 |
ความว่าง, หนึ่งคืน
โดย พิชญะ ลาภาพันธุ์
ขอกอดได้มั้ย
แม่ฉีกกระดาษในสมุดบันทึกของผมตอนที่เรานั่งขัดสมาธิหน้าทีวี ลายมือหวัดอ่านไม่ออกเขียนด้วยปากกาสีน้ำเงินเข้ม ฉีกละเอียดจนเป็นแต่เพียงเศษ กระจายพื้น ผมมองเศษนั่นร่วงกระทบพื้นทีละแผ่นเศษ จนมันกลายเป็นผีเสื้อ ปีกสะเทือนแสง โบยบินไปสู่จุดจบ
แม่ไม่ได้ตอบคำถามของผม เธอไม่แม้แต่เงียบและกอด หากแต่เธอเงียบและนิ่ง และยังคงฉีกต่อ ผีเสื้อเต็มห้องของเรา และจุดจบได้มาถึง
ผมเดินออกมาจากห้องพร้อมกับแม่ เปิดประตูไม้สีขาว และก่อนก้าวออกผมเงยหน้ามองรอบ ๆ มันคือบ้านไม้เก่าของเรา สองชั้น อยู่ชานเมืองของเมืองในต่างจังหวัด เราไม่ได้พูดอะไรกันอีก ผีเสื้อยังคงบินว่อน ผมจำได้ว่าสมุดที่แม่ฉีกคือสมุดบันทึกประจำวันของผม มันหนาสี่ร้อยหน้า ผมเขียนถึงหน้าที่สามร้อยสี่สิบห้า มันยังเขียนไม่จบ ผมเว้นหน้าสุดท้ายเอาไว้สำหรับวันสุดท้าย ผีเสื้อกลายเป็นหมึกชีวิตผม ผีเสื้อกลายเป็นผีเสื้อ มันรออยู่ที่จุดจบ
ด้านนอกเป็นถนนยาวสู่สักที่ ผมมองไม่เห็น ไกลห่างออกไปนอกระยะสายตา มันมืดด้วยหมอกไอของยามเช้า ราวสิ่งใดก็ได้จะผุดเกิดปรากฏออก ความบังเอิญเป็นไปได้ แม่นำทางไป แม่ขอโทษ พูดซ้ำ ๆ ขอโทษ ขอโทษ ขอโทษ ผมถูกจูงมือไปข้างหน้า อย่างจำยอมไม่ขัดข้อง ไร้แรงต้านอย่างจงใจ
ในความมืดของหมอกขาว ทุกสิ่งที่ผมเคยเห็นและลืมเผยรูปร่างของมัน เครื่องเย็บผ้าอันเก่าที่แม่ใช้ ราวบันไดเหล็กที่พาขึ้นสู่ด่านฟ้า บัดนี้นำลงสู่ข้างล่าง โรงเรียนอนุบาลของผมแหลกยับเหมือนภาพจินตนาการของผมเมื่อครั้งเด็ก ด้วยพัดลมยักษ์ที่ผมเคยเห็นในการ์ตูน เป่าพัดจนผุพัง ผมเห็นหญิงคนแรกที่ตกหลุมรักใส่ชุดเจ้าสาวในงานแต่งงานของเธอที่ผมได้รับเชิญ และดอกไม้หนึ่งเมื่อครั้งเด็กที่ผมเด็ดดมลิ้มชิม และยางขมของมันติดมือมาด้วยกับน้ำหวาน รสสัมผัสนั้นเข้ามาในบัดดล และผมก็คายลิ้นออก แม่ไม่สนใจ ยังคงเดินต่อ เราเจอผู้คนอื่นที่ผมเคยเจอ ที่ไหนสักที่ในที่ไหนสักแห่งของเวลาชีวิต พวกเขาเดินสวนเราไป สู่อดีต สู่บ้านเก่าของผม และเมื่อเสียงคำว่าอดีตเข้าสู่โสตโดยหาที่มาไม่ได้ ผมจึงรู้ว่าผมเดินเข้าสู่อนาคต และผู้คนที่สวนทางเราไปคืออนาคตของอดีต หรือคือไม่มีคำว่าอดีตอนาคตปัจจุบัน มีแต่เพียงคำว่าเวลา แม่หยุดเดิน ผมหยุดตาม ข้างหน้าเราเป็นรถสีดำสามคันขับมา เราหลีกทางให้ มันมาพร้อมรถคันอื่น ๆ สีขาว ประกบด้านหน้าและหลัง ทุกคนที่เดินสวนเราหยุดลง จัดแถวเรียงยาว ทุกคนไม่ได้เดินไปข้างหน้าทุกคนหยุดอยู่ด้านข้าง
เรามาถึงโรงเรียนมัธยมของผม ดูจากแม่ค้าขายหมี่เหลืองที่อยู่ข้างหน้า เวลานี้คือช่วงอายุของผมตอนอยู่มัธยมห้า แม่หยุดและตายลง ตามหน้าที่น้ำตาผมไหล เพลิงพรานเผาแม่ในทันใด ผมยืนนิ่งอย่างสงบอย่างรวดเร็ว และน้ำตาที่ไหลออกเมื่อครู่ดับไฟศพนั่นลง เหลือเพียงเถ้ากระดูก ผมก้มกอบเถ้าอังคาร เป่ามันปลิว ลอยกลับไปยังอดีต ย้อนเส้นทางของเรา
ผมเดินเข้าโรงเรียน ภาพสลัวซ้อนประหนึ่งริ้วคลื่นคลั่งสาด เพียงหยุดหนึ่งของกาลเวลาแช่แข็ง ทุกสิ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว หนึ่งส่วนหกสิบหกของชีวิต และผมก็นึกถึงผมในขณะนั้น และพื้นที่รอบนอกเหมือมเริ่มเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น เหมือนการเดินทางที่รวดเร็วของแสงอาทิตย์ ปรากฏโดยไม่ต้องมีที่มา ข้ามพรมแดนของเวลา มันปรากฏผ่านที่ว่าง รถคันแรก บ้านหลังแรก และเลือดหยดแรกของหมาที่เลี้ยง ความเปราะแตกของเศษแก้วที่บาดเท้า กลางโรงเรียนที่ผมยืนอยู่ เต็มด้วยสายตาของทุกคน เพื่อนทุกคนที่เคยเป็นเพื่อน และทั้งที่ยังคงเป็น คงอยู่ และจากไปก่อน มองผม ทุกสิ่งสร้างของชีวิตผม ผมหลบหน้ารีบเดินจาก และวิ่งด้วยเท้าที่ยังคงมีเศษแก้วตกแตกจากอุบัติเหตุทิ่มแทงกาย และหมาที่วิ่งตามด้วยรอยแผลข้างลำตัวจากการถูกบาดด้วยลวดเหล็กของประตูรั้วบ้านหลังแรกของผม เราเดินและวิ่ง พร้อมแผลพวกนั้น ผมออกมาจากโรงเรียน สั่งหมี่น้ำพิเศษเกี๊ยว หมูแดง และเราก็นั่งลงบนโต๊ะ เพื่อนสนิทที่ตายไปแล้วของผมเดินมานั่งด้วย ตอนนี้เย็นและเราก็อยู่ด้วยกันอีกครั้งเหมือนครั้งก่อน เขาพูดถึงใครสักคนที่ผมจำไม่ได้ว่าเคยเกลียด ลืมแม้กระทั้งชื่อ เหมือนมันเป็นอดีตที่แสนไกล หมาตัวแรกของผมนั่งฟังด้วย เหมือนมันเข้าใจ ผมแบ่งหมูแดงให้มันกิน ด้วยรวดเร็วมันรับประทานหมดและรับฟังต่อ ผมจำได้ในที่สุดถึงผลรับของเย็นนั้นที่ผมคว่ำโต๊ะและต่อยเพื่อนคนนั้น และเมื่อผมกระทำตามความทรงจำ เราเดินไปต่อตามทางเดิม ผมกับหมาตัวนั้น
อีกครั้งผมหลบให้รถขบวนนั้น มีธงเหมือนทุกครั้ง ขนาบด้วยคันอื่น ๆ เหมือนทุกครั้ง และทุกคนหยุดกัน ผมเดินหน้าไปในถนนเวลา และเมื่อเดินมาถึงเวลาที่ผมเรียนปริญญาตรีที่กรุงเทพ หมาตัวนั้นก็กลับเป็นหมาเด็ก ตัวมันเล็กเหมือนครั้งแรกที่เจอ ผมมาจากจังหวัดหนึ่งที่ใต้สุดของประเทศ ต้องขึ้นเครื่องบินที่หาดใหญ่ มายังดอนเมือง นั่งแท็กซี่ไปอีกสักที่ของมุมเมืองที่ตอนนั้นผมไม่รู้จัก ความสับสนวุ่นวายที่ทับซ้อนมันนำผมสู่ห้องของเพื่อนตอนปีสามที่เราดูดบุหรี่กันที่ระเบียง และผมก็มีอะไรกับเธอที่ระเบียงนั้นตอนตีสามสิบห้า หมาตัวนั้นยังคงจ้องทุกกริยาในเวลานี้ ผมแค่ทำตามสิ่งที่ตัวเองเคยทำ ผมบอกเธอใช่มั้ยว่าผมเก่งสถิติ ผมบอกเธอใช่มั้ยว่าชีวิตคนหนึ่งคนมีความหมาย แต่เมื่อมันกลายเป็นฝูงชนมันจะกลายเป็นสถิติ เธอหัวเราะที่เหมือนร้องไห้ และบอกว่าผมสำบัดสำนวน ผมยิ้มและนึกในใจว่าผมเอามาจากไหน ผมเอามาจากสตาลิน และผมเจอประโยคนี้ในหนังสือประวัติของเผด็จการชื่อดังทั่วโลก เมื่อเธอยิ้มหลังจากประโยคนั้น ผมโน้มตัวจูบ และทันใดผมวิ่งออกไปนอกหอพักของเธอ ผมทำอะไร ผมถามตัวเอง ผมวิ่ง ผมวิ่ง สนามกีฬาที่คุ้นเคยครั้งเรียนมหาลัยอยู่ตรงหน้า หมาวิ่งไล่ตามผมทันแล้ว มันโตขึ้น และบ้านของผมอยู่กลางสนามกีฬานี้ มันตั้งรกรากและแผ่ลึกเนียนสนิทกับอาณาบริเวณรอบ ๆ เหมือนกับมันใช้ทั้งชีวิตตั้งแต่สร้างเสร็จปักหลักและตีสนิทกับที่นี่ สนามกีฬาโล่งว่าง ที่นั่งเรียงรายรอคนนั่ง ผมสับสนและกระจ่าง แสงไฟที่เปิด และผมวิ่งเข้าไปยังบ้าน หมาของผมถูกลวดกรีดเมื่อมันวิ่งตามมา และนั่นคือเลือดหยดแรกของมัน ผมเดินเข้าไปในครัวที่โทรศัพท์ตั้งอยู่บนโต๊ะกินข้าว โทรหาใครสักคนที่ไม่รับสาย รู้สึกเหมือนสนิททั้งชีวิตกับคนดังกล่าว กลับไปยังหน้าบ้าน ดูว่ารถคันที่ปรากฏกลางโรงเรียนยังอยู่มั้ย มันยังอยู่ มันกลับมา ทุกสิ่งกลับคืนสู่บ้าน สงบ ปลอดภัย ไม่มีความเสี่ยงใดจะเกิด และเหตุบังเอิญก็เกิดขึ้น มีผู้คนกรูกันเข้ามา ชูธงบางอย่างที่ผมไม่มีสิทธิ์เห็น เพียงเห็นว่ามันเป็นสีขาว แต่ไม่รู้ว่ามันคือธงอะไร แค่สีขาว แค่ธงหนึ่ง ผู้คนร้องตะโกนก้อง จากหนึ่งคน กลายเป็นสิบ จากเรื่องราวหนึ่ง ซับซ้อนหนึ่งของชีวิต กลายเป็นเรือนหมื่นเรื่อง และซับซ้อนหนึ่งหมื่นชีวิต หนึ่งหมื่นเส้นชีวิตอันซับซ้อนตัดกันทั้งหมดที่จุดตัดหนึ่งที่ชื่อว่ารอบบ้านของผม และผมเห็นสิ่งนี้ผ่านทีวีที่ห้องนั่งเล่น พร้อมโทรศัพท์ที่กำลังโทรหาใครสักคนที่ผมรู้จักและสนิททั้งชีวิต ความชัดเจนของผมหนักอึ้งในขณะนั้น ในเวลานี้ ลูกสาวของผมนั่งอยู่ข้าง ๆ หลังเธอกลับมาจากข้างนอก เหมือนเธอไม่ได้ฝ่าฝูงชนกลับมา เพียงแต่เดินมาอย่างปกติสุขไร้สิ่งใดเกิดขึ้น เธอนั่งข้าง ๆ กอดไหล่ผมอย่างแผ่วเบา และบอกว่า ไม่เป็นไรนะพ่อ และผมก็มองออกไปนอกหน้าต่าง หมาที่ยืนดูทุกการกระทำในอดีตของผมนอนลงในหลุมศพ เนินดินสูงที่มีดอกไม้สีแดงสด ชมพู ส้ม และเหลือง กลีบดอกช้ำด้วยแรงฝนกระหน่ำสามคืน และผมจำได้ว่าผมกลับมาและมีบ้านหลังแรกที่นี่ ทำงานที่หาดใหญ่และกลับมาที่ยะลา และบ้านที่ยะลาอยู่กลางการประท้วงเรื่องใดสักเรื่อง ของคนกลุ่มใดสักกลุ่มที่กรุงเทพ และผมกำลังโทรหาเธอ เมียของผม แม่ของลูกสาวที่กอดไหล่ เธออยู่รอบ ๆ บ้านของเรา ในฝูงชนรอบบ้านของเรา นั่งรถไฟไปเมื่อสองคืนก่อนพร้อมเพื่อน ๆ ร่วมรุ่นของเธอ และหมาตัวนั้นที่ดูการมีอะไรที่ระเบียงหอของเธอ ตายลงที่ข้างบ้านของเรา ฝังลงตรงนั้น อย่างเงียบเสียงรบกวนที่สุด
คุณไม่รับสายหลังทีวีถ่ายทอดสดตลอดคืนที่ผมไม่หลับไม่นอนจนถึงเช้า และลูกของเราก็เช่นกัน ลูกเกลียดและเหนื่อยและเห็นใจผมหลังจากคืนที่ถ่ายทอดสดนั้น เพราะผมเปลี่ยนไป ผมตะโกนความคิดของผมตลอดเวลาให้ทุกคนที่ผ่านทางมาเจอกับผม อย่างพยายามในทุกประโยค อวดเสียงและความรู้ของความจริงที่เรียนรู้จากเหตุสูญเสีย และใช่ และจบ ผมเขียน, ทุกประโยคความของซับซ้อนในหัว เป็นประโยคซ้ำ ๆ ประโยคหนึ่งตลอดห้าสิบเจ็ดหน้าของสมุดบันทึกก่อนแม่ฉีกและมันกลายเป็นผีเสื้อ ประเทศที่ฆ่าเมียผม ความหวังเป็นอารมณ์ที่ผิดพลาดที่สุดของมนุษย์ ความหวังคือนิรันดร์ ผิดหวังคือนิรันดร์ ความว่างศักดิ์สิทธิ์ ผมจำประโยคนี้จากไหนนอกจากตัวเอง ในความคิดและอดีตหนึ่ง และภาพร่างศพในโลงที่ถูกขนย้ายมาจากกรุงเทพมายังหน้าบ้านของเรา ฝูงชนในทีวีจอนั้นรอบบ้านของเราแตกตื่นหลังเสียงปืนปะทุ กระสุนทะลุ และภาพได้ถูกตัด ความเงียบ ความเงียบจากเสียงโทรศัพท์ที่ไม่ถูกตอบรับ ซ้ำแล้วซ้ำอีก อีกครั้งจนชินชา เหมือนเสียงปืนและระเบิด ไม่ว่าเสียงจากสิ่งใดและซับซ้อนของที่มาเสียงคือสิ่งใด มันไม่มีอะไรเหลืออยู่นอกจากเลือดทาอาบ และภาพถ่ายของสิ่งมีชีวิตที่กลายเป็นไร้ชีวิตถูกเบลอตัดสินและเตือนว่าเป็นภาพน่ากลัวห้ามดูเด็ดขาด รอบบ้านของผมทั้งกลางสนามกีฬาในทีวี และรอบบ้านของผมที่ยะลา ลดทอนเหลือแต่เพียงความจริงของเสียงปืน เสียงร่างล้มลง อดีตสิ่งมีชีวิตอันเต็มล้นด้วยอารมณ์เปลี่ยนสู่สถิติประจำปี จำนวนศพของเหตุการณ์รุนแรงฆ่าฟันใดสักอย่างในโลกที่ความตาย รุนแรง คิดถึง แน่นอนเป็นที่สุดว่าจะเกิดขึ้น
ผมพิมพ์ด่าคุณในแชท ร้องไห้ในฝัน ระบายเนื้อชีวิตในสมุดบันทึกนั้น ผมพิมพ์และเขียนถึงแม้แต่ตอนคุณถูกเผา นับแต่ครั้งที่ผมนั่งอยู่หน้าทีวีและโทรหา จนถึงทำบุญครบวันตายร้อยวันของคุณ นับแต่นั้นอีกหนึ่งร้อยวันของอีกหนึ่งพันวันที่ผ่าน มันเป็นแบบนั้น รูปแบบของมัน คำตอบเดียวของคำถามความเป็นไปได้ ผมเล่าความลับแก่คุณ ผมจริงใจและไม่ออกนอกลู่นอกทาง ยืนยันถึงความจงรักภักดีแด่คุณเพียงคนเดียว ผ่านการพิมพ์ในแชทของคุณกับผมอันไร้การโต้ตอบ แต่ผมได้ส่ง และนั่นคือหลักฐานของการดำรงในเวลา ยังส่งภาพข่าว สวัสดีวันต่าง ๆ สติกเกอร์ที่ผมพึ่งซื้อ ไฟล์รูปที่ผมไปเที่ยวกับลูก คุณฟังอยู่มั้ย คุณอ่านอยู่มั้ย ผมไม่ตอบคำถามนั้น เป็นสิ่งเดียวที่ไม่มีคำตอบอย่างตายตัวเพียงหนึ่งเดียว ลูกสาวเรายังไม่ได้แต่งงาน และเธอหน้าเหมือนคุณเหลือเกิน ผมยังไม่มีเมียใหม่ การงานผมมั่นคงดี เงินเราไม่ขาดพร่อง ลูกอายุยี่สิบแปดแล้ว พาแฟนที่คบกันหกปีมากินข้าวกับผม แต่ยังไม่มีแผนแต่งงาน ผมชอบเขานะ คุณรู้มั้ยว่ามันทำให้ผมนึกถึงคุณ และบางครั้งก็นึกถึงพ่อของผม และบางครั้งก็นึกถึงแม่ของผม ความรู้สึกที่ราวกับเป็นผู้จับจ้องและดำรงชีวิตผ่านมาระยะเวลาหนึ่งเพื่อดูอีกชีวิตที่กำลังจะมีอีกระยะเวลาหนึ่ง ปฏิกิริยาของรู้สึกผมบอกแบบนั้น ว่าผมหยุดนิ่งและไม่ได้เคลื่อน และเรากลับมายังบ้านที่ยะลาของเรา เสียงปืนหายไป หลุมศพของหมายังคงอยู่ที่เดิม ทุกอย่างเงียบ ไม่มีสิ่งใดจะเกิด เป็นวันและคืนธรรมดาเหมือนทุกครั้งทุกคืน เหมือนมันเป็นวันและคืนเดียวกันตลอดวันและคืนที่จะผ่านและเคยผ่านและปัจจุบันที่ผมอยู่ ทุกเวลาเหมือนเป็นคืนวันเดียวกันทุกครั้ง
และผมรู้สึกถึงเสียงเคาะประตูยามดึกดื่น ตอนกำลังอาบน้ำยาวนานเป็นชั่วโมงหลังดูไลฟ์สดการชุมนุมในทีวี ผมคิดว่าคงไม่หลับเป็นแน่ และเสียงเคาะนั่นก็เกิดขึ้น ผมห่มผ้าเช็ดตัวและเดินออกไปเปิด ราวฝันที่เธอยืนอยู่ และพูดว่า ฉันกลับมาแล้ว
ผมตื่นขึ้นในเตียงเดิมด้วยผวากลัวจากฝัน วิ่งไปจดบันทึกเหมือนทุกครั้งที่บันทึกฝัน ผมต้องรู้จักตัวเองมากขึ้นจากความฝัน ผมบอกตัวเองว่าความฝันคือสิ่งสะกดให้หลับและคือปรารถนาที่แท้อันไม่อาจพูดกับตัวเองในชีวิตจริงจนต้องพูดกับตัวเองในฝัน
หลังจดเสร็จผมเดินลงบันไดบ้าน ลูกสาวของผมกำลังทำอาหารเช้าเหมือนทุกครั้งให้ผม ก่อนเธอออกไปทำงาน และเราจะเจอกันอีกครั้งตอนกลางคืน ผมโทรไปหาเพื่อนว่าเขาว่างมั้ย อยากจะเจอที่ร้านน้ำชาที่เดิม แต่เขาไม่รับ ครั้งนี้แปลก ลูกไม่คุยกับผม เธอไม่ตอบอะไร ผมเดินไปสะกิดแต่เธอยังคงเงียบ ใบหน้าเธอนิ่งเศร้าลึกราวไม่มีสิ่งใดจะรบกวนได้ หยุดยั้งมันได้ นอกจากแหล่งน้ำที่จะทะลักออกเมื่อถึงจุดสมควร เธอทำอาหารเพียงจานเดียว สำหรับตัวเธอเอง ไม่มีให้ผมเหมือนทุกครั้ง ผมถามเธอว่าเธอโกรธอะไรผม และเธอไม่พูด กินและกิน ผมนั่งลงที่โต๊ะอาหารตรงข้ามเธอ หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอ่านข่าว อีกครั้งเหตุความไม่สงบแถวบ้านที่อ่านจนเบื่อ ผมปิดโทรศัพท์ เหมือนเวลาหยุดนิ่ง เธอไม่ขยับ เธอร้องไห้ ลูกสาวของผมร้องไห้ กระอักกระอ่วนคือความรู้สึกที่เกิดเหมือนทุกครั้งที่มีใครสักคนร้องไห้ ผมหยุดนิ่ง สรรหาคำปลอบ ไถ่ถามถึงสาเหตุที่เธอร้องไห้ เธอทะเลาะกับแฟน หรือโดนที่ทำงานด่า เธอเป็นอะไร ผมถามและไม่ได้คาดหวังคำตอบจากปากของลูกที่ร้องไห้ เป็นเสียงตอบที่ผมไม่ได้ต้องการแต่คาดไว้แล้วว่าต้องเกิด สะอื้นไห้นั่น
เธอเดินออกไป ผมเดินตามไปยังหน้าประตู ประตูเดียวกันกับที่เมียของผมกลับบ้านมาในฝันเมื่อครู่ เธอขับรถยนต์ของผมไปทำงาน เหมือนทุกครั้ง
ทุกเช้าผมจะขับมอไซค์ไปหาเพื่อนที่ร้านน้ำชา เมื่อเพื่อนไม่รับสายผมจึงขับตระเวนไปรอบ ๆ เมืองแทนในยามเช้านี้ สังเกตผู้คนที่เดินทางไปทำงาน ไม่มีอะไรเปลี่ยน ความคิดเดิมที่ผมคิด ที่นี่เป็นทางผ่านของชีวิตที่นี่และจากไปที่อื่น เมืองราชการเล็ก ๆ ที่ส่งคนไปทำงานและมีชีวิตที่ดีกว่า ผมพูดความคิดนี้ของผมกับร้านขายกับข้าวเจ้าประจำ และจะไล่ยาวบ่นถึงข่าวการเมืองและเหตุการณ์ที่เมืองเรา คำซ้ำ ๆ ที่นักการเมืองพูด พี่น้องประชาชน ความไม่สงบไม่จบสิ้น คำซ้ำความจนนับว่ายิ่งห่างไกลออกไปจากความหมายเก่า เราเป็นผลลัพธ์ของระบบที่เรารู้จักดีกันทุกคน ผมพูดเรื่องการเมืองเพื่อจะได้บอกว่าผมเป็นกลางไม่เลือกใครเพราะทุกคนโกหก และเหมือนทุกคนก็รู้อยู่แล้ว แล้วผมจะทำไปเพื่ออะไร พูดสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร ก็เพื่อหลีกหนีความเงียบอันน่าอึดอัดนั่นระหว่างบทสนทนาในชีวิตประจำวัน? หรือเพื่อทำลายคำทักทายเดิม ๆ จากแม่ค้าขายข้าวที่ผมไปประจำ แต่วันนี้แปลกต่าง ไม่มีใครพูดกับผม ไม่มีแม้แต้เสียงตอบจากแม่ค้าคนสนิท เธอไม่แม้แต่รับรายการของผม ไม่แม้แต่หยิบยื่นเมนูมาให้เหมือนทุกครั้ง ผมตะโกนถาม เธอไม่ได้ยิน ผมเดินออกและกลับไปที่มอไซค์ แสงเช้าเปลี่ยนสู่เที่ยงวันอย่างรวดเร็ว เลียผิวกายเหี่ยวย่นของผมอย่างรวดเร็ว ผมกลับบ้าน
ตลอดบ่ายจนถึงเย็นผมเปิดข่าวในทีวีเครื่องเดิมวันนี้เหมือนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนเหมือนตลอดหลายปีที่ผ่าน
ผมอาบน้ำและเตรียมเข้านอน สงสัยถึงการไร้การตอบโต้จากทุกคน จนอยากฝืนต้านเปลือกตาสักครู่เพื่อรอลูกสาวกลับมาบ้าน เธอคงจะไปบ้านของแฟน มีอะไรกันและกินข้าว หรืออาจจะขับรถเล่น ในตอนแรกเธอเหมือนไกลห่างออกไปจากผมเรื่อย ๆ แต่ตอนนี้มันเริ่มรู้สึกว่าระยะห่างนั้นถูกตัดขาดไปแล้ว เหลือเพียงผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ร่วมกับชายม่ายโดดเดี่ยวคนหนึ่งในบ้านหลังเดียวกัน และทานข้าวเช้าด้วยกันเพียงเท่านั้น
ผมเข้านอน เสียงประตูรั้วบ้านเปิด รถเคลื่อนเข้า ประตูรั้วลากเลื่อนปิด ประตูบ้านถูกเปิด และถูกปิด เสียงโทรศัพท์กดโทรออก ผมกำลังจะนอนหลับเข้าสู่ฝัน กำลังนึกถึงรายละเอียดของฝันก่อนที่จดบันทึกไว้ ฝันต่อถึงประตูที่เปิดออกและเธอปรากฏตัว และทันทีที่รายละเอียดปรากฎชัด ภาพตรงหน้าเปลี่ยนเป็นเธอในคืนนั้น
เธอ หมอยืนยันแล้วนะว่าพ่อนอนไหลตาย
เมียของผมทักทายและหายไป ไม่ใช่ด้วยตัวแตกสลาย หรือหลบหายไปในฝัน เพียงภาพตรงหน้าถูกกลืนด้วยความมืดของกลางคืน และนั่นคือความหมายของการหายไป
หลังเรียนจบผมบินกลับจากกรุงเทพมาที่หาดใหญ่ เข้าทำงานที่บริษัทของเพื่อนพ่อ เป็นบริษัทส่งออกสินค้าจากไทยไปมาเลเซียผ่านด่านสะเดาเป็นหลัก ในช่วงระยะเวลาก่อนวิกฤตต้มยำกุ้งนั่นเองที่ผมเข้าออกมาเลเซียหลายครั้ง ผมชวนให้เธอมาอยู่ด้วยแล้วเธอก็มา เราอยู่ในห้องเช่าด้วยกันสองคน เธอหางานทำในบริษัทแห่งหนึ่ง พอถึงเวลาทำงานเหมือนสองชีวิตที่แยกขาดจากกัน และกลับมารวมเป็นหนึ่งอีกครั้งเมื่อหลังเลิกงาน อีกครั้งที่ผมมักฝันถึงสถานที่นี้ มันห่างไกลและสงบ สมบูรณ์ด้วยความหมายและความเป็นไปได้มากที่สุดของชีวิต ในเรือนเหย้าของความฝันที่แลกเปลี่ยนกับเธอ ทั้งในบรรยากาศ สิ่งรอบนอก สถานการณ์ และความคิดของผมเอง ความเป็นไปได้ไม่สิ้นสุดในทางที่ดีประกายในทุกเส้นแสงผ่าน และผมใช้เวลานี้หลอกตัวเองให้หลับลึกหลังวันเหนื่อยหน่ายยาวนาน
ปรารถนาถูกเติมเต็มยิ่งขึ้นเมื่อพ่อมาหาในวันหนึ่งที่ที่ทำงาน หลังไปเรียนที่กรุงเทพผมกับพ่อก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย หนึ่งปีก่อนไปผมเจอพ่อแค่ตอนเช้าและเจอกันอีกครั้งหลังผมกลับจากโรงเรียน ผมกินข้าวเช้าที่พ่อซื้อมาให้ และขับรถไปโรงเรียนเอง บางทีเราก็พูดถึงชีวิตประจำวันและการงานของกันและกัน บางครั้งเราเงียบเมื่อพูดถึงเรื่องแม่ที่นอนไหลตาย ตัวร่างเกร็งข้างกายพ่อในคืนหนึ่ง ผู้สืบทอดพันธุกรรมนั้นคือผม พ่อเคยเตือน แต่ผมไม่เคยเป็น ผมเห็นพ่อเป็นต้นแบบในทุกเรื่อง ผมเคารพและรักและยกย่องพ่อในทุกสิ่งที่พ่อทำให้ผม พ่อในความหมายที่เป็นพ่อของผม ไม่ใช่ผัวของแม่ หรือลูกของปู่ย่า พ่อเป็นเหมือนทุกสิ่งหลังแม่ตาย ตอนผมเรียน และเรียนจบ ทำงาน และแม้พ่อตายด้วยโรคมะเร็งทางเดินหายใจเพราะสูบบุหรี่จัด ผมก็ยังเลียนแบบที่จะสูบบุหรี่ พ่อที่ตายปรากฏในฝัน โอบไหล่ผมเอาไว้ ไม่เป็นไรนะลูก พ่อรู้ว่าผมเหนื่อยกับการงาน พูดซ้ำในสิ่งที่ทุกคนมักพูดว่าอนาคตของผมยังอีกยาวไกล แต่เมื่อมาจากพ่อ ผมเชื่อสนิทใจ หากแต่ถ้ามาจากคนอื่นมันคือความหมายที่เลือนจางจนไร้ความ
เราเดินออกมาจากที่ทำงานของผม ลงมาเดินบนถนนตรงหน้าที่ทำงาน และเหมือนเราเดินเร็วมาก ทุกสิ่งผ่านเราไป ทั้งผู้คนที่เดินพร้อมกันและสวนทาง ใบหน้ามืดด้วยเงาจนเรามองไม่เห็นไม่อาจจดจำ เราเดินออกมาจากหาดใหญ่เรื่อย ๆ ผมทิ้งเมียเอาไว้ไม่ได้ไปรับ แต่คิดว่าจะกลับไปรับแต่อาจช้ากว่าเวลาที่ควรจะเป็น เราเดินผ่านอดีตไปสู่อนาคต สู่ยะลา ตามรายทางเต็มด้วยหลุมบ่อและศพร่างกองเลือดท่วม, น้ำทะเลชะล้างผ่านคลื่นซัดและกลับไป พ่อเล่าถึงประวัติศาสตร์ครอบครัวของเราที่มาจากที่ไหนสักที่ ตั้งรกรากอยู่ที่ไหนสักที่ และมาจบลงที่พ่อ จบลงที่ประเทศนี้และประวัติศาสตร์ซ้ำเดิมจนเหนื่อยหน่ายที่จะมีความหวัง ชินชากับทุกสิ่ง ติดค้างระหว่างการช่างมันและสู้กับมัน กรีดร้องแต่ร้องไม่สุดเสียง เงียบแต่ถูกรบกวนด้วยเสียงบางสิ่งตลอดเวลา เสียใครสักคนไปจากความดังที่เธอก่อในความเงียบ และกลายเป็นผมเองที่ต้องรับผลจากมันทั้งชีวิต ความรู้สึกครึ่ง ๆ กลาง ๆ ที่ดำรงระหว่างความจริงกับความฝัน แล้วพ่อก็พูดขึ้น -หรือบางทีเป็นผมเองที่พูดผ่านพ่อ- เราดำรงชีวิตในสิ่งสมมติที่มีความหมาย เราจะทรมานและพูดว่าเรารายล้อมด้วยสิ่งสมมติผ่านคำพูดประดิษฐ์สร้างของเรา รายล้อมด้วยความจริงของความปลอม เต็มล้นเติมเต็มด้วยความหมาย ผมเงียบเหมือนทุกครั้ง ความฝันชอบสิ่งนี้ ความเงียบของผม ถูกเติมด้วยสิ่งอื่นในอดีตของชีวิตเพื่อหลับ และถ้าหากผมไหลตายเหมือนแม่ และฝันในคืนนั้น ผมจะกลายเป็นผีในตัวเอง? น่าเวทนาอย่างอิ่มใจกับฝันหวานที่เป็นไปไม่ได้ในชีวิตจริง หลอกตัวเองอยู่ทุกคืนวันแม้เมื่อร่างถูกเผา กักขังในจิตสำนึกสุดท้าย เป็นความว่างหนึ่ง ในคืนวันที่ไร้ซึ่งอดีตอนาคตปัจจุบัน เป็นเพียงหนึ่งคืน สิ่งสมมติเต็มล้นด้วยความหมายรับสู่ชีวิตเพื่อตระหนักในบั้นปลายว่ามันเป็นสิ่งสมมติ ถูกกดและสั่งการอย่างล่องหน ความจริงนิรันดร์ที่รับรู้และไม่ได้โต้แย้ง ประกาศมัน และความเงียบที่ตามมาทุกครั้ง เป็นแต่เพียงความซับซ้อนหนึ่ง เป็นแต่เพียงความว่างหนึ่ง ผมคือความว่างในหนึ่งคืน
เราเดินมาถึงบ้านไม้หลังเก่า พ่อเปิดประตู ผมกับพ่อเห็นแม่ที่ตายไปแล้ว กำลังฉีกสมุดบันทึกชีวิตของผมหน้าทีวี ผมและพ่อเดินเข้าไปนั่งข้างๆ ผีเสื้อบินว่อนเต็มบ้าน ปีกของมันคือหมึกเนื้อชีวิตของผม เราอยู่กันพร้อมหน้าอีกครั้ง อีกสักครั้ง ผมพูดขึ้น ประโยคเดียวกันและพร้อมกันกับพ่อและแม่
ขอกอดได้มั้ย
|