|
เขาคนนั้น
โดย ดวงธิดา ยอซฮ์นิกค์
‘ก็ขอโทษนะ ที่ไม่ได้อยู่รอให้นายมาส่ง แต่เราชอบนายว่ะ’
ข้อความที่ผมกดส่งเมื่อปี ค.ศ.2006 เด้งขึ้นมาในหัว มันเป็นข้อความที่โคตรคลิเช่ น้ำเน่า และอ่อนเยาว์อย่างไม่น่าเชื่อ
ผมแทบจะลืมข้อความนั้นไปแล้ว แต่ตอนนี้ตัวการที่ทำให้เขียนข้อความนั้นยืนอยู่ตรงหน้า ห่างกันไปแค่ครึ่งระยะตู้รถไฟฟ้า ผมยืนอยู่ใกล้ประตู ในขณะที่เขายืนอยู่กลางขบวน ตอนนี้เป็นชั่วโมงเร่งด่วน มีผู้โดยสารจำนวนมากยืนบดบังสายตา แต่ผมเห็นเขา เขาเด่นชัด เหมือนที่เขาชัดเจนในความทรงจำ
ปี ค.ศ. 2006 ณ สนามบินดอนเมือง ผมอายุ 23 ปี จบมหาวิทยาลัยมาได้ครึ่งปี ไม่ได้ทำงานเป็นชิ้นเป็นอันเพราะมัวตามฝันกับอาชีพเย็บตุ๊กตา ตุ๊กตาหน้าตาพิลึก ไม่น่ารัก ไม่สวย และแน่นอนว่า ไม่มีใครอยากได้ พ่อแม่ที่มีฐานะมีหน้าตาในสังคมคงเบื่อฟังเรื่องความฝันและเสียงจักร จึงเสนอให้ไปเรียนต่อต่างประเทศ เริ่มจากไปเรียนคอร์สสั้น ๆ หรือจะเรียนต่อปริญญาโทไปเลยยิ่งดี ดีกว่านั่งถีบจักรไปวัน ๆ
“ก็ดีนะ ไม่มีอะไรทำก็ไปเรียนขำ ๆ ถือว่าไปชุบตัวเมืองนอกก็ได้” เขาบอกผม
“ก็ดี ก็คิดว่าจะไปแหละ” ผมล้อเลียนเขา เขาใช้คำว่า ก็ ในบทสนทนามากเกินความเป็นจำเสมอ
“ก็ดีไง แล้วนายจะโทรเรียกเราออกมาปรึกษาทำไมวะ” เขาเอนตัวพิงเก้าอี้ ยกมือขึ้นกอดอก คิ้วเข้มขมวดนิด ๆ
“ไม่ได้เจอกันนานแล้ว มาเจอกันบ้าง” ผมหัวเราะแล้วยักคิ้วกวนประสาท แบบที่รู้ว่า เขาจะส่ายหน้าแล้วยิ้มนิด ๆ
ผมมองปฏิกิริยาของเขา ขณะกลืนคำว่า คิดถึง และเหตุผลอย่าง แค่คิดถึง อยากเจอ อยากเห็นตัวเป็น ๆ ลงคอไป
การไปเรียนเมืองนอกสักพักอาจจะทำให้ได้เจอผู้คนใหม่ ๆ เจอสังคมใหม่ ๆ พาผมออกจากวังวนเดิม ๆ คนเดิม ๆ ที่ไม่มีวันเป็นไปได้
“อยู่ได้ชั่วโมงเดียวนะ ต้องไปรับหญิง มีนัดกินข้าวเย็นกับที่บ้าน” เขาก้มลองมองนาฬิกา
“เออ ป๊าม้าสบายดีไหม”
“ดี ปกติทุกอย่าง” เขาตอบแค่นั้น
บ้านเราอยู่ใกล้กัน ตอนขึ้นมัธยมปลาย ครอบครัวผมย้ายมาอยู่ข้างบ้านเขา ยกครอบครัวมาจากจังหวัดภูเก็ต เพราะผมมาเรียนต่อโรงเรียนมัธยมปลายชื่อดัง และคงเรียนต่ออยู่กรุงเทพฯ อีกหลายปี ผมเป็นลูกคนเดียว พ่อแม่เลยลงทุนย้ายบ้านเพื่อนอนาคตที่ที่สุดของผม
ครอบครัวคนจีนสองครอบครัวที่บ้านติดกันจึงรู้จักกัน ไม่ได้สนิทสนม แต่เป็นเพื่อนบ้านกันในระดับที่ฝากดู ๆ บ้านเวลาไม่อยู่บ้านได้
ผมกับเขาเรียนโรงเรียนเดียวกัน ชั้นเดียวกัน แต่คนละห้อง เขาอยู่ห้องท็อปวิทย์-คณิต ส่วนผมอยู่คณิต-ภาษาญี่ปุ่น แต่เพราะบ้านเราใกล้กัน เลยเจอกันระหว่างทางไป-กลับโรงเรียนบ่อย ๆ พวกเราขึ้นรถไฟฟ้าไปเรียน และตอนนี้ผมก็เจอเขาบนรถไฟฟ้าอีกแล้ว
ภาพเขาตอนนั้น เกือบซ้อนทับกับภาพเขาที่ยืนอยู่ห่างไปครึ่งตู้รถไฟฟ้า หลายปีผ่านไป แต่เขายังโดดเด่นดูดีเหมือนเดิม ตัวสูง ผิวขาว ผมดำตัดทรงเดิม ที่เพิ่มมาคงเป็นร่องรอยเห็นวัยเล็ก ๆ ที่ปรากฏอยู่บนหน้าผากและหางตา เขาไม่ได้ดูแก่สักนิด แค่ให้ความรู้สึกเป็นผู้ใหญ่ ชุดนักเรียนมัธยมที่อยู่ในความทรงจำ ถูกแทนที่ด้วยเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีฟ้าอ่อนและกางเกงสแลคสีดำเข้ารูปที่ส่งให้รูปร่างสูงเพรียวของเขาดูดีมาก ๆ ดูเหมือนช่วงบ่าของเขาจะกว้างขึ้น เขาอาจจะเริ่มออกกำลังกายและดูแลตัวเองมากขึ้นในช่วงหลายปีที่เราไม่ได้ติดต่อกัน เขาสะพายกระเป๋าหนังใบย่อมไว้บ่นบ่าข้างหนึ่ง ในมือถือหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊ต เขาอ่านหนังสืออย่างตั้งอกตั้งใจ เมื่อก่อนเขาออกจะติดเกมในมือถือ อย่าบอกนะว่าตอนนี้เขาตามกระแส ด้วยการเป็น Performative Reading ผมเผลอยิ้ม รู้สึกเหมือนกำลังนินทาเขาระยะเผาขน
เสียงประกาศบอกสถานีต่อไปเริ่มด้วยภาษาไทย ตามด้วยภาษาอังกฤษ ผมเหลือบตาขึ้นมองแผนที่ อีกสามสถานีจะถึงต้นทางที่ผมวางแผนไว้ ผมหันไปมองเขา ผู้โดยสารจำนวนหนึ่งขยับมาทางประตูเพื่อเตรียมลง เขาถูกบดบังไปครู่หนึ่งจนผมต้องยืดคอมอง กลัวเขาจะคลาดไปจากสายตา
ผมกับเขาคลาดกันไปพักใหญ่ช่วงเข้ามหาวิทยาลัยปีแรก ๆ ผมข้ามรั้วจากโรงเรียนมัธยมไปมหาวิทยาลัยชื่อดังที่อยู่อีกฝั่ง นักเรียนกว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์ที่เรียนที่เดียวกับเรา เลือกเรียนที่มหาวิทยาลัยนี้ แต่เขาเลือกไปเรียนไกลถึงศาลายา ทำให้เราแทบไม่เจอกันเลย
ผมคิดถึงเขา และนั่นอาจจะเป็นช่วงเวลาที่ผมเข้าใจความรู้สึกของตัวเอง มันมากกว่าเพื่อน น่าแปลก ทั้งที่เราไม่ได้สนิทกัน ไม่ได้เป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกัน แต่ทำไมผมถึงรู้สึกกับเขาแบบนี้ แถมรู้ตัวช้าอีกต่างหาก
ชีวิตมหาวิทยาลัยมีอะไรให้ทำเยอะ มีผู้คนมากหน้าหลายตา ผมมีเพื่อนใหม่ สังคมใหม่ กิจกรรมใหม่ แต่ผมตั้งตารอวันเสาร์อาทิตย์มากเป็นพิเศษ เพราะผมอาจมีโอกาสได้เจอเขา ผมคอยมองออกไปนอกหน้าต่าง หวังว่าจะเห็นเขาเดินออกไปซื้อโจ้กตอนเช้า หรือไม่ก็เดินไปเซเว่นระหว่างวัน ถ้าจังหวะดี ผมจะบังเอิญออกจากบ้านหลังเขานิดหน่อย รอระยะเหมาะ ๆ จากนั้นค่อยออกปากเรียก ใจเต้นแรงตอนเขาหยุดเดินและหันกลับมา ใจเต้นแรงอีกนิดตอนเร่งฝีเท้าเดินไปหาเขา และใจแทบเต้นออกมานอกหน้าอกตอนเดินไปกับเขา
บทสนทนาของเรายาวเท่าที่ระยะทางจากปากซอยและบ้านจะอำนวย เราคุยกันเรื่องชีวิตมหาวิทยาลัย ผมชอบเขาถามว่า เรียนยากมากไหม แลกเปลี่ยนเรื่องราวของเพื่อนเก่าที่พอคุ้นเคย เลยไปคุยเรื่องสับเพเหระ เกมที่เขาแทบไม่มีเวลาเล่น ร้านอร่อยแถวมหาวิทยาลัยของพวกเรา และไม่ลืมบ่นเรื่องเบื่อเบียดคนบนรถไฟฟ้า
ผมเม้มปาก ผู้คนบางตาลงนิดหน่อย ผู้โดยสารเก่าลงไป ผู้โดยสารใหม่ขึ้นมา อาจเพราะเราเดินทางออกห่างจากกลางเมืองมาเรื่อย ๆ ผู้โดยสารที่ขึ้นมาจึงไม่มากนัก ชีวิตก็เป็นแบบนี้ มีคนผลัดเปลี่ยนเข้ามาตลอด พออายุเพิ่มขึ้น คนใหม่ที่เข้ามายิ่งน้อยลง และคนที่เหลืออยู่กับเราจนถึงปลายทางจะน้อยยิ่งกว่า
เขาขยับตัว เปลี่ยนมือที่ใช้ถือหนังสือ จากมือขวาเป็นมือซ้าย หน้าปกหนังสือเล่มที่เขาอ่านเป็นสีแดงสด ชื่อหนังสือเป็นอักษรกราฟฟิกสีขาว สายตาผมไม่ดีพอที่จะอ่านชื่อเรื่อง แต่ท่าทางตั้งอกตั้งใจของเขาทำให้ผมอยากรู้ว่าเขาอ่านอะไร นี่อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นบทสนทนาที่ดี ผมจะค่อย ๆ ขยับตัว พาตัวเองเข้าไปใกล้ ๆ เขา จ้องเขาสักหน่อย พอให้เขารู้ตัว คงยกสายตาจากหนังสือขึ้นมามอง
ไม่เอา ไม่ดี เขาอาจจะคิดว่าผมโรคจิตก็ได้ อยู่ดี ๆ ก็จ้องกันเขม็ง ผมควรจะหาวิธีที่น่าประทับใจมากกว่านี้ หรือจะลองแบบตรงไปตรงมา แมน ๆ เดินเข้าไปสะกิดไหล่ แล้วทักทายเขาเลย แสดงสีหน้าดีอกดีใจเต็มที่ ตอนที่ดวงตาเขามีประกายแสดงว่า จำผมได้ และดีใจที่เจอผมเช่นกัน
เขาจะดีใจไหมนะ
เขาอาจจะจำข้อความที่ผมส่งไปเมื่อปี ค.ศ. 2006 และพฤติกรรมบ้าบอของผมอย่างการบล็อกเบอร์เขา และตัดช่องทางการติดต่อทุกทางกับเขาตลอดหลายปีที่ผ่านมา
ระหว่างเขาจำผมได้ กับลืมผมไปสิ้นแล้ว อย่างไหนดีหรือแย่กว่ากัน
ผมกับเขากลับมาพบกันบ่อยขึ้นตอนผมเรียนปีสุดท้าย อักษรศาสตร์เอกภาษาญี่ปุ่น เรียนสี่ปี แต่คนจะเป็นหมออย่างเขาเรียนตั้งหกปี แต่ข้อดีคือเมื่อขึ้นปีสี่ เขากลับมาเรียนที่กรุงเทพ ฯ และวิทยาเขตอยู่ใจกลางเมือง เรานั่งรถไฟฟ้าสายเดียวกันไปเรียน
คราวนี้ผมทำตัวคลั่งรักหนุ่มข้างบ้านเต็มที่ วุฒิภาวะคนใกล้จบเป็นบัณฑิตคืออะไร ผมไม่มีหรอก ผมคอยแอบดูจนรู้เวลาออกจากบ้านของเขา ต่อให้วันนั้นผมมีเรียนเวลาไม่ตรงกัน ผมก็ยังดักออกจากบ้านพร้อมเขา เพียงเพื่อให้ได้ใช้เวลากับเขามากขึ้น จะได้มีโอกาสขยับฐานะจากคนข้างบ้านที่รู้จักกัน ให้กลายเป็นเพื่อนกับเขา
แล้วผมก็ทำสำเร็จเสียด้วย ผมกับเขากลายเป็นเพื่อนกัน เรานั่งกินข้าวเช้าที่ร้านโจ้กก่อนไปเรียนด้วยกัน วันหยุดไปเดินดูของด้วยกันก็ทำมาแล้ว ถึงจะเรียนคนละคณะ วิชาที่เรียนห่างกันเป็นโยชน์ เขาก็ยังชวนผมเขาออกไปนั่งอ่านหนังสือที่ห้องสมุดด้วยกัน ที่มหาวิทยาลัยผมบ้าง ที่มหาวิทยาลัยของเขาบ้าง ผมมีความสุขมาก รู้สึกว่าความสัมพันธ์ของเราพัฒนาไปในทางที่ดี
“นี่หญิง” เขาแนะนำผู้หญิงตัวเล็กหน้าหมวยที่เดินมานั่งข้างเขา
“สวัสดีค่ะ” เธอทักทาย
“สวัสดีครับ” ผมทักทายกลับ พยายามยิ้มน้อย ๆ ทั้งที่ใจร่วงลงไปอยู่ตาตุ่ม
“มากันนานรึยัง” หญิงวางถุงผ้าใบใหญ่บนโต๊ะ ในนั้นอัดแน่นไปด้วยหนังสือ
“ก็สักพักละ ทำไมไม่โทรมาให้เราไปช่วยขน หนังสือก็หนักขนาดนี้” เขาจับมือเล็ก ๆ ประดับด้วยนิ้วเรียวยาวมาพลิกดู บ่นพึมพำว่ามือแดงหมดแล้ว
“หนักนิดหน่อย แต่หญิงได้ที่จอดรถใกล้แค่นี้เอง ถือไหวค่ะ” เธอยิ้มหวาน เป็นผมก็คงยิ้มแบบนั้น เขาแสดงออกชัดว่าใส่ใจ
“เป็นอะไร ทำไมทำหน้าแบบนั้น” เขาหันมาถามผม
ผมเผลอแสดงสีหน้าแบบไหนออกไปกันนะ ผมยกมือขึ้นลูบหน้า
“ปวดท้องนิดหน่อย เดี๋ยวมานะ” ผมรีบลุก ก้มหัวน้อย ๆ ให้หญิง แล้วเผ่นออกมาจากตรงนั้น
เขานัดเธอมาอ่านหนังสือด้วย ไม่เห็นบอกผมสักคำ แต่ก็นั่นแหละ ทำไมเขาต้องบอก ผมมองตัวเองในกระจก ใบหน้าตี๋ ๆ ดูขมขื่น เขาเห็นสีหน้าแบบนี้ของผมหรือเปล่า ผมเปิดน้ำล้างหน้า ในอกเจ็บหนึบ กิริยาของเขาและเธอตอกย้ำความจริงที่ว่า เขาชอบผู้หญิง เขาไม่ได้มีรสนิยมชอบเพศเดียวกันแบบผม ความหวังที่จะพัฒนาความสัมพันธ์ก้าวข้ามโซนเพื่อนหายไปในวินาทีนั้น
ผมออกมายืนมองเขากับหญิงอ่านหนังสือด้วยกัน แววตาและทุกการกระทำแสดงชัดถึงความรักใคร่อ่อนโยน ผมกำลังชั่งใจ ระหว่างหนีกลับบ้านหรือกลับไปที่โต๊ะตัวนั้น กลับไปเพื่อรักษาระดับความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนระหว่างเราเอาไว้ ถ้าผมเดินหมากผิด แม้แต่ความเป็นเพื่อนก็อาจจะไม่เหลือ
ผมชอบเขาขนาดไหน
ชอบมากพอที่จะทนดูเขาอยู่กับหญิง…เพื่อให้ผมยังได้อยู่กับเขา
รถไฟฟ้าเลื่อนเข้าจอด และผมที่มัวอยู่กับความคิดตัวเองเกือบเสียหลักล้ม หูไม่ได้ยินเสียงประกาศเข้าสถานี ยังดีที่กระชับห่วงพลาสติกในมือได้ทัน
ผู้คนบางตาลงไปมาก เขายังยืนอ่านหนังสืออยู่ที่เดิมทั้ง ๆ ที่ตอนนี้มีเก้าอี้ว่างแล้ว ผมเองก็ยังยืนอยู่ที่เดิม ยังชั่งใจว่าจะทักทายเขาด้วยวิธีไหน
“ค่อยยังชั่วขึ้นหน่อย” ผมยิ้มให้ทั้งคู่หลังจากเดินกลับมาที่โต๊ะตัวเดิม
“ปวดท้องเหรอ กินอะไรแปลก ๆ มาหรือเปล่า” เขาถาม
“ไม่หรอก ช่วงนี้เครียดเรื่องทำงานจบ เลยท้องไส้แปรปรวนนิดหน่อย” ผมแก้ตัว
“ใกล้จบแล้ว ดีจังค่ะ พวกเรายังต้องเรียนอีกหลายปีเลย” หญิงถอนหายใจ
เธอเรียนคณะแพทย์ที่เดียวกับเขา เป็นเพื่อนร่วมชั้นปี ผมไม่รู้ว่าพวกเขาคบกันหรือยัง ใจหนึ่งอยากถาม แต่อีกใจกลัวเจ็บปวดกับคำตอบ
“หญิงอยากเป็นหมออะไร” ผมยิ้มน้อย ๆ ให้แนบเนียน
เขาอยากเป็นศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เพราะรู้สึกว่าระบบโครงร่าง กล้ามเนื้อ กระดูก ข้อต่อ เส้นเอน และเส้นประสาทมันช่างซับซ้อนน่าสนใจ ผมแอบยู่หน้าตอนเขาเล่า ภาพเขาผ่าแขนขา ต่อกระดูกหรือเลาะเส้นเอน น่ากลัวพิลึก
“หญิงสนใจอองโค…หมอเฉพาะทางด้านมะเร็งค่ะ” เธอให้รายละเอียดหลังผมทำหน้างง ๆ
“ก็คนป่วยเป็นมะเร็งมากขึ้นทุกปี ๆ ที่หญิงเลือกก็ถูกทางแล้วล่ะ” เขายิ้ม ตาฉายแววภูมิอกภูมิใจ
“นั่นสินะ” ผมยิ้มแย้ม พยักหน้าเออออไปกับความหวานแหววทั้งที่ในใจขมปี๋
แต่ก็ยังดีที่เขาจะไม่หายไปจากชีวิต เราจะยังเป็นเพื่อนกันต่อไป แค่นี้ผมก็คงมีความสุขพอแล้ว
ผมเรียนจบมหาวิทยาลัย แต่ไม่รู้จะทำงานอะไร ส่วนเขาเรียนแพทย์ศาสตร์ปีที่ห้า เรียนหนักมาก และต้องเตรียมสอบใบประกอบวิชาชีพฯ ขั้นที่ 2 เขาบ่นบ่อย ๆ ว่าเหนื่อย และเสริมว่ายังดีที่มีหญิงอยู่ข้าง ๆ ช่วยกันเรียน เป็นกำลังใจให้กัน ผมเลยเปลี่ยนเรื่องด้วยการเล่าเรื่องตุ๊กตาหน้าตาน่าเกลียดที่ผมคิดจะทำขาย เปิดภาพสเก็ตในมือถือให้เขาดู เขาหัวเราะแล้วบอกว่าชอบที่เห็นกระดูกปูดออกมาตรงโน้นตรงนี้ตัดกับผ้าขนนุ่ม ๆ สีสดใส ผมหัวเราะตาม อย่างน้อยก็มีเขาคนหนึ่งแล้วที่ชอบ
ผมนึกถึงวันสุดท้ายที่เรานั่งคุยกัน วันที่ผมบอกเรื่องไปเรียนต่อ จากนั้นผมก็เก็บข้าวของไปสนามบินดอนเมืองกับพ่อแม่ เขาบอกว่าจะมาส่ง วันนั้นเขาต้องขึ้นวอร์ด แต่คิดว่าน่าจะมาทัน
ผมหวังที่จะได้เห็นหน้าเขาอีกครั้ง วางแผนไว้แล้วว่าจะสารภาพความรู้สึกที่เก็บมานานแสนนาน ผมเคยกลัวว่าเขาจะมีปฏิกิริยาแบบไหน แต่นี่คือโอกาสดี ถ้าเขารังเกียจหรือโกรธ ผมก็ไม่อยู่ให้เขาเห็นหน้าแล้ว ผมวางแผนไว้ว่า การไปจากไทยครั้งนี้ ผมจะไปอยู่ยาว ๆ ไปเริ่มต้นใหม่ และผมอยากไปแบบไม่มีอะไรติดค้าง
‘รถติดมาก อยู่บนแท็กซี่ เข้าเกตกี่โมง’ เขาส่งข้อความมาถาม
อีกสิบห้านาที ผมมองบอร์ดดิ้งพาสที่เหน็บอยู่กับพาสปอร์ต ผมควรเดินไปที่จุดตรวจเพื่อสแกนกระเป๋าได้แล้ว พ่อแม่ผมเข้ามากอดและอวยพรอีกครั้ง พ่อตบไหล่บอกให้รีบไปก่อนจะตกเครื่อง ผมไหว้ลา ก่อนทำทีเดินไปที่ Security Check พอพวกท่านลับตา ผมกลับรีรอและหยิบมือถือขึ้นมา
‘อีกสิบนาที’ ผมพิมตอบ
ไม่กี่วินาทีหลังจากนั้นเขาก็โทรมา ผมมองเครื่องมือสื่อสารในมือ ปล่อยให้มันสั่นด้วยแรงที่สั่นน้อยกว่าหัวใจผม
เขาไม่มีทางมาทัน ผมรู้ทันที เขาโทรมาเพื่อบอกลา
…และผมก็เห็นทางหนีของตัวเอง
ผมกดปฏิเสธรับสาย จากนั้นลงมือพิมข้อความที่คิดอยากจะบอกเขามาตลอด
‘ก็ขอโทษนะ ที่ไม่ได้อยู่รอให้นายมาส่ง แต่เราชอบนายว่ะ’
ผมกดส่งข้อความและปิดมือถือทันที หย่อนเครื่องมือสื่อสารลงกระเป๋ากางเกง แล้วลากสัมภาระเดินไปที่จุดตรวจ จากนั้นเดินไปหน้าเกตด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง ลังเลว่าจะเปิดมือถืออีกครั้งดีไหม ที่ทำไปมันโคตรปัญญาอ่อน แต่ในขณะเดียวกัน นี่คือวิธีเด็ดขาดวิธีเดียวที่คนสิ้นคิดอย่างผมคิดออกตอนนั้น
ผมมองผ่านหน้าต่างเล็ก ๆ ของเครื่องบินลงไปยังกรุงเทพฯ ไฟจากท้องถนนยาวเหยียดคดเคี้ยว เขาน่าจะอยู่ตรงไหนสักแห่งท่ามกลางแสงเหล่านั้น อ่านข้อความนั้นและบอกลาผม
นอกจากข้อความบอกลาและคำสารภาพแบบสิ้นคิด ผมทำตัวงี่เง่าหนักขึ้นอีก ด้วยการตัดทุกเส้นทางการติดต่อระหว่างเรา ฝังกลบเขาไว้ในความทรงจำ เป็นการจากลาที่ไม่ดีเลย
เขาผุดขึ้นในห้วงความคิดเป็นบ่อยครั้งในช่วงแรก แต่ผมพยายามทำเป็นไม่ใส่ใจ เปลี่ยนไปคิดเรื่องอื่น เรื่องเรียน เรื่องงาน เรื่องคนที่ผ่านเข้ามาในความสัมพันธ์ คนเราพอพยายามทำอะไรซ้ำ ๆ สุดท้ายก็ทำได้ ผมคิดว่าตัวเองเลิกคิดถึงเขาได้สำเร็จ
ผมทำไม่สำเร็จหรอก นาทีปัจจุบันในรถไฟฟ้า เขายืนอยู่ที่เดิม ผมยืนอยู่ที่เดิม ผ่านมานานขนาดนี้แล้ว ผมโตขึ้น เขาโตขึ้น ผมมองมือซ้ายที่จับหนังสืออยู่ตอนนี้ ไม่มีแหวนบนนิ้วนาง เขาแต่งงานกับหญิงหรือเปล่า มีลูกด้วยกันไหม หรือพวกเขาเลิกรากัน แล้วเขามีคนอื่นไหม มีครอบครัวแบบไหน เขาอาจจะแต่งงานแล้ว แต่เพราะอาชีพศัลย์แพทย์ทำให้เขาใส่แหวนไม่ได้
การกลับมาเจอกันอีกครั้งเป็นเรื่องดีไหม
เมื่อปี ค.ศ. 2006 ผมเป็นคนขี้ขลาดที่ไม่กล้าเผชิญหน้ากับเขา ผมในวันนี้ควรจะกล้าสิ นี่อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมได้เห็นเขา เรื่องนี้ติดอยู่ในใจมานาน เพราะมันไม่มีตอนจบที่ชัดเจน และถ้าปล่อยไปก็อาจจะติดอยู่ในใจผมไปทั้งชีวิต ผมที่โตขึ้นแล้วควรจะกล้าหาญสิ
หัวใจผมเต้นรัวเร็ว มือเย็นเฉียบชื้นเหงื่อปล่อยห่วงพลาสติกที่เผลอกำแน่น อีกไม่ไกลจะถึงสถานีปลายทางของผมแล้ว ถ้าเขายังลงสถานีเดียวกัน เราอาจจะได้ใช้เวลาด้วยกันนานขึ้น ได้คุยกัน ไต่ถามสารทุกข์สุขดิบ ผมอยากรู้ว่าที่ผ่านมาเขามีความสุขดีไหม อยากบอกเขาว่าผมมีความสุขที่ญี่ปุ่น ผมกลับมาไทยเมื่อด้วยเหตุผลทางครอบครัว แต่อีกหนึ่งอาทิตย์ผมจะบินกลับญี่ปุ่น ประเทศที่กลายเป็นบ้านของผม ที่นั่นผมโตขึ้นและกล้าหาญขึ้น
รู้ตัวอีกที เขาก็อยู่ตรงหน้า ห่างจากผมไปในระยะไม่ถึงครึ่งเมตร ดวงตาที่จับจ้องหนังสือเหลือบขึ้นมองผม
ผมยิ้มสุภาพ
เขามีสีหน้าแปลกใจ
ผมพยักหน้า ยิ้มกว้างอีกนิด
ร่างกายแสดงความรู้สึกจากส่วนลึก ผมอยากคุยกับเขา ผมดีใจที่ได้เจอเขา
“หวัดดี” ผมทักทาย
เขาลดหนังสือในมือลง เอียงคอมองหน้าผม คิ้วเข้มขมวดน้อย ๆ
“อ่านอะไรอยู่เหรอ”
ผมเห็นประกายกระจ่างแว่บหนึ่งในดวงตาเขา เหมือนภาพจิ๊กซอร์ปะติดปะต่อลงตัว
“ดีไหม” ผมถามต่อ ผมหมายความว่า เขาสบายดีไหม
“ก็ดีครับ” เขาตอบ “ผมเพิ่งเริ่มอ่าน เห็นรีวิวจากในอินเตอร์เน็ตว่าดี ก็เลยลองอ่านดู”
ผมยิ้ม อุ่นใจกับคำว่า ก็ สองครั้งที่ได้ยิน น้ำเสียงเขาเปลี่ยนไป จังหวะการพูดเปลี่ยนไป แต่เขายังใช้คำว่า ก็ เหมือนเดิม
“สบายดีไหม ไม่เจอกันนานเลย” ผมถาม
เขาขมวดคิ้วและเม้มปาก
“เรากลับมาไทยเพราะเรื่องที่บ้านน่ะ” ผมพูดต่อ
เขาพยักหน้ารับ
“คุณหมอทำงานที่ไหนเนี่ย” คำถามเหมือนจะไหลออกจากตัวผมไม่หยุดหย่อน
เขาเม้มปากแน่นขึ้น เอียงคออีกครั้ง
เกิดความเงียบระหว่างเราครู่ใหญ่ เขาครุ่นคิดบางอย่าง ก่อนตอบด้วยเสียงสุภาพ
“ผมว่าคุณจำคนผิดแล้ว”
ผมยิ้มค้าง ร่างกายเย็นวาบ เหมือนเลือดทั้งตัวไหลลงไปที่เท้าในเสี้ยววินาที
“นี่เราเอง นายจำได้ไม่ได้เหรอ” ผมบอกชื่อตัวเอง รวมถึงบอกชื่อโรงเรียนมัธยมที่เราเรียน
“คุณจำคนผิดจริง ๆ ครับ ผมจบสวนกุหลาบ แล้วก็ไม่ได้เป็นหมอครับ….” เขาขยับตัวให้ผมเห็นสายคล้องคอแบบที่พนักงานออฟฟิศใช้กัน บนสายผ้ามีชื่อธนาคารอันดับต้น ๆ ของไทย
คนนี้ไม่ใช่เขาคนนั้น
เลือดที่ไหลลงไปรวมที่ปลายเท้าเมื่อคู่ เหมือนพุ่งขึ้นมารวมกันที่หน้า โดยเฉพาะรอบกระบอกตาที่ตอนนี้ร้อนผ่าว
จังหวะนั้นรถไฟฟ้าเขาจอดที่สถานีปลายทางของผม
ผมยิ้ม ค้อมหัวนิด ๆ แทนคำขอโทษ ผมรีบพาตัวเองลงจากรถไฟฟ้า เดินก้มหน้าด้วยความอับอาย สาวเท้ายาว ๆ ก้าวเร็ว ๆ อยากไปจากตรงนี้ให้เร็วที่สุด แต่ยังไม่ทันได้ลงบันไดก้าวที่ห้าใครบางคนที่เดินสวนมากลับยกแขนขึ้นขวางหน้าผมไว้
“ขอโทษครับ” ผมก้มหน้างุด พยายามก้าวหลบ หางตาเห็นชายเสื้อสีขาวยาวคลุมสะโพก เหมือนเสื้อกราวด์ของหมอแบบสั้น
“ก็มัวแต่ก้มหน้า เดี๋ยวก็ล้มไปหรอก นี่ก็รออยู่ว่าจะได้เจอไหม” เขาพูด
|