจะออกไปพักผ่อนบ้างแล้ว ผมลุกจากเก้าอี้ที่เพิ่งนั่งตัดสินชะตาชีวิตของเด็กผู้หญิงที่ชื่อแก้วตา
ผมเชิญทั้งฝ่ายพ่อและแม่ของแก้วตามาให้การเพิ่มเติมที่สถานีตำรวจในวันนั้นเลย ผมสวมบทเป็นผู้สอบสวนแบบที่เคยใฝ่ฝันมานาน เพียงไม่นานก็ได้ความจริงจากปากของแม่แม้ๆและพ่อเลี้ยง
เมื่อวานตอนเวลาประมาณ 17.00 น. เด็กหญิงแก้วตากลับจากโรงเรียนมาพบพ่อเลี้ยงที่นั่งดื่มเหล้าอยู่บ้านเพียงลำพัง จึงวางกระเป๋าก่อนจะออกไปข้างนอกอีกครั้ง เพราะไม่อยากอยู่กับเขาแค่สองต่อสอง แต่พ่อเลี้ยงคว้าตัวไว้ได้ทัน เขาเอามือปิดปากเพื่อไม่ให้เธอส่งเสียงร้อง และกดตัวเธอลงกับพื้นเพื่อกระทำมิดีมิร้าย มีร่องรอยขีดข่วนและรอยกัดที่มือและแขนของเขา แสดงว่าเด็กหญิงพยายามดิ้นรนขัดขืนอย่างเต็มกำลัง เขาโมโหที่ถูกกัดจนเลือดไหลจึงชกเข้าที่ท้องของเด็กหญิงให้เธอหมดแรงขัดขืน เธอเจ็บปวดจนตัวงอและทำได้เพียงขอร้องว่า
“อย่าทำหนูเลย หนูกำลังมีรอบเดือนอยู่” หวังจะใช้ข้ออ้างนี้ทำให้เขาหมดอารมณ์ แต่กลับกลายเป็นว่ามันยิ่งทำให้เขากระหยิ่มยิ้มย่อง เพราะไม่ต้องกลัวว่าเธอจะท้อง ขณะที่ถอดกางเกงชั้นในของตัวเองลงมากองที่เข่าแล้ว นางมนฤดีก็กลับจากที่ทำงานมาทันเห็นภาพบาดตา เธอรีบผลักชายคนรักออกจากตัวลูกสาว แล้วตัวเองก็ขึ้นคร่อมแทนที่แล้วลงมือทุบตีเด็กหญิงแก้วตาอย่างโหดร้าย พร้อมทั้งด่าทออย่างหยาบคาย
“อีชาติชั่ว กูบอกแล้วใช่มั้ยว่าอย่ามายุ่งกับพวกกู กูจะฆ่ามึงให้ตายเสียวันนี้ อีนังเด็กร่าน”
เธอทุบตีจนแทบหมดแรงโดยไม่ฟังคำขอร้องจากลูกสาว จนเมื่อการอ้อนวอนไม่เป็นผล เด็กหญิงจึงฮึดสู้กลับแล้วด่ากลับคืน ความโกรธเข้าครอบงำอีกครั้ง เธออ้างว่าพลั้งมือบีบคอลูกสาวจนเธอขาดใจตาย ลำคอของเด็กหญิงปรากฎรอยฝ่ามือของแม่แท้ๆเป็นรอยชัดเจน เธอมาได้สติเมื่อเห็นว่าเด็กหญิงนอนนิ่งตาเหลือกและไม่มีลมหายใจแล้ว เนื่องจากท้องของแก้วตาถูกต่อยและนั่งทับเป็นเวลานานทำให้เลือดประจำเดือนไหลซึมออกมามากจนเกินกว่าที่ผ้าอนามัยจะซับได้หมด มันจึงซึมออกมาข้างนอกจนเปื้อนพื้นกระเบื้อง
สองผัวเมียตกใจมาก พวกเขากลัวว่าจะถูกจับในข้อหาฆ่าคนตาย จึงรีบคิดหาทางอำพรางศพ นายคมสันต์เสนอให้เอาศพไปฝังกลบใกล้กับบริเวณภูเขาขยะที่อยู่ห่างจากบ้านไปเกือบ 80 กิโลเมตร หวังใช้กลิ่นขยะที่เหม็นเน่ากลบกลิ่นศพและคิดว่าต่อให้ฝังตื้นๆแล้วเอาขยะกลบทับก็จะไม่มีกระทั่งสุนัขตัวใดมาขุดคุ้ย
เมื่อคืนพวกเขาจึงใช้ผ้าห่มห่อศพและรีบขับรถออกไปยังจุดหมาย โดยไม่รู้ว่ามีสายตาของนายภูมิจับจ้องดูการเคลื่อนไหวอยู่ เพื่อรอจังหวะที่ตนจะขับรถพาเด็กหญิงแก้วตาเดินทางไปบ้านพ่อเช่นกัน เขาไม่รู้ว่าในรถยนต์คันที่นายคมสันต์ขับออกไปมีศพของแก้วตาอยู่ ส่วนเด็กหญิงแก้วตาที่เขาบอกให้เธอหมอบอยู่เบาะหลังนั้นแท้ที่จริงคือวิญญาณที่มีความต้องการอย่างแรงกล้าจะไปหาพ่อผู้ให้กำเนิด
แต่เมื่อดวงวิญญาณได้ยินคำพูดของพ่อที่บอกว่า
“... อย่างไรเสียอีแม่ก็คงไม่ฆ่าลูกตัวเองหรอก” คำพูดที่ทำร้ายจิตใจซ้ำแล้วซ้ำอีกจนเกินจะรับไหว ตอนนี้เธอถูกแม่แท้ๆฆ่าแล้วจริงๆ ทำไมบรรดาคนที่เธอเคยไปขอความช่วยเหลือ จึงไม่เชื่อคำพูดของเธอ ทำไมพวกเขาปฏิเสธน้ำตาและบาดแผลที่ส่งสัญญาณว่าเธอถูกทำร้ายทั้งทางร่างกายและจิตใจอย่างแสนสาหัส แต่เลือกที่จะเชื่อว่าแม่จะไม่มีวันฆ่าลูกในไส้
แก้วตาจึงเลือกที่จะจากไปอีกครั้ง เหลือไว้เพียงแต่คราบเลือดประจำเดือนที่ยืนยันว่าวิญญาณของเธอเคยประทับอยู่ ณ ที่แห่งนั้น
ดวงวิญญาณอันบริสุทธิ์เฝ้ามองนายตำรวจที่เธอเคยไปวิงวอนขอความช่วยเหลือกำลังคุมตัวสองคนร้ายไปยืนยันจุดที่ฝังร่าง ขยะกองโตมหึมาส่งกลิ่นเหม็นจนแทบอาเจียนปกคลุมร่างเล็กๆจนมิดชิด กว่าจะหาเจอก็ใช้เวลาและกำลังคนไปไม่น้อย ร่างในผ้าห่มถูกเผยออกมาให้เห็นว่าอยู่ในสภาพที่น่าขยะแขยงและสยดสยองเกินจะบรรยาย
บรรดาชาวบ้านในชุมชน ญาติพี่น้อง สื่อมวลชนและพ่อของเธอกำลังร้องไห้ปริ่มจะขาดใจ เพราะสงสารในชะตากรรมของเด็กหญิง
เธอไม่เข้าใจว่าพวกเขาจะร้องไห้ไปเพื่ออะไร ในเมื่อตอนที่เธอยังมีชีวิตอยู่ พวกเขาก็ไม่เคยยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ โดยอ้างว่าเป็นเรื่องภายในครอบรัวที่คนภายนอกไม่ควรเข้าไปยุ่ง แม้กระทั่งพ่อของเธอที่ผลักไสให้เธอไปอยู่กับแม่ แต่ตอนนี้กำลังดิ้นรนพยายามฝ่าผู้คนเพื่อจะเข้ามากอดร่างที่ไร้วิญญาณของลูกสาว จะมาแสดงความรักตอนที่สายไปเพื่ออะไร
แม่ที่ถูกตำรวจบังคับให้จุดธูปขอขมาต่อดวงวิญญาณของลูกสาว เอาแต่พร่ำเรียกเด็กหญิงว่า ”ลูกรัก” คำที่เธอไม่เคยได้ยินยามเมื่อเธอยังมีลมหายใจ
อาจเป็นเพราะว่าดวงจิตสุดท้ายของแก้วตาผูกพันกับคำถามที่คิดมาตลอดว่า ‘ ทำไมไม่มีใครเชื่อ ’ ทั้งที่เธอพยายามขอความช่วยเหลือมากขณะนั้น และคะนึงถึงแต่เส้นทางไปบ้านของพ่อ จึงทำให้วิญญาณที่ไม่เคยได้รับการปลอบโยนยามเป็นมนุษย์ เฝ้าถามและขอความช่วยเหลือจากผู้ที่ใช้เส้นทางนั้นในการสัญจรยามค่ำคืน
เมื่อถึงเวลาเดียวกับที่เธอขาดใจตาย แก้วตาจะเดินไปตามเส้นทางจากบ้านแม่ไปบ้านพ่อ เลาะริมทางไปเรื่อยโดยไม่สนใจเลือดประจำเดือนที่ไหลซึมจนชุ่มกระโปรงนักเรียน และไหลรินลงมาตามขาจนเปลี่ยนถุงเท้าสีขาวให้กลายเป็นสีแดง คอที่มีรอยฝ่ามือสองข้างประทับจนเป็นสีม่วงคล้ำ เธออาจจะกำลังยืนโบกรถเพื่อขอติดไปลงบ้านพ่อ หรือถามคำถามซ้ำๆว่า
“ทำไมไม่มีใครเชื่อ” เพาะคำพูดของเด็กไม่น่าเชื่อถือ หรือเพราะความคิดที่เชื่อมั่นในความรักของแม่ที่มีต่อลูกที่ถูกส่งต่อกันมาเป็นร้อยๆปี มีอานุภาพเกินจะเปลี่ยนใจคนเราให้หันมามองเห็นความเป็นจริงไม่ได้เชียวเหรอ
“ไม่ว่าไอ้แก้วตามันจะเล่าเรื่องหรือถามอะไรมาก็ตาม พวกเอ็งห้ามตอบว่า ‘ไม่เชื่อ’ เป็นอันขาด”
“อ้าว? ทำไมละลุง” วัยรุ่นทั้งสามที่นั่งฟังพลางจิบเหล้ากับกินกับแกล้มจนแทบเกลี้ยงทุกจานถามขึ้นมาพร้อมกัน
“ไม่งั้น เอ็งจะโดนมันหักคอแบบนี้” ลุงมนพบิดคอตัวเองที่สามารถหันแต่คอกลับไปมองด้านหลังได้ โดยที่ร่างกายยังคงตั้งตรงอย่างเดิม
“อีแก้วตา มันกลับมาหักคอกูตั้งแต่วันที่กูพาลูกน้องไปขุดศพมันแล้ว”
ทั้งกลุ่มทิ้งแก้วเหล้าในมือ พลางร้องตะโกนอย่างคนเสียขวัญ พวกเขารีบสตาร์ทรถแล้วเร่งเครื่องขับออกไปให้ห่างจากบ้านลุงมานพมากที่สุด ลมเย็นปะทะเข้าหน้าทำให้สร่างเมาจนเห็นร่างเด็กหญิงที่มีเลือดไหลนองจากหว่างขาจนกระโปรงและถุงเท้าชุ่มโชก บนคอมีรอยมือบีบประทับอย่างชัดเจน กำลังใช้มือโบกรถของพวกเขาแล้วพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน
”พี่จ๋า ขอฉันติดรถไปด้วยหน่อย”
คนทั้งสามบนรถมอเตอร์ไซค์สองคันตกใจจนควบคุมรถไม่อยู่ รถทั้งสองคันเกี่ยวกระหวัดเหมือนงูรัดนำพาร่างคนทั้งหมดให้ชนเสาหลักกิโลเมตร จนคอหักตายทั้งหมด
|