¦ ¦ ¦ ¦


ฉบับที่ 36 : ประจำวันที่ 1 สิงหาคม 2569


เพื่อนร่วมรุ่น
โดย หมอแมว



แสงไฟสีนวลเพดานสาดส่องลงมากลางห้องจัดเลี้ยงโรงแรม เสียงเพลงยุคปีสองพันดังคลอมาจากลำโพง ผสมกับเสียงหัวเราะและเสียงตะโกนเรียกชื่อกันข้ามโต๊ะ ระคนไปกับเสียงแก้วกระทบกัน ป้ายตัวหนังสือที่ห้อยอยู่เหนือเวทีเขียนด้วยฟอนต์ลายมือเป็นคำว่า
"เลี้ยงรุ่น น้ำเงินเทารุ่นที่ 45"
โต๊ะปูผ้าขาวเรียงรายที่ด้านข้างของห้อง แต่ละโต๊ะมีอาหาร ขนม และเครื่องดื่มจัดวางสไตล์บุฟเฟ่ต์ ผู้คนในห้องนี้ล้วนเป็นผู้ชายวัยสามสิบห้าสามสิบหก ส่วนใหญ่สวมเสื้อสีโทนน้ำเงินหรือเทา จับกลุ่มพูดคุยกันให้สมกับที่ไม่ได้พบกันมานาน ส่วนที่มุมหนึ่งห้องของห้องจัดเลี้ยง พัชระยืนพิงเสาพร้อมกับแก้วในมือ เขาไม่ได้แตะแอลกอฮอล์สักหยดตั้งแต่มาถึง แค่ยกแก้วน้ำส้มขึ้นจิบช้า ๆ แล้วกวาดสายตามองไปรอบห้อง
“เฮ้ย! พัชระ!” เสียงตะโกนดังจากไกล ๆ เพื่อนคนหนึ่งยกแขนโบก มืออีกข้างถือแก้วเบียร์
“ยืนทำอะไรอยู่ตรงนั้นคนเดียว มาดื่มด้วยกันสิ!” พัชระยกแก้วในมือขึ้นเล็กน้อย ยิ้มมุมปากแล้วส่ายหน้าเบาๆ เขาไม่ตอบอะไร เพียงแค่มองต่อไป มองผ่านกลุ่มเพื่อนที่กำลังตบไหล่กัน มองผ่านกลุ่มที่กำลังร้องเพลงกัน มองผ่านกลุ่มที่กำลังคุยโม้เรื่องลูกเมียหรือเรื่องเงินๆทองๆ
“เฮ้ย… พัชใช่ไหมวะ?” เสียงคนข้างๆ ดังขึ้น ชายรูปร่างอ้วนท้วมในเสื้อเชิ้ตลายสก๊อตยกมือแตะไหล่เขาเบา ๆ พัชระหันไป ยิ้มมุมปาก
“ใช่”
“โอ้โห ใช่จริงๆ ที่เรียนห้องเดียวกันตอนม.1”
“ใช่ ดีใจที่เจอกัน” พูดจบก็พยักหน้าอีกครั้ง อีกฝ่ายพยักหน้าแล้วไม่ได้คุยหรือแม้แต่บอกชื่อของตัวเอง และพัชระก็ไม่ได้คิดจะถามอีกฝ่าย
ที่อีกมุมหนึ่ง มีคนสองคนยืนคุยกัน เสียงพอลอยมาให้ได้ยิน
“เฮ้ย คนนั้นชื่ออะไรนะ… หน้าคุ้นๆ”
“พัช… พัช… พัชอะไรสักอย่างนี่แหละ” สุดท้ายก็โบกมือมาแต่ไกล ไม่ได้เดินมาใกล้ พัชระยกมือโบกตอบสั้น ๆ ยิ้มให้ แล้วก้มมองน้ำในแก้วต่อ
คนเดินผ่านไปผ่านมาหลายคน แต่พัชระไม่ได้คุยเกินสามประโยคกับใครเลยสักคน จนกระทั่งมีมือหนัก ๆ ตบลงบนไหล่ซ้ายดังเผียะพร้อมเสียงหัวเราะคุ้นเคยดังข้างหู
“ไอ้เหี้ย มายืนอะไรเงียบๆตรงนี้วะ” พัชระหันขวับรอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้า ณพลยืนยิ้มกว้าง ผมยังสั้นเกรียนเหมือนสมัยมัธยม ส่วนกันย์ที่ผมยาวประบ่ายืนยิ้มอยู่ข้างๆกัน
“คิดว่าจะไม่มาแล้วนะไอ้หมอ” กันย์แซว พัชระหัวเราะ ครั้งแรกของคืนนี้ที่เสียงหัวเราะจริงๆของเขาดังออกมา

***
ในห้วงคำนึงอดีต เด็กนักเรียนชายเสื้อขาวกางเกงน้ำเงินกลุ่มหนึ่ง วิ่งออกจากห้องเรียนลงไปตามบันได เด็กคนที่วิ่งนำหน้าสุดร้องเรียกเพื่อนๆในกลุ่มให้ตามมา ทั้งหมดมุ่งหน้าไปยังจุดหมายเดียวกัน
***

เสียงหัวเราะของณพลยังค้างอยู่ในลำคอคำแซวของกันย์ยังไม่ทันหลุดปากต่อ ไฟในห้องจัดเลี้ยงก็ค่อย ๆ หรี่ลง เพลงที่กำลังดังอยู่ถูกตัดกะทันหัน เหลือแต่เสียงเครื่องปรับอากาศกับเสียงกระซิบกระซาบที่ค่อยๆเงียบลง ชายคนหนึ่งเดินขึ้นบันไดข้างเวทีช้าๆโดยไม่มีใครเชิญ ไม่มีใครรู้ว่าเขาจะทำอะไร เขายกไมค์ขึ้นจากแท่นวาง แล้วยกมือเคาะเบาๆ
“ขอโทษที่ขัดบรรยากาศเพื่อนทุกคน” เสียงเขาดังก้องในความเงียบ “เราดีใจมากจริง ๆ ที่ได้มาเจอ …. เจอเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันมานาน”
เขาหยุดนิดหนึ่ง หายใจเข้าลึก ๆ “แต่มีเรื่องนึง… ที่เราอยากทำมาตลอด 17 ปี แต่ไม่เคยมีโอกาสสักครั้ง วันนี้เราขอทำมันซะที”
“ขอโทษครับ” คำว่า “ขอโทษ” คำนั้นหลุดออกมาแผ่วเบา แต่ทุกคนในห้องได้ยินชัดเจน
“สมัยม.ปลาย เรากับเพื่อนอีกหลายคนเคยนึกสนุก เราเคยรังแกเพื่อนคนนึง ทั้งแกล้ง ทั้งล้อเลียน ทั้งทำร้ายจิตใจ”
“เราเรียกเขาว่า ‘ไอ้หน้าขี้’ ‘ไอ้ตัวประหลาด’ ‘ไอ้คนไม่มีใครคบ’ ”
“เราทำเพราะคิดว่ามันตลก แต่ตอนนี้เรารู้แล้วว่ามันไม่ตลกเลย” เขาเงียบไปสองสามวินาทีแล้วเขาก็เดินลงจากเวที เดินตรงไปยังมุมห้องด้านที่มืดที่สุด ฝั่งตรงข้ามกับที่พัชระยืนอยู่
ไฟสปอตไลต์สองดวงที่เคยสาดไปทางวงดนตรี ถูกบังคับเลี้ยวตามเขาทันที แสงสีขาวสาดลงตรงชายร่างผอมคนหนึ่งที่ยืนพิงกำแพงคนเดียว ชายคนนั้นมือล้วงกระเป๋ากางเกง ยืนก้มหน้า ยืนอยู่นิ่งสนิทมาตั้งแต่เริ่มงาน
ชายถือไมค์เดินเข้าไปยืนห่างจากเขาราวสองเมตร ไมค์ยังคงชี้ไปที่ปากตัวเอง
“เรืองเดช….” เสียงเขาสั่น “เราขอโทษนายด้วย”
“ตอนนั้นเรายังเด็ก เรามันโง่ เราไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำลงไปมันทำร้ายนายขนาดไหน ถ้านายยังรู้สึกเจ็บอยู่…เราขอโทษจากใจจริง”
“ยกโทษให้เราได้ไหม”
ไมค์ถูกยื่นออกไปข้างหน้าราวกับรอให้อีกฝ่ายรับช่วง แต่เรืองเดชยังคงนิ่งเงียบเพียงยกหน้าขึ้นช้าๆ แสงไฟสาดลงบนใบหน้าที่ปราศจากรอยยิ้ม
ห้องจัดเลี้ยงเงียบกริบจนแทบไม่ได้ยินเสียงหายใจ ทันใดนั้นชายรูปร่างสูงโปร่งคนหนึ่งเดินตัดผ่านแสงสปอตไลต์ เขาเอื้อมมือไปหยิบไมค์จากมือคนแรก
“กูด้วยว่ะ” เสียงของเขาดังกว่าคนก่อนหน้า
“ตอนม.5 กูก็เป็นหนึ่งในพวกที่เฮตามเพื่อนๆล้อเลียนมึง กูไม่เคยคิดเองหรอกแค่เห็นเพื่อนทำก็หัวเราะตาม เห็นเพื่อนแกล้งก็แกล้งตาม ตอนนั้นกูโง่จริงๆที่คิดว่ามันเป็นเรื่องสนุก แต่พอโตมา … กูรู้สึกละอายใจตัวเองทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องนี้” เขาหันไปมองเรืองเดชตรง ๆ
“ไอ้เรือง กูละอายใจจริงๆที่แกล้งมึง”
ไมค์ถูกยื่นให้เรืองเดชแต่เขาไม่มีโอกาสได้รับ เพราะมีคนต่อมาเดินมารับช่วงต่อ
แล้วก็คนต่อมา
แล้วก็คนต่อมา
ผู้คนสามสิบกว่าคนลุกขึ้น วางแก้วน้ำในมือของตนเดินตรงไปที่มุมห้องที่แสงไฟส่องอยู่ พวกเขาเดินไปยืนเข้าแถวเรียงหนึ่งหน้าชายร่างผอมที่ยังยืนพิงกำแพงนิ่งเฉย
“กูเคยผลักมึงตกบันได… ขอโทษจริงๆ ตอนนั้นกูทำตามคนอื่นๆ คิดถึงวันนี้แล้วยังรู้สึกผิดไม่หาย”
“ผมเคยเขียนคำด่าลงกระดานดำหน้าห้อง… ขอโทษเรืองเดชด้วย”
“เราเคยแอบเทน้ำปลาลงกระเป๋านาย เราไม่ได้ตั้งใจจริงๆ ตอนนั้นเราแค่คุยกันกับทุกคนแล้วทำตาม”
คนที่สี่ คนที่ห้า คนที่สิบ …

***
นักเรียนหัวโจกชี้นิ้วไปข้างหน้า นักเรียนที่วิ่งตามหลังมาผลักนักเรียนตัวเล็กจนล้มคะมำหน้าคว่ำจากบันได อีกฝ่ายพยายามหนี แต่ผู้เป็นหัวโจกหัวเราะและร้องเรียกให้ทุกคนวิ่งไล่ต่อไป
***

คำขอโทษดังซ้ำๆ จนเปลี่ยนบรรยากาศงานเลี้ยงรุ้นไปจนหมดสิ้น บางคนน้ำตาคลอ บางคนก้มหน้า บางคนยกมือไหว้ขอโทษ
เรืองเดชไม่ได้ขยับตัว ไม่ได้พยักหน้า ไม่ได้ยิ้ม ไม่ได้พูดสักคำ เขาเพียงยืนนิ่ง แสงไฟสาดลงบนใบหน้าที่ปราศจากรอยยิ้ม สายตาของเขาเลื่อนผ่านคนที่กำลังยืนต่อแถวขอโทษ เลื่อนผ่านใบหน้าที่เคยหัวเราะเยาะเขาเมื่อสิบเจ็ดปีก่อน แล้วมาหยุดนิ่ง ตรงจุดที่พัชระยืนอยู่
ณพลกับกันย์ยังยืนอยู่ข้างๆ พัชระ ทั้งสามคนไม่ได้ขยับเท้าไปไหน ไม่ได้เข้าไปร่วมต่อแถว ไม่ได้พูดอะไรสักคำ
สายตาของเรืองเดชจ้องมาที่พัชระเพียงคนเดียว ความโกรธที่กองไว้นานแสนนานเริ่มคุกรุ่นขึ้นจากก้นบึ้งของดวงตาคู่นั้นมันลุกโชนขึ้นทีละน้อย ทีละน้อย จนไม่ต่างอะไรจากเปลวเพลิงที่พร้อมเผาผลาญ
พัชระจ้องมองสายตาที่เต็มไปด้วยไฟแค้นนั้นกลับไปตรงๆ
ไมค์ยังคาอยู่ในมือคนที่สิบเจ็ด คนๆนั้นกำลังพูดว่า “กูรู้สึกผิดจริงๆว่ะ ตอนนั้นกู…” เรืองเดชเอื้อมมือไปคว้าไมค์จากมือคนนั้นอย่างแรง กระชากจนคนพูดเซ
“เงียบ!” เสียงเขาดังสนั่นจนลำโพงสั่น ทุกคนในห้องสะดุ้ง เรืองเดชยกไมค์ขึ้นจ่อปากตัวเอง ใบหน้าแดงก่ำ ดวงตาแดงก่ำยิ่งกว่า
“พวกมึงทุกคน…” เสียงเขาสั่นด้วยความโกรธที่กักไว้มานานเกินไป “เห็นแก่ตัวไม่มีเปลี่ยน!”
“พวกมึงขึ้นมาพูดกันทีละคน ทีละคนพูดแต่ ‘กูรู้สึกผิด’ ‘กูคึกคะนอง’ ‘กูเฮตามเพื่อน’ ‘กูโตแล้วกูเลยเข้าใจ’ พวกมึงพูดแต่เรื่องของตัวเองทั้งนั้น” เขาชี้มือไปรอบห้องอย่างเกีี้ยวกราด เหมือนกำลังชี้หน้าทุกๆคน
“ไม่มีสักคน ไม่มีสักคนเลยที่ถามกูว่ากูรู้สึกยังไง ไม่มีสัคนที่ถามว่ากูอยากฟังคำขอโทษพวกนี้ไหม ไม่มีสักคนที่ถามก่อนว่ากูยินยอมไหมที่พวกมึงขุดฝันร้ายนี่มาวางแบไว้กลางงานแบบนี้ พวกมึงมองกูเป็นแค่ตัวประกอบในละครแก้บาปของพวกมึง!”
เสียงเขาขาดตอนเพราะเสียงสะอื้น แต่ยังฝืนพูดต่อ
“พวกมึงไม่เคยคิดถึงความรู้สึกกูเลย! แม้แต่ตอนขอโทษก็ยังคิดถึงแต่ตัวเอง!” เขาหยุดหายใจเข้าออกช้าๆ รวบรวมสติคืนกลับมา แล้วยกไมค์ขึ้นอีกครั้ง
“ปีนั้นตอน ม.5
กูตื่นเช้ามาโรงเรียนทุกวันด้วยความกลัว
กูกลัวเจอพวกมึง กลัวเสียงหัวเราะ กลัวคำพูด กลัวสายตา
กูกลัวจนต้องกินข้าวไม่ลง นอนไม่หลับ
กูรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นขยะ เป็นของเล่น เป็นสิ่งที่พวกมึงเอามาเหยียบย่ำให้สนุก
ทุกวันกูอยากตาย กูอยากตายจริง ๆ”
เขาหยุดนิดหนึ่ง น้ำตาเอ่อล้นที่หางตาแต่ไม่ได้ไหลออกมาเหมือนถูกสะกดกลั้นเอาไว้
“สุดท้ายกูก็ทนไม่ไหว
กูลาออก
กูต้องหนีไปเรียนที่อื่น
กูเปลี่ยนโรงเรียน เปลี่ยนทุกอย่างที่ทำให้กูนึกถึงพวกมึง
กูเกรดตกจนไม่ได้เข้าคณะที่ต้องการ
กูใช้เวลาหลายปีกว่าจะกล้าแม้แต่จะมองหน้าคนอื่นตรงๆ
กูใช้เวลาหลายปีกว่าจะเลิกฝันร้ายว่าจะถูกรังแก”

***
นักเรียนชายร่างเล็กนอนคู้ตัวอยู่ที่พื้นสนาม ร้องไห้และอ้อนวอนไม่ให้เพื่อนแกล้ง แต่เพื่อนร่วมชั้นทั้งหลายไม่สนใจ พวกเขาถุยน้ำลายใส่ เอารองเท้านาบเสื้อ ถอดเอาเข็มขัดจากกางเกงไปซ่อน นักเรียนร่างเล็กร้องไห้ทุกวัน ทุกวันที่ตื่นมาโรงเรียนเป็นฝันร้ายของเขา ฝันร้ายที่ไม่สามารถตื่นหลบหนีได้
***

เรืองเดชชี้นิ้วไปทางเพื่อนร่วมรุ่นที่ยืนนิ่ง “แล้ววันนี้ พวกมึงเอาเรื่องที่กูพยายามฝังไว้ใต้ดิน มาขุดขึ้นมาโชว์กันต่อหน้าทุกคน เพื่อให้พวกมึงรู้สึกดีกับตัวเองว่าขอโทษแล้ว จบแล้ว โล่งอกแล้ว”
“พวกมึงคิดว่ากูไม่รู้เหรอ?” เรืองเดชยิ้มมุมปาก แต่ไม่ใช่รอยยิ้มที่อภัย “กูเคยมางานเลี้ยงรุ่นนี้มาแล้วสามครั้ง ไม่เคยมีสักครั้งที่พวกมึงเดินมาขอโทษกูแบบนี้ แล้วทำไมปีนี้ถึงได้พรั่งพรูกันออกมาขอโทษเป็นขบวน”
เขาหัวเราะในลำคอ เสียงแห้งผาก
“เพราะปีนี้กูได้รางวัลนักเขียนไง เพราะนิยายเล่มนั้นของกูเกี่ยวกับการบูลลี่ในโรงเรียน แล้วมีการสร้างเป็นซีรียส์ไง พวกมึงคงอ่านหรือได้ดูสัมภาษณ์ของกูที่ว่าได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องจริงแล้วกลัวใช่ไหม กลัวว่าจะถูกแฉ”
เขาชี้นิ้วไปรอบห้องอีกครั้ง
“พวกมึงไม่ได้สำนึกผิดหรอก พวกมึงแค่กลัว … กลัวว่าอดีตเลว ๆ จะตามมาทำลายชีวิตดี ๆ ที่พวกมึงสร้างกันมา กลัวที่บ้านรู้ กลัวที่ทำงานรู้แล้วจะส่งผลต่อหน้าที่การงานของพวกมึง”
“พวกมึงขึ้นมาขอโทษ เพื่อจะได้มีข้ออ้างในวันข้างหน้าว่า ได้สำนึกผิดและขอโทษไปแล้วก่อนเรื่องจะแดง” เรืองเดชพูดต่อเสียงต่ำลงแต่ดังชัดยิ่งกว่าเดิม
“กูไม่ยกโทษให้ กูไม่ยกโทษให้พวกมึง” เขาหันขวับสายตาจ้องตรงมาที่มุมห้องตรงที่พัชระยืนอยู่
“โดยเฉพาะมึง โดยเฉพาะมึง ไอ้พัชระ!” เสียงเขาขมขื่น
“กูจำไม่ได้หรอกว่าตอนนั้นมีใครบ้างที่รังแกกู จำชื่อไม่ได้ จำหน้าไม่ได้“
”กูจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าทุกอย่างมันเริ่มจากอะไร” เรืองเดชหายใจเข้าลึกๆ แววตาเต็มไปด้วยไฟแค้น
“แต่สิ่งที่กูจำได้ไม่ลืมเลยตลอดสิบเจ็ดปี…ก็คือมึง ไอ้พัชระ”
“มึงคือคนที่เริ่มต้นทุกอย่าง”
“มึงอาจจะไม่ได้เป็นคนรังแกกูโดยตรงทุกวัน มึงอาจจะไม่ได้เป็นคนตบหน้า ไม่ได้เป็นคนเขียนคำด่าบนกระดาน”
“แต่ครั้งแรก ครั้งแรกที่ทำให้กูกลายเป็นเป้าของทุกคนในห้อง…ก็คือมึง!” เขาแค่นเสียงพูดออกมาอย่างชิงชัง

****
ที่หน้าห้องน้ำ นักเรียนชายร่างเล็กร้องอ้อนวอนขออีกฝ่ายไม่ให้ทำอะไรตน แต่นักเรียนอีกคนไม่สนใจ กระชากคอเสื้อลากไปที่ประตูห้องน้ำ เปิดประตูออกเผยให้เห็นโถนั่งที่มีอุจจาระที่ยังไม่ถูกกดส่งกลิ่นเหม็น นักเรียนชายร่างเล็กพยายามดิ้นรน แต่ว่ากลุ่มนักเรียนกว่ายี่สิบคนด้านหลังช่วยกันปิดทางหนี ร่างของเขาถูกลากเข้าไปที่ห้องน้ำ ใบหน้าถูกกดให้มุดลงไปที่โถ
****

“ตอนที่มึงถีบกูในห้องน้ำ มึงถีบจนกูลื่นล้มลงไปเสื้อเปื้อนขี้ที่ไม่ได้กดในโถส้วม แล้วมึงก็หนีไป” เรืองเดชกล่าว ”แล้วคนอื่นๆก็เข้ามาล้อกู“
“วันรุ่งขึ้นเพื่อนทั้งชั้นเรียกกูว่า ‘ไอ้หน้าขี้’ ฝันร้ายของกูเริ่มขึ้นตั้งแต่วันนั้น!” เขาหันมองตรงไปที่พัชระอีกครั้ง พัชระยังยืนนิ่งเหมือนเดิม ใบหน้าเรียบเฉย ไม่กระดุกกระดิก เหมือนกำลังดูหนังที่ตัวเองไม่ได้เกี่ยวข้อง
เรืองเดชสูดหายใจเข้าลึกๆ
“มึง!ไอ้พัชระ กูไม่มีวันยกโทษให้มึง มึงเป็นคนผิดที่สุดในเรื่องนี้แท้ๆ แต่ตอนที่คนอื่นกลัวจนมาสารภาพความผิด มึงยังลอยหน้าลอยตาทำทองไม่รู้ร้อน”
“มึงคือคนผิดแท้ๆ แต่มึงไม่มีแม้แต่ความรู้สึกสำนึก”
“กูไม่มีวันยกโทษให้มึง“ เรืองเดชวางไมค์ลงที่โต๊ะ แล้วเขาก็หันหลังเดินตรงไปที่ประตูทางออกโดยไม่หันกลับมา
ห้องจัดเลี้ยงเงียบสนิทเหลือแต่เพียงเสียงลมหายใจและเสียงน้ำแข็งที่ละลายจนเคลื่อนลงมากระทบกันในแก้ว เวลาผ่านไปเกือบนาที มีใครคนหนึ่งถอนหายใจยาวแล้วเดินไปหยิบเค้กมาใส่จาน เสียงกระซิบกระซาบเริ่มตามมา เสียงแก้วกระทบกัน เพลงถูกเปิดขึ้นอีกครั้ง แล้วเสียงพูดคุยภายในงานก็กลับมาดังขึ้นอีกครั้งเหมือนไม่เคยเกิดอะไรขึ้น
ณพลหันไปมองกันย์ แล้วส่ายหน้าช้าๆแล้วหันหน้าไปทางพัชระ “มันพูดแบบนี้ออกมาได้ไงวะ” ณพลพูดเสียงต่ำ “มันจำไม่ได้เหรอว่ามันทำอะไรเอาไว้กับมึงบ้าง”
กันย์พยักหน้าเห็นด้วย “ใช่ มันลืมไปแล้วเหรอ ว่าตั้งแต่ ม.1 มันกับพวกพ้องมันรังแกมึงขนาดไหน”
พัชระไม่ได้ตอบทันทีเขาเพียงหลับตาลงช้า ๆ ภาพเก่า ๆ พรั่งพรูเข้ามาในหัวเหมือนหนังที่ถูกฉายซ้ำ

******
นักเรียนร่างเล็กที่ใบหน้ากำลังจะสัมผัสอุจจาระดิ้นสุดแรงเกิดจนร่างกายพลิกลอดใต้วงแขนมาด้านหลัง เขายกเท้าขึ้นแล้วถีบก้นของคนที่รังแกเขาเต็มแรง เรืองเดชล้มคะมำลงไป ชายเสื้อที่ปล่อยนอกกางเกงป้ายจุ่มลงไปในโถอุจจาระ
“ฮ่าๆๆ ไอ้เรือง เสื้อมึงเปื้อนขี้ว่ะ”
“เหม็นว่ะ อี๋ ขี้เปื้อน”
“ไอ้หน้าขี้” พัชระวิ่งหนีออกมาหาณพลและกันย์ที่วิ่งมาช่วยโดยไม่มีใครสนใจรั้งตัวไว้ … ตอนนี้พวกคนที่คอยกลั่นแกล้งเขามาตลอดเปลี่ยนเป้าหมายไปล้อเรืองเดชแทน
นับแต่นั้น ลูกไล่ของเรืองเดชที่เคยรวมตัวกันบูลลี่พัชระก็หันไปล้อเลียนและกลั่นแกล้งเรืองเดชแทน แกล้งทุกวันเป็นประจำเหมือนกับที่เคยแกล้งพัชระ
จนสุดท้ายเรืองเดชก็ทนไม่ไหว
ลาออกจากโรงเรียนไปเอง
*****

พัชระลืมตาขึ้นช้า ๆ
สายตายังคงนิ่งสงบเหมือนเดิม
เขาพูดเบา ๆ เสียงเรียบ
“มันไม่ได้ลืมหรอก”
“มันแค่นึกถึงแต่ตัวเอง … และเพื่อนร่วมรุ่นเป็นแค่ตัวประกอบในชีวิตของมันเท่านั้น”





ขอสงวนสิทธิ์ข้อความทั้งหมดภายในเว็บไซท์
Copyright by http://www.espressoandcigarette.com