¦ ¦ ¦ ¦


ฉบับที่ 37 : ประจำวันที่ 15 สิงหาคม 2569


รสสัมผัสสุดท้าย: มรณกรรมในห้องเยือกแข็ง
โดย ดนยทัต บุนนาค



ตอนที่ 1: เกล็ดน้ำแข็งบนผิวหนัง

แสงอรุณวันใหม่ยังมาไม่ถึง ถนนด้านนอกร้าน L’Art de Fusion ยังคงอาบด้วยแสงสลัวจากเสาไฟกิ่งที่ปกคลุมด้วยไอหมอกจางๆ ของปลายเดือนธันวาคม อากาศด้านนอกลมหนาวพัดมาให้พอได้ชื่นใจ แต่ภายในครัวระดับมิชลินสตาร์แห่งนี้กลับให้ความรู้สึกที่ต่างออกไป มันไม่ใช่ความหนาวจากสภาพอากาศ แต่มันคือความเงียบงันที่เยือกเย็นราวกับสุสานที่ถูกตกแต่งด้วยสแตนเลสแวววาว
'ริน' หญิงสาวร่างเล็กในชุดพนักงานครัวสีขาวสะอาดตาก้าวเท้าเข้ามาเป็นคนแรกเหมือนเช่นทุกวัน เสียงรองเท้ากันลื่นของเธอกระทบกับพื้นกระเบื้องดังสะท้อนไปมา รินชอบช่วงเวลานี้ที่สุด ช่วงเวลาที่เธอเป็นเพียง 'อากาศธาตุ' อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่มีสายตาคอยจับผิดจากเพื่อนร่วมงาน ไม่มีเสียงตะคอกด่าทอจากเชฟใหญ่ เธอเดินไปเปิดสวิตช์ไฟ แสงนีออนเหนือเพดานกระพริบถี่ๆ ก่อนจะสว่างจ้า เผยให้เห็นอุปกรณ์ครัวราคานับล้านที่วางเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ
เป้าหมายแรกของเธอคือห้อง Air Blast Freezer ห้องแช่แข็งอุณหภูมิต่ำกว่าลบ 40 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการเก็บรักษาความสดของวัตถุดิบพรีเมียมสำหรับเมนู Chef Table ที่จะเปิดตัวในอีกสามวันข้างหน้า
"วันนี้ต้องละลายโอโทโร่กับเห็ดทรัฟเฟิลขาว..." ริน พึมพำกับตัวเองเบาๆ พลางจัดระเบียบผ้ากันเปื้อน และผ้าเช็ดมือให้เข้าที่เข้าทาง ก่อนมือบางจะเอื้อมไปหมุนคันโยกเหล็กกล้าของประตูบานหนาหนัก
ทันทีที่บานประตูแง้มออก ไอสีขาวขุ่นที่เย็นจัดพวยพุ่งออกมาประทะใบหน้า ริน หรี่ตา แล้วชะงักไปครู่หนึ่ง เธอพยายามออกแรงผลักประตูให้กว้างขึ้น แต่แล้วสิ่งที่ปรากฏต่อสายตาก็ทำให้เลือดในกายของเธอแทบจะกลายเป็นน้ำแข็งตามอากาศในห้องนั้น
ท่ามกลางกลุ่มไอเย็นที่โรยตัวต่ำ ร่างสูงโปร่งของ 'เชฟพงศ์' ยืนตระหง่านอยู่ใจกลางห้อง เขาไม่ได้นอนล้มลง แต่เขายืนอยู่... ยืนแข็งทื่อในท่าทางที่ดูราวกับกำลังจะก้าวเดิน ดวงตาที่เคยคมกริบดุจมีดโกนบัดนี้เบิกกว้างจนน่ากลัว ลูกตาส่วนที่เป็นของเหลวกลายเป็นสีขาวขุ่นมัวจากการเยือกแข็งจนมองไม่เห็นรูม่านตา แต่มันกลับส่งผ่านความรู้สึก "โกรธเกรี้ยว" อย่างรุนแรงออกมาได้อย่างประหลาด
รินมองเห็นเส้นเลือดตามลำคอและขมับที่โป่งพองขึ้นมาเป็นสันชัดเจน แม้จะถูกสตาฟไว้ภายใต้เกล็ดน้ำแข็งละเอียดเล็กๆ ที่เกาะอยู่ตามผิวหนังราวกับผงฝุ่นคริสตัล ความมหัศจรรย์ของระบบ Air Blast คือการแช่แข็งที่รวดเร็วเสียจนเซลล์ผิวหนังไม่มีโอกาสปริแตกเหมือนตู้แช่ทั่วไป ผิวของเขาจึงยังคงเรียบตึงทว่าซีดเผือดเหมือนหินอ่อน
ที่มือข้างหนึ่ง มีผ้าเช็ดมือสีขาวสะอาดพันรอบไว้อย่างหนาแน่น รินรู้ดีว่านี่คือสัญชาตญาณของเชฟ เชฟพงศ์รู้ว่าการใช้มือเปล่าสัมผัสโลหะที่เย็นจัดในห้องนี้จะทำให้ผิวหนังติดหนึบจนดึงไม่ออก เขาจึงใช้ผ้าพันมือเพื่อใช้เป็นเกราะป้องกันในขณะที่พยายามทุบหรือผลักประตูจากด้านใน ส่วนมืออีกข้างหนึ่งที่ไม่ได้พันผ้ากลับกำแน่นจนเห็นข้อนิ้วขาวโพลน เป็นกำปั้นที่อัดแน่นไปด้วยความแค้นขุ่นเคืองก่อนจะสิ้นลมหายใจ
"เชฟ... เชฟคะ?" เสียงของรินสั่นพร่า เธอรวบรวมความกล้าก้าวเข้าไปใกล้ กลิ่นสาบความตายถูกแช่แข็งไว้จนเจือจาง มีเพียงกลิ่นอายเย็นเยือกที่บาดลึกเข้าไปในปอด
มันเป็นการตายที่สมบูรณ์แบบ... สมบูรณ์แบบจนน่าขนลุก แม้แต่รอยรีดบนแขนเสื้อก็ยังคมชัด สมกับบุคลิกของผู้ตายที่รักความเพอร์เฟกต์และไม่ยอมอ่อนโอนให้ใครแม้ในวินาทีสุดท้ายของชีวิต
รินหันไปมองบาร์ผลักประตูที่ติดตั้งอยู่ด้านหลังบานประตู และปุ่มกดนิรภัยด้านใน ทุกอย่างดูปกติจนน่าใจหาย ไม่มีร่องรอยการทุบทำลาย ทุกอย่างยังคงอยู่ในสภาพเดิม หน้าจอดิจิทัลภายนอกยังคงแสดงอุณหภูมิติดลบที่เป็นปกติตามโปรแกรมที่ตั้งไว้ ดูราวกับว่าเชฟเพียงแค่โชคร้ายถูกขังอยู่ในห้องที่ระบบทุกอย่าง "ทำงานตามปกติ" แต่ตัวเขากลับไม่สามารถออกมาได้
ในขณะนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังขึ้นจากด้านหลัง พร้อมกับกลิ่นบุหรี่ราคาแพงที่รินจำได้แม่น
"ทำไมยังไม่เริ่มเตรียมของอีก ริน? มัวแต่ยืนบื้อ..."
เสียงของ 'คุณเมธา' ผู้จัดการร้านผู้เนี๊ยบกริบหยุดชะงักลงทันทีที่สายตาของเขาปะทะกับร่างที่ยืนแข็งอยู่ในห้องแช่แข็ง ใบหน้าเฉยชาที่มักจะดูถูกพนักงานอยู่เสมอเปลี่ยนเป็นสีเผือด ความเงียบปกคลุมครัวอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่เมธาจะพ่นคำพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือแต่ยังคงความเย็นชาไว้
"ฉิบหาย... ในวันที่สื่อกำลังจะมาเนี่ยนะ พงศ์... แกจะตายวันไหนก็ได้ แต่ต้องไม่ใช่ก่อนวัน Chef Table!"
รินหันไปมองเมธาด้วยความรู้สึกตกใจ ปนหวาดกลัว เธอเห็นสายตาผู้จัดการร้าน เมธาไม่ได้มองเชฟพงศ์ด้วยความเสียใจ แต่มองด้วยสายตาที่เหมือนกำลังมอง 'สินค้าที่เสียหาย' มากกว่า
"แจ้งตำรวจ... แล้วอย่าให้ใครเข้าร้านทางประตูหน้าเด็ดขาด" เมธาสั่งเสียงเข้ม ก่อนจะยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดโทรออกไปหาใครคนหนึ่ง เมธาหันมาสำทับรินอีกรอบ “ริน ไปรอข้างนอก ห้ามพูดเรื่องนี้กับใครจนกว่าฉันจะสั่ง เข้าใจไหม!"
รินพยักหน้าอย่างรวดเร็ว เธอถอยหลังออกมาจากความเย็นเยือกนั้น แต่ในใจกลับรู้สึกถึงดวงตาที่ขุ่นมัวคู่นั้น... ดวงตาของเชฟพงศ์ที่ดูเหมือนกำลังจ้องมองหาใครบางคนที่พรากชีวิตเขาไปอย่างโหดเหี้ยม


ตอนที่ 2: ความผิดปกติของวัตถุดิบ


ครัวที่เคยเป็นดั่งสมรภูมิอันดุเดือดของเหล่าเชฟ บัดนี้กลับเงียบสงัดจนได้ยินเสียงระบบหมุนเวียนอากาศทำงานดัง หึ่งๆ สม่ำเสมอ ตู้แช่แข็งเฉียบพลัน ถูกกั้นด้วยเทปเหลืองคาดแดงของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สารวัตรธันวา ก้าวเข้ามาในพื้นที่ด้วยท่าทางกะปลกกะเปลี้ย เสื้อเชิ้ตลายสก็อตตัวเก่งที่ยับย่นพับแขนขึ้นถึงศอก เขาถือถ้วยกาแฟกระดาษจากร้านสะดวกซื้อไว้ในมือ พลางเคี้ยวหมากฝรั่งเสียงดัง แจ๊บๆ อย่างไม่รักษากิริยา
"สารวัตรครับ ทางนี้ครับ" จ่าคนหนึ่งกวักมือเรียก
ธันวาเดินเข้าไปหยุดหน้าห้อง Air Blast Freezer เขาหรี่ตามองร่างของเชฟพงศ์ที่ถูกเคลื่อนย้ายออกมาวางบนรถเข็นสแตนเลสเพื่อเตรียมส่งนิติเวช ไอเย็นที่มีกลิ่นโลหะจางๆยังคงระเหยออกจากร่างนั้นเหมือนควันธูป
"โห... แข็งเป๊กเลยแฮะ เหมือนไก่แช่แข็งในห้างไม่มีผิด" ธันวาพึมพำพร้อมมุกแป้กที่ไม่มีใครขำ "นี่ถ้าใครเอาไม้มาเคาะ คงดัง แก๊งๆ เหมือนเคาะระฆังแน่ๆ"
เขาวางแก้วกาแฟลงบนขอบอ่างสแตนเลสหลุมลึกขนาดใหญ่ใกล้ๆ แล้วสวมถุงมือยาง สายตาที่ดูขี้เล่นเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นคมกริบทันทีที่เขาก้มลงมองศพ เขาใช้นิ้วชี้แตะลงบนลำคอที่แข็งเป็นหิน สังเกตเส้นเลือดที่โป่งพองเป็นสันริ้ว มองไล่ลงมาที่เสื้อผ้า ที่ยังคงความขาวสะอาด ไม่มีรอยเปื้อนคราบใดๆ มีแต่คราบเปื้อนตรงผ้าที่พันอยู่รอบมือ มีปากกา และ ช้อนเสียบอยู่ที่ช่องเสียบแขนเสื้อด้านซ้าย ในช่องกระเป๋าทางอกซ้ายเหมือนจะมีโลหะบางอย่างอยู่ในนั้น สัณฐานเหมือนกุญแจ มือซ้ายอยู่ในลักษณะกำแน่นจนข้อนิ้วปูดโปน
"โกรธจัดเลยนะเนี่ย... ไม่ได้ตายแบบทรมานจากการขาดอากาศหายใจธรรมดา แต่นี่มันคือความแค้นที่ถูกสตาฟไว้" ธันวาพึมพำกับตัวเอง "จ่า ไปตามพนักงานคนแรกที่พบศพมาให้ผมทีสิ"
ครู่ต่อมา ริน ถูกนำตัวมาที่ห้องสต็อกของแห้งหลังครัว ห้องนี้มีพื้นที่ไม่กี่ตารางเมตร รายล้อมด้วยชั้นวางแป้งสาลี กระป๋องมะเขือเทศ และขวดเครื่องปรุงอาหาร วัตถุดิบต่างๆถูกวางเป็นระเบียบบนชั้นวางของสูงรอบด้านจนไม่เห็นช่องแสง สร้างความน่าอึดอัดจนสัมผัสได้
รินยืนก้มหน้า มือสองข้างบีบกันแน่นจนขาวซีด เธอพยายามทำตัวให้เล็กลงเหมือนจะหายไปในกองกระสอบแป้ง
"ชื่อรินใช่ไหม?" ธันวาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเขาอ่อนลงและติดตลกเล็กน้อย "ไม่ต้องเกร็งขนาดนั้น ผมไม่ใช่ยักษ์ใช่มารหรอกน่ะ ผมแค่คนชอบกินน่ะ เห็นร้านสวยๆ แบบนี้แล้วนึกถึงไข่เจียวที่บ้านเลย"
รินเงยหน้าขึ้นมองนิดหนึ่ง เห็นสารวัตรหนุ่มส่งยิ้มกว้างที่ดูซื่อๆ ให้เธอ เธอจึงค่อยๆ ผ่อนคลายลง
“ปกติคุณเป็นคนถือกุญแจร้าน?” ธันวาเริ่มคำถาม พร้อมกับคอยสังเกตปฏิกิริยาของริน
“ไม่...ไม่เชิงค่ะ กุญแจมี 3 ดอก อยู่ที่ เชฟ ฉัน แล้วก็ผู้จัดการ” รินตอบเสียงเบาๆ ดวงตาสั่นไหวเพราะยังมีภาพวาระสุดท้ายของเชฟชัดเจนอยู่ในความทรงจำ
"ตอนที่คุณเปิดประตู... มีอะไรที่สะกิดใจคุณบ้างไหม?" เขาถามต่อ สายตาจับจ้องไปที่ดวงตาของริน "แบบว่า... คุณสังเกตเห็นอะไรที่มัน 'ผิดที่ผิดทาง' บ้างไหม?" ธันวาถามพลางจิบกาแฟ
"ริน...เอ่อ... ฉันไม่แน่ใจค่ะ" รินตอบเสียงแผ่ว "ตอนนั้นฉันตกใจมาก ภาพที่เห็นคือเชฟยืนอยู่ตรงนั้น... หมายถึง... ประตูก็เปิดออกได้ปกติ หน้าจอด้านนอกก็ยังมีไฟติดอยู่ ฉันไม่ได้มองอย่างอื่นเลยค่ะ"
"อ้อ... งั้นเหรอ" ธันวาลากเสียงยาว "คุณคงไม่ได้สังเกตเห็นสกรูสองสามตัวที่นอนกลิ้งอยู่ใต้ร่องประตู หรือปุ่มฉุกเฉินที่มีรอยกาวใสๆ หยอดไว้สินะ?"
รินเบิกตากว้าง "สกรู? กาว?... ไม่ค่ะ ฉันแค่... แค่ไม่เชื่อว่ามันจะเกิดขึ้นกับเชฟ" น้ำเสียงของรินเริ่มเปลี่ยนไปเมื่อพูดถึงผู้ตาย "เชฟพงศ์เขา... เขาเหมือนเทพเจ้านะคะ เขาฉลาดและรอบคอบที่สุดในครัว ทุกอย่างต้องเป๊ะระดับมิลลิเมตร เขาเคยด่าพี่จ่อย ผู้ช่วยอีกคน จนร้องไห้เพียงเพราะพี่เขาเช็ดจานแล้วเหลือคราบน้ำไว้จุดเดียว เชฟบอกว่า 'ความสะเพร่าเพียงนิดเดียวคือยาพิษที่ฆ่าคนกิน' คนแบบเชฟพงศ์... ไม่มีทางพลาดโดนขังในห้องที่ตัวเองใช้งานอยู่ทุกวันหรอกค่ะ และมือเขา... เขาพันผ้าไว้ด้วย"
ธันวาพยักหน้าช้าๆ รับฟังถ้อยคำชื่นชมปนเศร้าของหญิงสาว "ใช่ มือที่พันผ้า... ฉลาดมาก แต่เขาก็ยังออกไม่ได้ เทพเจ้าที่ตกสวรรค์เพราะความสมบูรณ์แบบงั้นเหรอ... น่าสนใจแฮะ"
เขาขยับเข้าไปใกล้รินอีกนิด จนรินรู้สึกถึงความกดดันที่แผ่ออกมา "คุณเป็นคนสุดท้ายที่ออกจากร้านเมื่อคืนหรือเปล่า?"
"ปะ...เปล่าค่ะ ฉันออกตามหลังเชฟอาร์ต ซูส์เชฟค่ะ แต่ตอนฉันกลับฉันเห็นคุณเมธายังอยู่ในห้องทำงาน"
"งั้นเหรอ..." ธันวาจดอะไรบางอย่างลงในสมุดเล่มเล็ก "แล้วคุณคิดว่าใครในครัวนี้ที่อยากให้เชฟพงศ์กลายเป็นไอศกรีมมนุษย์มากที่สุด?"
รินชะงักไป คำถามตรงไปตรงมานั้นทำให้เธอหวาดกลัว เธอจึงก้มหน้าแล้วพึมพำออกมาเบาๆว่า "ทุกคน... ค่ะ"
ในขณะที่การสนทนากำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น ประตูห้องสต็อกก็ถูกดึงออกอย่างแรง เสี่ยอำนาจ เจ้าของทุนร่างท้วมในชุดสูทราคาแพงเดินเข้ามาพร้อมกับ เมธา ที่เดินตามหลังมาเหมือนเงา
"สารวัตร! ทำไมทำงานช้าแบบนี้?" เสี่ยอำนาจตะคอก "รู้ไหมว่าอีกสามวันทั้งเชฟชื่อดัง ทั้งสื่อหัวใหญ่หัวย่อยจะแห่มาที่นี่ ผมจ่ายเงินให้พงศ์ไปตั้งเท่าไหร่เพื่อให้เขาสร้างชื่อให้ร้าน ไม่ใช่มานอนแข็งเป็นศพขวางทางทำมาหากินผมแบบนี้!"
ธันวาหันไปมองเสี่ยอำนาจด้วยสายตาเรียบเฉย "แหม เสี่ยครับ คนตายทั้งคนนะครับ ไม่ใช่แค่ก้อนเนื้อวากิว A5 ที่เอาออกมาละลายไม่ทันใช้ เสียใจด้วยนะครับที่วัตถุดิบชิ้นสำคัญของเสี่ย... 'หมดอายุ' กะทันหัน"
"แก!" เสี่ยอำนาจหน้าแดงก่ำ
"เอาเถอะครับ" ธันวาตัดบทพลางเดินไปที่ประตู "ผมขอตรวจดูห้องแช่แข็งอีกรอบแบบ 'ละเอียด' จริงๆ สักที เพราะผมรู้สึกว่า... มีคนพยายามทำให้อาหารจานนี้ดูเหมือนอุบัติเหตุที่เนียนเกินไปหน่อย"
เขาสวนทางกับเมธาที่ยืนหลบทางให้ ตาของเมธาจับจ้องที่รินอย่างมีความหมาย รินรีบก้มหน้าลงต่ำทันที ธันวาสังเกตเห็นรอยเปื้อนน้ำมันเล็กๆ ที่ชายชุดสูทของเมธา มันเป็นคราบน้ำมันที่มีสีอย่างอื่นติดมาด้วย และที่แน่ๆมันไม่ใช่น้ำมันสำหรับทำอาหาร
"คุณริน... ไว้ผมจะมาขอลองชิมอาหารฝีมือคุณนะ" ธันวาทิ้งท้ายด้วยมุกแป้กอีกครั้ง "แล้วก็ ผมขอเป็นอาหารง่ายๆอุ่นๆสักจานก็พอนะครับ อุณหภูมิเช้าวันนี้มันหนาวเกินไป คุณว่ามั้ย?"
เขาเดินกลับเข้าไปทางห้องครัว ทิ้งให้รินยืนอยู่ท่ามกลางความเย็นเยือกของสายตาเมธาและความสงสัยที่เริ่มก่อตัวขึ้นในใจ... ว่าฆาตกรตัวจริง อาจจะยืนอยู่ใกล้เธอมากกว่าที่คิด


ตอนที่ 3: กลิ่นเน่าใต้ความหรูหรา

หลังจากสารวัตรธันวาเดินออกจากห้องสต็อกของแห้ง เขาก็ไม่ได้จากไปไหนไกล สายตาช่างสังเกตของเขาเหลือบไปเห็นถังขยะสีดำใบใหญ่ที่ตั้งอยู่หลบมุมใกล้ประตูหลังครัว เขาหยุดก้มลงมองครู่หนึ่ง ก่อนจะใช้คีมคีบถุงพลาสติกใบหนึ่งขึ้นมา ภายในคือเนื้อวากิวเกรดพรีเมียมที่ยังไม่ได้แกะห่อ แต่มันกลับมีรอยปากกาเคมีสีแดงเขียนตัวใหญ่ว่า "TRASH" (ขยะ) ด้วยลายมือที่หนักแน่นดุดันและร่องรอยการกดปากกาจนเกือบทะลุพลาสติก
ธันวายิ้มกว้างพลางพึมพำ "เทพเจ้าทิ้งเนื้อราคาแพงลงถังขยะ... ถ้าไม่หยิ่งจนบ้า ก็ต้องเป็นเพราะเนื้อนี่มันมีอะไรเหม็นๆ ซ่อนอยู่"
เขาเดินกลับเข้ามาในครัวอีกครั้ง ประจวบเหมาะกับที่ เสี่ยอำนาจ และ เมธา กำลังยืนคุยกันด้วยสีหน้าเคร่งเครียดอยู่ที่เคาน์เตอร์กลาง ธันวาจึงแสร้งทำเป็นเดินเข้าไปสมทบด้วยมุกแป้กตามสไตล์
"เนื้อในถังขยะนั่นลายสวยดีนะครับเสี่ย ถ้าผมเอาไปปิ้งกินคำโตๆ คงจะฟินน่าดู แต่เอ... ลายมือบนห่อนั่นดูโกรธจัดเลยนะ สงสัยเชฟพงศ์แกคงไม่อยากให้ 'เงิน' ของเสี่ยมันดูขาวสะอาดผ่านเนื้อก้อนนี้เท่าไหร่ จริงไหมครับ?"
เสี่ยอำนาจหน้าถอดสีทันที "สารวัตร! นั่นมันเรื่องภายในของผม คุณควรเอาเวลาไปหาหลักฐานเรื่องการตายดีกว่ามาคุ้ยถังขยะ!"
"อ้าว ก็เศษขยะนี่แหละครับที่บอกอะไรได้ดีกว่าคำพูดคน" ธันวายักไหล่ พลางหันไปมองเมธาที่ยืนนิ่งเป็นหุ่นยนต์ "จริงไหมครับคุณผู้จัดการ? คนเนี๊ยบๆ แบบคุณคงไม่ชอบให้มีขยะวางเกะกะ... หรือจริงๆ คุณคือคนเก็บกวาดขยะให้เจ้านายกันแน่?"
เมธาไม่ตอบ แต่ดวงตาที่เย็นชาแฝงไปด้วยแววระแวดระวัง
ทางด้าน ริน เธอเดินกลับมาที่โต๊ะเตรียมอาหารอย่างเงียบเชียบ ครัวที่เคยสว่างไสวบัดนี้ในสายตาของเธอกลับดูหม่นแสงลง ลมจากระบบระบายอากาศที่เคยเย็นสบาย กลับกลายเป็นความหนาวเยือกที่เสียดแทงเข้าถึงกระดูก รินรู้สึกเหมือนผิวหนังที่ต้นคอถูกสัมผัสด้วยสิ่งที่เย็นจัดราวกับแท่งโลหะแช่แข็งถูกทาบลงมา
เธอมองไม่เห็นใคร แต่ความรู้สึกนั้นชัดเจนจนเธอขนลุกชันไปทั้งตัว กลิ่นเครื่องเทศที่ผสมผสานกันอย่างลึกล้ำ—กลิ่นพริกไทยกำปอตที่เผ็ดร้อนแต่อบอวล—ลอยมาแตะจมูก มันเป็นกลิ่นที่เธอจำได้แม่นว่าคือ 'กลิ่นประจำตัว' ของเชฟพงศ์
"อย่าสั่น..." เสียงกระซิบนั้นเบาหวิวแต่เย็นเฉียบจนเหมือนหัวใจจะหยุดเต้น "ลับมีดให้คม... มืออย่าตก..."
รินสะดุ้งสุดตัว มีดหลุดจากมือกระแทกพื้นสแตนเลสดัง เคร้ง!
"ริน! เป็นอะไรไป?" เชฟอาร์ต ซูส์เชฟที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ตะโกนถาม ใบหน้าของเขาดูซีดเซียว รินสังเกตเห็นว่าดวงตาของอาร์ตมีเส้นเลือดฝอยขึ้นสีแดงก่ำ และเขามีอาการมือสั่นเล็กน้อยยามที่ถือช้อนชิม
"หนู... หนูแค่รู้สึกหนาวค่ะเชฟอาร์ต" รินตอบเสียงสั่น พลางก้มลงเก็บมีด
ธันวาที่แอบยืนสังเกตอยู่ใกล้ๆ หรี่ตามองพฤติกรรมของอาร์ต เขาเห็นซูส์เชฟแอบยกกระบอกน้ำส่วนตัวขึ้นจิบด้วยท่าทางลนลาน กลิ่นที่โชยออกมาจากกระบอกนั้นไม่ใช่เพียงน้ำเปล่า แต่มันมีกลิ่นแอลกอฮอล์จางๆ ผสมอยู่อย่างจงใจซ่อนเร้น และเมื่ออาร์ตเริ่มลงมือชิมน้ำสต็อกในหม้อ ธันวาสังเกตเห็นคิ้วของอาร์ตขมวดมุ่น เขาชิมซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหมือนไม่แน่ใจในรสชาติที่ลิ้นสัมผัส ก่อนจะสาดเกลือลงไปเพิ่มอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทั้งที่น้ำสต็อกนั้นดูน่าจะถูกเคี่ยวจนได้ที่แล้วจากสีที่เห็น
ลิ้นพังงั้นเหรอ? ธันวาตั้งข้อสังเกตในใจ และอาการมือสั่นนั่น... ไม่ใช่เพราะความหนาวแน่ๆ
ธันวาเดินเข้าไปหาอาร์ต "น้ำสต็อกที่นี่รสชาติดีไหมครับเชฟ?" ธันวาทักทาย
อาร์ตสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะยิ้มแห้งๆ "ครับ... ก็สูตรของเชฟพงศ์นั่นแหละครับ ผมแค่ตรวจเช็คความเรียบร้อย" ธันวาเลิกคิ้ว "รินบอกผมว่าเชฟพงศ์เคี่ยวคุณหนักมากในช่วงหลังๆ” สีหน้าของอาร์ตเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดทันที "เชฟพงศ์แกเป็นคนสมบูรณ์แบบครับสารวัตร แกอยากให้ทุกอย่างออกมาไม่มีที่ติ” อาร์ตกำมีดแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
"ความผิดพลาดเพียงนิดเดียวคือยาพิษ... ใช่ไหมครับ?" ธันวาทวนคำที่รินเคยบอก สายตาของเขาจับจ้องไปที่ใบหน้าของอาร์ตที่พยายามซ่อนความไม่พอใจไว้ภายใต้ใบหน้าของศิษย์ผู้จงรักภักดี "เชฟอาร์ตครับ เมื่อคืนตอนร้านปิด ตอนคุณกลับออกไป เชฟพงศ์กำลังทำอะไรอยู่ครับ?"
"เอ่อ... ผมเตรียมของเสร็จก็กลับเลย ผมเห็นไฟในออฟฟิศเชฟเปิดอยู่ เชฟน่าจะทำบัญชีวัตุดิบอยู่เหมือนทุกวันแหละครับ" อาร์ตตอบโดยไม่มองหน้าสารวัตร เขาพยายามใช้ตัวบังกระบอกน้ำใบนั้นไว้
ธันวามองเลยไปที่รินที่กำลังยืนนิ่งอยู่ที่โต๊ะเตรียมอาหาร ท่าทางของเธอเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน จากหญิงสาวที่ดูไร้ตัวตนและขาดความมั่นใจ บัดนี้เธอยืนหลังตรงจัดระเบียบร่างกายใหม่ มือที่จับมีดนั้นดูมั่นคงและแม่นยำอย่างที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน การขยับร่างกายของเธอช่างลื่นไหลและดูทรงพลังเกินกว่าจะเป็นเพียงผู้ช่วยทั่วไป จนธันวาต้องเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ
ยัยนี่... เมื่อกี้ยังซุ่มซ่ามทำมีดหลุดมืออยู่เลย ธันวาคิด ทำไมตอนนี้ถึงดูเหมือนคนที่ถือมีดมาทั้งชีวิตแบบนี้? เธอทำอาหารดูเก่งกว่าตอนพูดจาเสียอีก
"สารวัตรครับ!" เสียงจ่าคนหนึ่งวิ่งมาหา "เราพบกุญแจสำรองประตูครัวแล้วครับ แต่มันไม่ได้อยู่ในที่ที่มันควรอยู่"
ธันวาละสายตาจากริน "อ้อ... ไหนบอกผมทีสิว่ามันหนีไปอยู่ที่ไหน?"
"มันอยู่ใต้พรมในห้องทำงานของคุณเมธาครับ... และที่สำคัญ ทั้งห้องนั้น และทางเข้าครัวด้านหลังไม่มีกล้องวงจรปิดครับ"
ธันวายิ้มมุมปาก พลางเหลือบมองเมธาที่ยืนอยู่ไกลๆ และมองสลับไปที่อาร์ตที่เผลอทำกระบอกน้ำหลุดมือกะทันหันจนน้ำสีใสๆ หกเลอะพื้น "ดูเหมือนคดีนี้จะไม่ได้มีแค่น้ำแข็ง สกรู กับกาว ซะแล้วแฮะ... แต่มี 'รสชาติ' ของความแค้นที่ผสมกันจนกลมกล่อมเลยทีเดียว"


ตอนที่ 4: การตามหาส่วนผสมที่หายไป

น้ำที่หกเลอะพื้นจากกระบอกน้ำของเชฟอาร์ตส่งกลิ่นแอลกอฮอล์ฉุนชัดโชยมาเข้าจมูกธันวา นายตำรวจหนุ่มไม่ได้ทักท้วงในทันที แต่เขากลับจ้องมองอาการ "ลนลาน" ของซูส์เชฟที่รีบก้มลงใช้ผ้าขี้ริ้วเช็ดพื้นอย่างเอาเป็นเอาตาย ราวกับจะลบหลักฐานความอ่อนแอของตัวเองทิ้งไป
"แหม... ท่าทางน้ำเปล่าของเชฟจะแรงน่าดูนะครับ" ธันวาเอ่ยเย้าด้วยมุกแป้กพลางก้าวข้ามกองน้ำนั้นไปหาเมธาที่ยืนหน้าซีดอยู่ไม่ไกล "คุณผู้จัดการครับ กุญแจสำรองของคุณนี่ชอบไปเที่ยวที่แปลกๆ นะครับ ใต้พรมห้องทำงานเชียวเหรอ? หรือว่าห้องนั้นพรมมันหนาจนเดินแล้วสะดุดกุญแจหลุดจากกระเป๋า?"
เมธาขยับแว่นสายตา กรามของเขาบดเข้าหากันจนเห็นสันนูน "ผมไม่ทราบว่ามันไปอยู่ตรงนั้นได้ยังไง ห้องทำงานผมใครๆ ก็เข้าได้ถ้าผมไม่อยู่"
"งั้นเหรอครับ? แต่เห็นว่าห้องนั้น 'ไม่มีกล้องวงจรปิด' เสียด้วยสิ" ธันวาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาเย็นชาของเมธา "เป็นนโยบายความเป็นส่วนตัวที่เอื้อต่อการทำธุรกิจสีเทาดีนะครับ ว่าแต่... เมื่อคืนตอนปิดร้าน คุณรินบอกว่าคุณยังทำงานอยู่ แล้วทำไมกุญแจถึงไปอยู่ในที่ที่ไม่ควรอยู่ล่ะครับ?"
ในขณะที่ธันวากำลังไล่ต้อนเมธา ทางด้าน ริน กลับกำลังเผชิญกับสภาวะที่แยกไม่ออกระหว่างความฝันและความจริง ความเย็นเยือกที่ต้นคอลุกลามไปยังบ่าทั้งสองข้าง และทวีความรุนแรงขึ้นจนเธอรู้สึกปวดร้าวไปถึงกระดูก มโนภาพของเชฟพงศ์ที่ยืนทะมึนอยู่ด้านหลังเริ่มแจ่มชัดขึ้นในมโนสำนึก
มือของรินขยับไปเอง เธอไม่ได้เดินไปที่หน้าเตาร้อน แต่กลับเดินตรงไปหยิบชามผสมสแตนเลสขนาดใหญ่ ไปตักน้ำแข็งจนเกือบเต็ม เทน้ำตามลงไป แล้วเธอจุ่มมือทั้งสองข้างลงไปในน้ำที่เย็นจัดจนเกือบเป็นศูนย์องศา ความเย็นกัดกินผิวหนังจนเธอต้องกัดฟันกรอด น้ำตาคลอเบ้าด้วยความเจ็บปวด แต่เธอกลับไม่สามารถดึงมือออกได้
'อุณหภูมิมือแกมันสูงเกินไป... อย่าให้ความร้อนของแกทำลายชั้นไขมันปลา' เสียงเย็นๆ ของเชฟพงศ์ดังก้องในหัว
รินดึงมือที่แดงจัดและสั่นเทาขึ้นมาจากน้ำแข็ง ก่อนจะเดินไปหยิบมีดซาชิมิที่ถูก "แช่เย็น" ไว้ในตู้แช่เตรียมเฉพาะออกมา เธอหยิบชิ้นปลาโอโทโร่ขึ้นมา แล้วใช้กระดาษซับน้ำสำหรับอาหารซับความชื้นบนชิ้นปลาอย่างบรรจงทีละจุด จนผิวนวลเนียนปราศจากหยดน้ำแม้แต่หยดเดียว
"ริน... เป็นอะไรไป มือแดงหมดแล้วน่ะ" จ่อย ที่กำลังขนตะกร้าจานผ่านมาทักด้วยความตกใจ
รินไม่ตอบ เธอหยิบมีดที่เย็นจัดขึ้นมา ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสความเย็นของด้ามมีด เธอรู้สึกเหมือนเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงเข้าสู่เส้นประสาท แต่มือเธอกลับนิ่งสนิท เธอเริ่มลงมีดเฉือนเนื้อปลาด้วยจังหวะที่แม่นยำ ลากยาวเพียงครั้งเดียวจนเนื้อปลาแยกออกจากกันอย่างสวยงามไร้รอยหยัก เธอหั่นเนื้อปลาเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าเล็กๆด้วยความว่องไว ท่าทางการขยับไหล่และข้อมือของเธอมันไม่ใช่ท่าทางของ "ริน ผู้ช่วยครัว" อีกต่อไป แต่เป็นท่วงท่าของ "พงศ์ เทพเจ้าอาหาร"
ธันวาที่เดินกลับเข้ามาในครัวหยุดชะงัก สายตาของเขาจับจ้องไปที่รินที่กำลังกรีดนิ้วโรยเกลือลงในหม้อซอสทองแดงใบเล็ก ท่วงท่าที่เป็นเอกลักษณ์ "ท่าโรยเกลือแบบกรีดนิ้ว... นั่นมันลายเซ็นของเชฟพงศ์ชัดๆ" เขาพึมพำกับตัวเอง
เขาละสายตาจากรินแล้วเดินไปที่โซนเตรียมอาหาร เห็นจ่อยกำลังขัดหม้อด้วยพละกำลังมหาศาล "พี่จ่อยครับ พละกำลังดีแบบนี้ ตอนที่เชฟพงศ์ด่าพี่ พี่เคยเผลอไป 'กระแทก' อะไรเข้าบ้างหรือเปล่า?"
จ่อยหยุดก้มหน้า "สารวัตร... ผมไม่ได้ฆ่าเชฟนะ ผมจะไปรู้อะไร ผมแค่ผู้ช่วยทั่วไป!" เขาสะบัดเสียงปัดความผิด "ไอ้ผู้จัดการนั่นต่างหาก มันเกลียดเชฟจะตาย เพราะเชฟชอบไปขวางทางเงินเจ้านายมัน! เมื่อวานผมยังเห็นมันแอบยืนมองเชฟด้วยสายตาอาฆาตตอนเชฟด่าเรื่องบัญชีวัตถุดิบอยู่เลย"
ธันวาพยักหน้าเก็บข้อมูล พลางหันไปมองอาร์ตที่ยังคงมีอาการมือสั่นและพยายามชิมน้ำสต็อกซ้ำแล้วซ้ำเล่า "ทุกคนมีเหตุผลที่จะฆ่า... ประตูหลังล็อคอยู่ก่อนพบศพ... คนที่ถือกุญแจทุกคนไม่มีพยานอ้างอิงที่อยู่... กุญแจอยู่ครบ แต่มีอยู่หนึ่งดอกที่อยู่ผิดที่ผิดทาง... ทำไม?"
ในขณะนั้นเอง เสียงโทรศัพท์ของธันวาดังขึ้น จ่าแจ้งข่าวจากนิติเวชเบื้องต้นว่าพบสารบางอย่างที่เป็น "จาระบีหล่อลื่น" ติดอยู่ที่ผ้าเช็ดมือที่พันรอบมือเชฟพงศ์
ธันวาหันไปมองที่ปลายเสื้อสูทของเมธาอีกครั้ง รอยเปื้อนสีดำเล็กๆ นั่นยังคงอยู่ "จาระบี... กุญแจ... และความแค้นที่ถูกแช่แข็ง" เขายิ้มมุมปาก "ดูเหมือนว่าอาหารจานนี้จะมีพ่อครัวมากกว่าหนึ่งคนเสียแล้วสิ"
เขามองไปที่รินที่ยังคงทำงานอย่างขะมักเขม้นท่ามกลางความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ภายใต้ใบหน้าที่เรียบเฉย "ริน... คุณกำลังจะบอกอะไรผมผ่านการทำอาหารพวกนี้หรือเปล่า?"


ตอนที่ 5: คอร์สเมนูเปิดประตูนรก

บรรยากาศในร้าน L’Art de Fusion ช่วงบ่ายทวีความตึงเครียด เมื่อร่างภูมิฐานของ 'พิธาน' นักวิจารณ์อาหารชื่อดังก้าวเข้ามาพร้อมไม้เท้าหัวเงินและสายตาที่จ้องจับผิดทุกตารางนิ้ว เขาไม่ได้มาเพื่อแสดงความเสียใจ แต่มาเพื่อ "ขย้ำ" ซ้ำเติมในวันที่ร้านไร้เงาเชฟใหญ่
"กลิ่นอายความล้มเหลวมันโชยมาถึงลานจอดรถเลยนะเมธา" วิจารณ์เอ่ยเสียงหยันพลางใช้ไม้เท้าเคาะพื้นสแตนเลสในครัว "เชฟพงศ์ตายไปแล้ว ร้านนี้ก็แค่ซากศพที่รอวันฝัง หรือจะบอกว่าพวกแกมีน้ำยาพอจะทำเมนู Chef Table ต่อไปได้?"
เมธาปั้นหน้ายิ้มสุภาพตามแบบฉบับผู้จัดการจอมปลอม "หูผีจมูกมดเหมือนเดิมนะครับคุณพิธาน ไม่ต้องห่วงครับ เรายังมีซูส์เชฟอาร์ตและทีมงานคุณภาพครับ ทุกอย่างยังเป็นไปตามตารางเดิม"
"หึ! คุณภาพงั้นเหรอ?" พิธานหันไปมอง อาร์ต ที่กำลังขูดผิวเลมอนด้วยมือที่สั่นเทา "ฉันได้ยินมาว่าลิ้นซูส์เชฟของแกมันเริ่มรับรสได้แค่แอลกอฮอล์แล้วนี่ ถ้าฉันกินอาหารในวันงานแล้วรสชาติมัน 'เพี้ยน' เหมือนที่เคยเกิดขึ้นที่ร้านของเชฟพงศ์ พวกคุณคงต้องจ่าย “ค่าจัดการความเสียหาย” เยอะหน่อยนะ” พิธานยิ้มเจ้าเล่ห์ “เอ...หรือจะให้ผมแนะนำเชฟคนใหม่ให้ดี?”
คำพูดของพิธานทำให้เสี่ยอำนาจที่แอบฟังอยู่หลังม่านกัดฟันกรอด ส่วนอาร์ตแทบจะทำเครื่องขูดหลุดมือ
สารวัตรธันวา ยืนพิงเสามองเหตุการณ์อยู่เงียบๆ เขาไม่ได้สนใจนักวิจารณ์เท่ากับที่เขาสนใจ ริน หญิงสาวที่บัดนี้ดูเหมือนจะมีอีกบุคลิกหนึ่ง "ตื่นอยู่" ในร่างของเธอ รินเดินตรงไปที่เคาน์เตอร์ เธอไม่ได้หยิบมีด แต่กลับก้มลงไปหยิบกระบอกบรรจุของเหลวสีเหลืองอ่อนขึ้นมาจากตู้แช่ใต้เคาน์เตอร์ แล้วเธอก็เริ่มเอาสารสกัดอะไรบางอย่างที่เป็นสีเข้มคล้ำหยดลงไปด้วยจังหวะสม่ำเสมอ เมื่อสารสกัดหยดลงไปในของเหลวสีเหลืองอ่อนก็กลับกลายเป็นเหมือนเม็ดไข่ปลา แล้วจมลงสู่ก้นกระบอก ท่าทางของเธอนิ่งสนิทราวกับหุ่นเชิดที่ถูกบังคับด้วยเส้นด้ายที่มองไม่เห็น
"ริน... สารวัตรสั่งให้คุณไปพักไม่ใช่เหรอ?" เมธาเดินเข้ามาข่มขู่ด้วยเสียงต่ำ "ออกไปจากครัวซะ ก่อนที่ฉันจะไล่เธอออกจริงๆ"
รินไม่แม้แต่จะปรายตามองเมธา เธอหยิบมะนาวคาเวียร์ และ น้ำส้มสายชูบัลซามิก ขึ้นมาเตรียมประกอบจาน "คุณจัดการงานหน้าบ้านไปเถอะเมธา... งานในครัวเป็นหน้าที่ของคนที่มี 'ลิ้น' ไม่ใช่คนที่มีแต่ 'ตัวเลข' ในหัว"
คำพูดนั้นตรงไปตรงมา ขวานผ่าซาก และทรงพลังเสียจนเมธาชะงักไปครู่หนึ่ง มันคือคำพูดที่เชฟพงศ์ชอบใช้ด่าเขาเป็นประจำ และรินไม่ได้ลงท้ายด้วย "ค่ะ" อย่างที่เคยทำเป็นนิสัย
รินเริ่มเอาส่วนประกอบต่างๆมารวมกัน ความเย็นเยือกที่เคยกัดกินบ่าของเธอตอนนี้ไหลลงมาสู่ปลายนิ้ว ความรู้สึกเจ็บปวดจากน้ำแข็งที่แช่มือเมื่อครู่เริ่มเปลี่ยนเป็นความร้อนรุ่มที่ปลายนิ้วอย่างน่าประหลาด เธอหยิบชามผสมที่หั่นโอโทโร่แช่ไว้ในตู้เย็นใต้เคาน์เตอร์ขึ้นมา เสียงกระซิบสั่งการผุดขึ้นมาในสมอง “เอาเนื้อปลาคลุกน้ำมันมะกอกซะก่อน เวลาเนื้อปลาโดนกรดจะได้ไม่เปลี่ยนสี” มือของรินเคลื่อนไหวไปตามคำสั่งในหัว “ดี...ไม่ต้องใส่น้ำมันเยอะ ทูน่ามีความมันอยู่แล้ว...เบามือ” “มือของแกมันเร็วกว่านี้ไม่ได้หรือไง วัตถุดิบเสียอุณหภูมิหมด!” เสียงในหัวกรรโชกขึ้นมาเพราะไม่ได้อย่างใจ รินอยากจะหันหลังให้ครัวนี้ แล้ววิ่งหนีออกไปซะเดี๋ยวนั้น แต่ร่างกายมันไม่ทำตาม มือของเธอยังสาละวน หยิบองค์ประกอบอาหารอื่นๆใส่ลงไปในชาม คลุกเคล้าเบามือ แล้วตักขึ้นมาใส่ช้อนเสิร์ฟอาหารเรียกน้ำย่อยสีเงินวาวที่ถูกวางเรียงอยู่บนถาดโลหะสีดำที่มีน้ำแข็งแห้งรองอยู่ด้านใต้
"กลิ่นนี่มัน..." พิธานหยุดชะงัก เดินตรงดิ่งมาที่โต๊ะเตรียมอาหารของริน "พริกไทยกำปอตคั่ว กับ เกลือสมุทรรมควัน... เป็นไปไม่ได้" นักวิจารณ์ผู้โอหังเอื้อมมือจะหยิบขึ้นมาชิม แต่รินกลับใช้ช้อนชิมเคาะหลังมือเขาเบาๆ แต่เจ็บลึกจนพิธานสะดุ้ง
"อาหารจานนี้มีไว้สำหรับคนที่มีปาก 'พูดความจริง' เท่านั้น" รินพูดด้วยน้ำเสียงเย็นเยือก "ไม่ใช่ขอทานที่เรียกรับเงินใต้โต๊ะเพื่อเสนอแลกกับดาวจอมปลอมที่ไร้ค่า"
ใบหน้าของพิธานเปลี่ยนจากแดงเป็นเขียวด้วยความโกรธ "อีเด็กนี่! แกกล้าดียังไง..."
"ปล่อยเธอทำไปเถอะครับคุณพิธาน" ธันวาเดินเข้ามาแทรกพลางส่งยิ้มกวนประสาท "ผมอยากรู้เหมือนกันว่า 'รสชาติแห่งความจริง' ที่รินว่า มันจะซับซ้อนเหมือนคดีที่ผมกำลังทำอยู่หรือเปล่า"
ในจังหวะที่รินกำลังปรุงรสสุดท้าย ธันวาสังเกตเห็นบางอย่างที่ผิดปกติที่ข้อมือของริน มันมีรอยสีขาวซีดจางๆ คล้ายคราบเกลือหรือเกล็ดน้ำแข็งเกาะอยู่ตามรูขุมขน และกลิ่นเย็นจัดที่แผ่ออกมาจากตัวเธอทำให้ธันวารู้สึกเหมือนกลับไปยืนอยู่ในห้องแช่แข็งเฉียบพลันอีกครั้ง
จ่อยที่กำลังจัดจานอยู่ใกล้ๆ ถึงกับทำจานหลุดจากมือแตกดัง เพล้ง! เมื่อเขาหันมาเห็นเงาสะท้อนในกระจกสแตนเลส... หลังของรินในกระจกนั้น ไม่ใช่ร่างของหญิงสาวตัวเล็ก แต่เป็นเงาทะมึนของเชฟพงศ์ที่กำลังเอื้อมมือแข็งทื่อมากุมมือของรินไว้
"เชฟ..." จ่อยพึมพำด้วยความหวาดกลัวพลางถอยกรูดไปจนชนเคาน์เตอร์
"จ่อย..." รินหันไปมองด้วยดวงตาที่เริ่มขุ่นมัว "ความสะเพร่าเพียงนิดเดียวคือยาพิษ... มึงจำที่กูบอกได้ไหม?"
คำแทนตัวว่า "มึง" และสรรพนามที่เปลี่ยนไปทำให้ทุกคนในครัวเย็นสันหลังวาบ รินไม่ได้เรียกเขาว่า "พี่จ่อย" อีกต่อไป ธันวารู้ทันทีว่านี่ไม่ใช่แค่เรื่องทางจิตวิทยา แต่มันคือการ "ส่งต่อ" ความแค้นผ่านรสสัมผัสที่รินกำลังปรุงขึ้นมา
"เมนูคอร์สนี้... คือจุดเริ่มต้นของการชำระบาป" รินเอ่ยจบก่อนจะวางจานปลาลงตรงหน้าธันวา "ลองชิมดูสิสารวัตร... แล้วหลังจากจบคอร์ส จะรู้ว่าในคืนนั้น ใครคือคนที่ 'ปิดประตู' ใส่หน้ากู"


ตอนที่ 6: อามูส บุช (Amuse bouche) แห่งความตาย

ทูน่าทาร์ทาร์ ในช้อนสีเงิน ที่เหมือนลอยอยู่บนปุยเมฆ ถูกวางลงตรงหน้าสารวัตรธันวา กลิ่นหอมของซีตรัสลอยขึ้นมาจางๆ จากผิวเลมอนขูดที่ตกแต่งอยู่ด้านบน เนื้อปลาที่ถูกแล่ด้วยฝีมือที่แม่นยำเกินมนุษย์ แต่มันกลับแฝงไปด้วยไอเย็นจัดของน้ำแข็งแห้งที่ผุดพรายรายรอบ ทำให้ออกซิเจนรอบโต๊ะเตรียมอาหารเบาบางลง ธันวาหยิบช้อนเสิร์ฟขึ้นมา มือของเขาชะงักเล็กน้อยจากความเย็นเฉียบที่ถูกส่งผ่านมาจากช้อนโลหะนั่น เขาพิจารณามันครู่หนึ่ง ก่อนจะส่งเข้าปาก
ทันทีที่ลิ้นสัมผัสเนื้อปลา ธันวารู้สึกเหมือนถูกกระชากลงสู่ก้นมหาสมุทรที่มืดมิด ความเย็นจัดแล่นพล่านไปตามโพรงปากจนเสียวฟัน แต่วินาทีต่อมา เมื่อเคี้ยวโดนเม็ดไข่มุกสีคล้ำ รสเผ็ดร้อนของพริกไทยกำปอตที่ถูกคั่วสกัดอย่างลึกล้ำกลับระเบิดออกมาราวกับเปลวเพลิง ผสมกับรสเปรี้ยวของเกล็ดมะนาวคาเวียร์ และกลิ่นเกลือรมควันที่ให้ความรู้สึกเหมือนมีอะไรในร่างกายกำลังถุกเผาไหม้ส่งกลิ่นอวลขึ้นมาในโพรงจมูก มันคือรสชาติของความโกรธเกรี้ยวที่ถูกแช่แข็งไว้... รสชาติของคนที่กำลังจะขาดใจตาย
"อึก..." ธันวาสำลักไอเย็นออกมาจนเห็นเป็นควันขาว เขาเบิกตากว้าง ภาพหลอนกึ่งความจริงผุดขึ้นในมโนสำนึก เขาเห็นตัวเองยืนอยู่ท่ามกลางไอหมอกสีขาวที่หนาทึบจนมองแทบไม่เห็นปลายเท้า เขาตะโกนจนสุดเสียง
"เปิด! มึง เปิดเดี๋ยวนี้!"
พลางใช้มือข้างที่พันผ้า พยายามผลักไปที่บาร์เปิดประตูด้านใน สลับกับกดปุ่มฉุกเฉินสีแดงเพื่อตัดการทำงาน แต่เมื่อสัมผัสลงไป เขาไม่พบสัมผัสหยุ่นตัวเหมือนปกติ... ปุ่มนั้นถูกพอกด้วยกาวตราช้างจนแข็งทึบและบาร์เปิดประตูก็ถูกป้ายทับด้วยจาระบี เขาพยายามกดซ้ำๆ สกรูสองสามตัวร่วงลงที่พื้นห้องเสียงดัง แคร้งๆ
อุณหภูมิดิ่งลงอย่างรวดเร็วจาก 0°C สู่ -20°C และยังคงลดลงเรื่อยๆ
เขากำลังถูกความเย็นอันโหดร้ายเข้าจู่โจม แค่เพียงลมหายใจธรรมดา ก็เหมือนเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงเข้าสู่ปอด เกล็ดน้ำแข็งละเอียดเริ่มเกาะตามไรหนวดและขนตา ผิวหนังคล้ำแดดของเขาเริ่มเปลี่ยนเป็นสีซีดเผือดจนดูเหมือนกระดาษที่พร้อมจะฉีกขาด
"เปิด..." เสียงตะโกนเริ่มแผ่วเบาลง กล่องเสียงของเขาถูกความเย็นแช่แข็งจนเส้นเสียงแข็งตัว ผิวหนังเริ่มมีความรู้สึกแสบร้อนเหมือนโดนไฟเผา ดวงตาของเขาเบิกกว้างจนลูกตาแข็งค้าง รูม่านตาขยายออกรับความมืดมิด ที่เขายังยืนอยู่ได้ก็เพราะแรงอาฆาต มือหนึ่งยังคงกำหมัดแน่น อีกมือหนึ่งพยายามไขว่คว้าหาประตูนรกที่ไม่มีวันเปิดออก
"เป็นยังไงสารวัตร... รสชาติของความเย็น มันถึงใจไหม?" รินเอ่ยถามด้วยเสียงแหบพร่า ดวงตาของเธอขุ่นมัวสนิทจนดูเหมือนคนตาบอด
ในขณะที่ทุกคนกำลังตกตะลึงกับท่าทางของริน เสียงหัวเราะเยาะหยันก็ดังมาจากหน้าประตูร้าน 'เชฟเอก' เจ้าของร้านหรูคู่แข่งก้าวเข้ามาด้วยท่าทางอวดดี เขากวาดสายตามองไปรอบครัวที่วุ่นวายก่อนจะหยุดที่ตู้แช่แข็งที่มีเทปกั้นอยู่
"ตายได้สมเกียรติซะจริงๆ ยืนแข็งตายเหมือนรูปปั้นราคาถูก" เอกเดินเข้ามาใกล้โต๊ะเตรียมอาหาร "ไงเมธา? ร้านคงใกล้เจ๊งแล้วล่ะสิ ถ้าไม่มีพงศ์คอยเป็นแม่เหล็กดึงดูดเงินให้เสี่ยอำนาจ... หรือจะให้ฉันช่วยซื้อร้านนี้ไปทำเป็นโกดังเก็บเนื้อชั้นต่ำดีล่ะ?"
"เชฟเอก! ออกไปจากร้านฉันเดี๋ยวนี้!" เสี่ยอำนาจตะโกนสั่ง
เอกไม่ฟัง เขามองจานอาหารตรงหน้าธันวาแล้วยื่นมือจะไปหยิบมาชิม "ไหนดูซิ อีหนูผู้ช่วยทำอะไรให้กิน กลิ่นใช้ได้นี่ แต่ฝีมือคงไม่ถึง..."
ฉึก!
ด้วยความเร็วที่ไม่มีใครมองทัน รินคว้ามีดเชฟปักลงบนเขียงไม้ ห่างจากนิ้วของเชฟเอกเพียงไม่กี่มิลลิเมตร ความเย็นจากใบมีดแผ่รังสีออกมาจนขนที่แขนของเอกลุกตั้งชัน ผิวหนังหดตัวเป็นตุ่มหนังไก่
"มึงไม่มีค่าพอจะชิมอาหารของกู" รินพูดโดยไม่เงยหน้า "มึงมันก็แค่ไอ้ขี้ขโมยที่คอยจ้องจะลอกสูตรคนอื่นตอนเขาเผลอ ออกไป... ก่อนที่กูจะแล่มึงแทนปลา"
เชฟเอกหน้าซีดเผือด เขาถอยหลังกรูดด้วยความสยองขวัญ ท่าทางและน้ำเสียงนั้นมันไม่ใช่ของเด็กผู้ช่วย แต่มันคือพงศ์... คนที่เขาเคยปะทะด้วยบ่อยๆ และแพ้พ่ายต่อบารมีเสมอ
ความสยองขวัญทวีคูณเมื่อไฟในครัวเริ่มกระพริบถี่ๆ เสียงระบบ Air Blast Freezer ที่ถูกปิดไปแล้วกลับส่งเสียงทำงานดัง ครืน... ครืน... ราวกับมีลมหายใจของปีศาจ ลมเย็นจัดพัดกรรโชกออกมาจากห้องแช่แข็ง ทั้งที่ไม่มีใครเปิดประตู
จ่อย ที่ยืนหลบมุมอยู่เริ่มแหกปากร้อง "เชฟมาแล้ว! เชฟมาทวงคืน! ผมไม่ได้ทำ... ผมแค่ไม่อยากมีปัญหา... ผมไม่รู้เรื่อง!" คำสารภาพด้วยความกลัวของจ่อยทำให้ธันวาที่เพิ่งตั้งสติได้จากอาหารเรียกน้ำย่อยจานนั้นหันไปคว้าแขนเขาไว้
"คุณเห็นอะไรจ่อย! ใครเป็นคนปิดประตูนั่น!"
จ่อยตัวสั่นงันงก สายตาเขาจ้องไปที่เงาสะท้อนในกระจกสแตนเลสเหนืออ่างล้างจาน เขาเห็นร่างของเชฟพงศ์ในสภาพผิวหนังขึ้นเกล็ดน้ำแข็ง ยืนอยู่ข้างหลัง เมธา และ อาร์ต มือที่แข็งทื่อของเชฟเอื้อมไปแตะที่ลำคอของ อาร์ต ทิ้งรอยนิ้วมือสีม่วงคล้ำไว้เป็นทาง
"กรี๊ดดด!" พนักงานเสิร์ฟคนหนึ่งกรีดร้องเมื่อเห็นคราบเกล็ดน้ำแข็งเริ่มเกาะคอเสื้อของอาร์ต ทั้งที่อากาศในร้านไม่ได้เย็นขนาดนั้น
อาร์ตพยายามจะพูดแต่เสียงเขากลับหายไปในลำคอ ราวกับลิ้นถูกแช่แข็ง ล้มลงไปกองกับพื้น มือคว้าคอตัวเองพยายามหอบหายใจเอาอากาศที่เริ่มกลายเป็นน้ำแข็งเข้าไปในปอด
"รสสัมผัสสุดท้าย... ไม่ใช่ความอร่อย" รินเงยหน้าขึ้น จ้องมองไปที่ อาร์ต ด้วยสายตาอาฆาต "แต่มันคือความโดดเดี่ยวที่หนาวเหน็บ... พวกมึงเตรียมตัวชิมคอร์สต่อไปได้เลย"
ธันวามองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกขนลุกซู่ เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าอาหารแต่ละจานที่พงศ์ในร่างของริน กำลังจะทำ คือการแฉความผิดของคนทีละคนผ่านความรู้สึกก่อนตาย
"เชฟ... พอเถอะ" ธันวาพยายามเรียกสติ "ผมจะจับพวกมันเอง ให้ผมจัดการตามกฎหมาย..." รินหันมามองธันวา ผิวหนังของเธอตอนนี้เริ่มซีดเผือดและมีเส้นเลือดโป่งพองที่ขมับเหมือนศพของเชฟพงศ์ไม่มีผิด
"กฎหมายของมึง... มันช้ากว่าความเย็นของกูสารวัตร"


ตอนที่ 7: เมนคอร์สแห่งความอัปยศ

ท่ามกลางไอเย็น และเสียงหึ่ง จากห้องแช่แข็งที่ฟื้นคืนชีพ ร่างของ ริน สั่นเทิ้มทว่ามั่นคงอย่างน่าประหลาด เธอเดินตรงไปที่เคาน์เตอร์ตรงข้ามเตาร้อนด้วยท่าทางที่เปลี่ยนไป—หลังเหยียดตรง ก้าวย่างมั่นคงและหนักแน่น รินก้มหยิบชามริซอตโตหมึกดำที่เชฟพงศ์ทำตัวอย่างให้เมื่อวันก่อนจากตู้แช่ใต้เคาน์เตอร์ เธอเปิดซีลพลาสติกออกเพื่อดมกลิ่น แล้วพยักหน้าน้อยๆพร้อมรอยยิ้มที่มุมปาก แล้วพึมพำออกมาเบาๆ “กำลังดีทีเดียว”
"จานที่สอง... สำหรับคนไร้จรรยาบรรณ ที่ทำลายชีวิตคนอื่นด้วยคำโกหก และปลายปากกาเน่าๆ แต่กลับมองไม่เห็นความฟอนเฟะของตัวเอง" รินเอ่ยเสียงแหบพร่า สายตาขุ่นมัวจ้องเขม็งไปที่ พิธาน
ริน เริ่มลงมือทำอาหารด้วยความเร็วที่น่าสยดสยอง เธอหยิบ 'ริซอตโตหมึกดำที่เริ่มเน่าเสีย' มาปั้นเป็นก้อนกลม ยัดไส้ชีสมอสซาเรลล่าไว้ตรงกลาง ก่อนจะชุบไข่และเกล็ดขนมปังทอดจนเป็นก้อนทองคำที่เรียกว่า 'Arancini Ball' กลิ่นหอมจากการทอดด้วยน้ำมันอุณหภูมิสูงกลบกลิ่นบูดเบี้ยวของข้าวไว้ได้อย่างมิดชิด จากนั้นรินเริ่มปรุงซอส 'Arrabiatta' (ซอสมะเขือเทศรสเผ็ด) ที่มีส่วนผสมของเนื้อมะเขือเทศ พริกแห้งและกระเทียมผัดเข้าด้วยกัน รินเหยาะน้ำมันทรัฟเฟิลขาวลงไปก่อนปิดเตา น้ำมันทรัฟเฟิลที่โดนความร้อนหอมฟุ้งกลิ่นหอมกระตุ้นความอยากกินของพิธาน จนทำให้พิธานแอบสูดหายใจแรง และเผลอกลืนน้ำลายอึกใหญ่
ริน จัดวางก้อน Arancini ลงบนซอสสีแดงสด แล้วตกแต่งจานด้วยพาร์สลีย์สีเขียวให้สีตัดกัน ปิดท้ายด้วยการสไลด์ราชาของเห็ด 'ทรัฟเฟิลขาว' (White Truffle) เป็นแผ่นบาง วางทับลงไป กลิ่นหอมซับซ้อนทรงพลังของทรัฟเฟิลกระจายฟุ้งไปทั่วครัวจนกลบกลิ่นอื่นไปจนสิ้น
"กินสิ พิธาน... มึงบอกว่ามึงชอบของแพงไม่ใช่เหรอ?" รินผลักจานที่ถูกตกแต่งอย่างสวยงามออกไปด้านหน้า
พิธาน เอื้อมไปหยิบจานอาหารตรงหน้าด้วยมือที่สั่นเทา กลิ่นทรัฟเฟิลขาวราคาแสนแพงนั่นทำให้เขาเผลอกลืนน้ำลายอีกรอบ "คิดว่าเอาของหรูมาหลอกล่อ แล้วสถานะแกจะเปลี่ยนงั้นเหรอ?” พิธานมองรินแบบเยาะหยัน “แกมันก็แค่ตุ๊กตาหน้าม่าน เพื่อให้ร้านนี้เป็นเครื่องฟอกเงินให้ไอ้เสี่ยอำนาจแหละวะ"
"ที่กูต้องมาทำงานอยู่กับคนเลวอย่างเสี่ยอำนาจ... ก็เพราะมึงไม่ใช่เหรอพิธาน?" เชฟในร่างริน คำรามออกมา เสียงนั้นสั่นสะเทือนไปทั้งครัว "วันนั้นที่ร้านเก่ากู... มึงติดสินบนหนึ่งในเชฟครัวร้อนของกู ให้แอบเอา ฟัวกราส์ เน่ามาสับเปลี่ยนในจานอาหาร แล้วเขียนข่าวโจมตีว่ากูใช้ของเสียเสิร์ฟลูกค้า มึงทำลายชื่อเสียงที่กูสร้างมาทั้งชีวิตเพียงเพราะกูไม่ยอมก้มหัวให้มึง!"
วิจารณ์หน้าถอดสี แต่ยังปฏิเสธเสียงแข็ง "มึงไม่มีหลักฐาน!"
"มึงเขียนด่ากูจนกูไม่มีที่ยืน มึงเรียกกูว่า 'เชฟขยะ' มึงทำให้ลูกค้าที่เคยศรัทธากูเดินออกจากร้านไปหมด มึงบีบให้กูไม่เหลือทาง ต้องคลานไปขอความช่วยเหลือจากเสี่ยอำนาจ... คนที่มึงร่วมมือด้วยเพื่อทำลายกู!" รินคำราม เสียงของเธอสะเทือนจนขวดไวน์บนชั้นสั่นไหว
ภาพความหลังผุดขึ้นในหัวของพิธานอย่างชัดเจน เขาแทบจะเก็บอาการลิงโลดในตอนนั้นไว้ไม่อยู่ ขณะรับซองเงินปึกหนาจากเสี่ยอำนาจ พร้อมกับใบสั่งที่ต้องการตัวเชฟพงศ์มาเป็นฉากบังหน้าในการฟอกเงิน เชฟพงศ์ไม่ใช่งานแรก ในวงการนี้ ทั้งเชฟ ทั้งจำนวนดาวการันตีความอร่อย ถูกซื้อขายกันเป็นเรื่องปกติ ใครมีทุนเยอะก็ทุ่มเงินซื้อเชฟ ซื้อป้ายไปใส่กรอบสวยๆแขวนผนังกันทั้งนั้น เขาก็แค่คนกลาง ที่พอจะมีพาวเวอร์นิดหน่อย จะมีก็แต่ไอ้พงศ์นี่แหละ โคตรจะศิลปิน เลยต้องใช้ลูกเล่นเล็กน้อยเพื่อให้เป็นไปตามความต้องการ
พิธานใช้ส้อนตัดก้อนข้าวสีทอง ทันทีที่เข้าปาก... ความจริงที่ถูกซ่อนไว้ใต้เปลือกที่สวยงามก็ระเบิดออก รสชาติเน่าบูดของหมึกดำที่เสียแล้วพุ่งพล่านเข้าสู่โคนลิ้น รสสัมผัสเมือก ลื่น และกลิ่นเหม็นเน่าที่ถูกความร้อนกระตุ้นรุนแรงจนเขาแทบจะอาเจียนออกมาในทันที แต่มือบาง เย็นยะเยือก และแข็งราวกับคีมเหล็ก ของรินกลับบีบตะปบเข้ามาที่กราม ทำให้นักวิจารณ์ตัวแข็งทื่อ ลำคอหดเกร็งจนต้องกลืนความเน่าเสียนั้นลงไปอย่างเลี่ยงไม่ได้
"อ่อก! แค่ก... เน่า! นี่มันเน่าจริงๆ!" พิธานสำลักจนน้ำตาไหล คราบหมึกสีดำไหลย้อยออกมาจากปากเปื้อนไปตามลำคอ และเสื้อผ้าของพิธาน ส่งกลิ่นเหม็นจนน่าสะอิดสะเอียน “แก...แกมันไอ้เชฟขยะ”
"รสชาติเหมือนมึงไงล่ะ?" รินกระซิบข้างหูเขา ลมหายใจของเธอเย็นเยือก "ข้างนอกดูดี มีเกียรติหรูหรา... แต่ข้างในใจมึงมันเน่าบูด! มึงแกล้งเอาของเน่าใส่อาหารของกูวันนั้น... วันนี้กูเลยปรุงของเน่าที่มึงชอบ ให้สวยงามสมกับเกียรติยศชื่อเสียงของมึง!"
ธันวาเฝ้ามองภาพนั้นด้วยความทึ่งและสยดสยอง เขาเห็นผิวหนังของรินเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำคล้ายซากศพ เส้นเลือดที่ลำคอปูดโป่งจนน่ากลัว รินหันไปที่ตู้แช่แข็งอีกครั้งเพื่อเตรียม จานที่สาม ซึ่งเป็นจานสุดท้ายในคอร์ส


ตอนที่ 8: ของหวานและการชำระแค้น

"จานสุดท้าย ของหวาน... สำหรับหัวใจที่เย็นชากว่าน้ำแข็ง"
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมครัว L’Art de Fusion มีเพียงเสียงฟู่ของถัง ไนโตรเจนเหลว ที่รินลากออกมาวางกลางโต๊ะ ไอระเหยสีขาวแผ่กระจายไปตามพื้นราวกับหมอกในป่าช้า รินหยิบโถแก้วที่บรรจุ 'รังนกเลือดตุ๋น' สีแดงเข้มที่อาร์ตเป็นคนตุ๋นเตรียมไว้ ออกมาวางข้างกัน ท่วงท่าของเธอในตอนนี้ดูดุดันและไร้ความปราณี ราวกับเครื่องจักรสังหารที่ถูกควบคุมด้วยจิตวิญญาณที่เย็นเยือก
"มึงรู้ไหมอาร์ต... ของหวานจานนี้ชื่อว่า 'น้ำแข็งใสแห่งความริษยา'" รินหันไปมองซูส์เชฟที่นั่งตัวสั่นอยู่พื้น "มึงคิดว่ากูไม่รู้เหรอ... ว่ามึงเป็นคนทำ มึงแอบเอากาวไปหยอดที่ปุ่มนิรภัยด้านใน มึงเอาไขควงเข้าไปคลายน๊อตบาร์เปิดประตูเพื่อให้กูเปิดไม่ได้ และเป็นมึง...ที่คอยอยู่ฟังเสียงกูจากอีกฝั่งประตูจนเสียงกูเงียบไป”
อาร์ตเบิกตากว้าง ปากสั่นพะงาบ "ผม... ผมไม่ได้..."
"มึงมันโง่!" รินคำราม เสียงนั้นสั่นสะเทือนจนแก้วไวน์บนชั้นสั่นสะเทือนกระทบกันดังกรุ๊งกริ๊ง "มึงเลยพลาด” รินเข้ามากระชากผ้าเช็ดมือที่เหน็บอยู่ที่เอวของอาร์ตออกมา สะบัดลงบนหน้าอาร์ต "คราบกาวบนผ้านี่... มันคือลายเซ็นของฆาตกรกระจอกๆ แบบมึง!"
รินเท น้ำส้มสายชูไวน์แดง (Red Wine Vinegar) ลงในโถสแตนเลส ก่อนจะสวมแว่นตา แล้วราดไนโตรเจนเหลวลงไปฉับพลัน เสียงระเบิดของไอเย็นดัง ฟู่! พร้อมกับหมอกหนาพวยพุ่งขึ้นท่วมหัว เธอใช้ตะกร้อเหล็กตีของเหลวด้วยความเร็วสูงจนเกิดเสียงโลหะเสียดสีดังแสบแก้วหู กลายเป็น 'กรานิต้า' สีแดงก่ำที่มีเกล็ดคมกริบเหมือนเศษแก้ว
“ลิ้นอย่างมึง กรานิต้าน้ำทับทิมคงจะไม่ถึงใจ” เธอบรรจงตักกรานิต้าน้ำส้มสายชูไวน์แดงวางทับลงบนรังนกเลือดที่ตุ๋นไว้ก่อนหน้า กลิ่นฉุนกึกของกรดน้ำส้มที่เย็นจัดพุ่งเข้าจมูกทุกคนจนต้องเบือนหน้าหนี
"กินสิอาร์ต... กินรสชาติของความอิจฉาที่มึงปรุงไว้เอง"
รินเดินถือถ้วยของหวานที่มีรังนกสีแดงจัดราดด้วยกรานิต้าเย็นจัดจนเกล็ดน้ำแข็งเกาะรอบถ้วย เธอเดินตรงไปหาอาร์ตด้วยท่าทางคุกคาม ความเย็นจากร่างของรินแผ่ซ่านจนอาร์ตเริ่มสำลักออกมาเป็นไอขาว
ธันวารู้ทันทีว่านี่คือนาทีวิกฤต รินกำลังจะแลกชีวิตตัวเองเพื่อลากคอฆาตกร "เชฟ! หยุดเถอะ! ร่างกายคุณรินจะรับไม่ไหวแล้ว!"
รินหันมามองธันวาเพียงครู่เดียว ดวงตาที่ขุ่นมัวนั้นมีน้ำตาสีเลือดไหลออกมาเป็นเกล็ดน้ำแข็ง "สารวัตร... ผมไม่ให้มันตายง่ายๆ หรอก... ผมจะให้มันจำความรู้สึกนี้ไปตลอดชีวิต!"
"กิน!" รินตะคอก เสียงของเธอเปลี่ยนเป็นเสียงทุ้มต่ำและสั่นพร่าเหมือนมีน้ำแข็งบดบังอยู่ในลำคอ
อาร์ตถูกแรงกดดันที่มองไม่เห็นบังคับให้รับถ้วยรังนกเลือดนั้นมา ทันทีที่มือสั่นเทาตักกรานิต้าเข้าปาก รสหวานหอมที่ควรจะมีกลับกลายเป็นรส 'เปรี้ยวจัดของน้ำกรด' และความเย็นที่แสบร้อนจนเหมือนเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงจนชาหนึบไปทั่วช่องปาก ความเย็นจากไนโตรเจนทำให้เหงือกของเขาหดตัวจนเลือดซึมออกมาผสมกับกรานิต้าที่ละลาย มันคือรสชาติของความอิจฉาริษยาที่กัดกินใจเขามาตลอด
"อึก... อ่อก!" อาร์ตสำลัก ความเย็นจัดแล่นขึ้นสมองจนเขาปวดร้าวไปทั้งกะโหลก
"อัก!... แค่ก!" อาร์ตพ่นของเหลวสีแดงออกมา มันไม่ใช่แค่กรานิต้า แต่มันคือเลือดที่ไหลซึมออกมาจากเหงือกของเขาเพราะความเย็นจัดที่ทำลายเนื้อเยื่อ
"รสชาติของความอิจฉามันบาดคอดีไหม?" รินย่างสามขุมเข้าหาอาร์ต ผิวหนังของเธอตอนนี้ซีดจนเห็นเส้นเลือดสีเขียวคล้ำชัดเจน "มึงย้อนกลับเข้ามาที่ร้านเมื่อคืน มาบอกกูว่ามึงลืมนับสต๊อกวัตถุดิบบางอย่าง... แล้วมึงก็เข้าไปทำเรื่องระยำให้ห้องนั้น แต่สุดท้าย ความโง่ กับความไม่เป็นมืออาชีพของมึง มันก็มาเป็นหลักฐานมัดตัวมึงเข้าตารางอยู่นี่”
รินเดินเข้าไปกระชากแขนซ้ายของอาร์ตให้ชูสูงขึ้น “กูด่ามึงทุกวันให้รักษาความสะอาด นี่ไงช่องเสียบช้อนชิมที่มึงเอาไปใช้เสียบไขควง คราบจาระบียังติดอยู่ที่เสื้อแกนี่ ไอ้โสโครก” อาร์ตหันมองตามอย่างลนลาน แล้วรีบเอามือขึ้นมาตะครุบปิดคราบเปื้อนเอาไว้ รินแสยะยิ้มให้อาร์ตพร้อมกับพูดเยาะ“มึงขังกูไว้ ทั้งๆที่มึงลืมไปว่ามึงไม่มีกุญแจหลังร้าน มึงเลยต้องไปเอากุญแจของไอ้เมธามาใช้ แต่มึงก็ยังพลาดโง่ๆ ด้วยการกินเหล้าจนตื่นสาย จนเอากุญแจไปเก็บที่เดิมไม่ได้”
อาร์ตตัวสั่นงันงก ความกดดันและรสชาติที่บิดเบี้ยวทำให้กำแพงในใจของเขาทะลายลง เขาแผดร้องออกมาอย่างบ้าคลั่ง "เออ! กูฆ่ามึงเอง! กูอิจฉา! กูกลัวว่าถ้ามึงยังอยู่ ร้านนี้จะไม่มีที่ยืนให้กู!"
อาร์ตตะโกนออกมาพร้อมน้ำตาที่ไหลเป็นสาย "มึงชมแต่นังริน! มึงบอกว่ามันมีพรสวรรค์ ทั้งที่มันเพิ่งเข้ามา! ส่วนกู... กูอยู่กับมึงมาก่อนมันตั้งนาน แต่มึงกลับด่าว่ากูทุกวัน ด่าว่าฝีมือกูมันกระจอก! มึงไม่เคยรับรู้เลยใช่ไหมว่า 'ลิ้นกูเสียไปนานแล้ว'! กูรับรสไม่ได้มาเป็นปีแล้วกูต้องอาศัยจำสูตรเอา มึงมันยอดเยี่ยมเกินไปจนทำให้กูกลายเป็นแค่คนถือมีด ไม่ใช่เชฟ ในครัวมีแต่สายตาดูถูกเหยียดหยามกู!"
คำสารภาพของอาร์ตทำให้ธันวาที่ยืนคุมเชิงอยู่ถึงกับอึ้ง ลิ้นที่ไร้รสสัมผัสในอาชีพเชฟคือคำสาปที่รุนแรงที่สุด และความอิจฉารินที่เป็น "ลิ้นสำรอง" ให้เชฟพงศ์คือแรงผลักดันให้เขาลงมือฆ่า
สารวัตรธันวา เห็นสถานการณ์เริ่มหลุดจากการควบคุม รินกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะ Hypothermia (สภาวะตัวเย็นเกิน) ขั้นรุนแรง ริมฝีปากของเธอเริ่มกลายเป็นสีม่วงคล้ำ และลมหายใจของเธอก็ขาดช่วงเป็นระยะ
"ริน! พอก่อน! มันสารภาพแล้ว!" ธันวาตะโกนพลางถอดเสื้อแจ็คเก็ตของเขาออกมาหวังจะคลุมร่างให้หญิงสาว แต่เมื่อเขาเอื้อมมือไปแตะไหล่เธอ เขากลับต้องสะดุ้งสุดตัวเพราะผิวของเธอนั้นเย็นเยือกยิ่งกว่าน้ำแข็งในช่องแช่แข็งเสียอีก
"รสชาติที่มึงกินเข้าไปเมื่อกี้... คือสิ่งที่มึงเป็น อาร์ต" รินเอ่ยเสียงเย็น "มึงปล่อยให้ความอิจฉา เป็นเหมือนกรดที่คอยกัดทำลายให้ใจมึงขมขื่น มืดบอด จนไม่รับรู้ถึงความหวังดีของกู ที่กูยังเคี่ยวเข็ญมึงอยู่ทุกวันนี้เพราะกูรู้ กูรู้ว่ามึงมันไปไหนไม่รอด มึงคิดเหรอว่าถ้าไม่มีปีกของกูคอยกางป้องมึงไว้ ใครที่ไหนจะเอามึง ใครที่ไหนจะเอาเชฟที่ไม่มีลิ้น!"
ทันใดนั้น เสียงระบบ Air Blast Freezer ก็ดับลงอย่างกะทันหัน ร่างของรินเริ่มโงนเงน ผิวหนังที่เคยขาวซีดบัดนี้เริ่มกลายเป็นสีเขียวคล้ำจากการถูกความเย็นกัดกินจากภายใน ธันวารีบพุ่งเข้าไปประคองร่างที่เย็นเฉียบของเธอไว้ได้ทันเวลา พร้อมกับเสียงสะอื้นของฆาตกรที่พ่ายแพ้อย่างหมดรูปต่อรสชาติของตัวเอง
"คุณริน! ริน!" ธันวาเรียกเสียงดังพลางเช็คชีพจร "จ่า! เรียกหน่วยกู้ภัยด่วน! เอาผ้าห่มความร้อนมาด้วย!"
จ่อยและพนักงานคนอื่นๆ ต่างยืนตะลึงกับภาพที่เห็น บนเคาน์เตอร์ครัวที่รินเพิ่งใช้ทำอาหาร บัดนี้ปรากฏรอยฝ่ามือขนาดใหญ่ที่เป็นคราบน้ำแข็งเกาะแน่นอยู่หนึ่งรอย... มันเป็นรอยฝ่ามือที่ใหญ่เกินกว่าจะเป็นของริน
อาร์ตถูกควบคุมตัวในสภาพที่หมดสภาพ สติสัมปชัญญะถูกความสยองขวัญ และความรู้สึกผิดกัดกินจนพูดไม่เป็นภาษา ส่วนพิธานก็คุกเข่าพยายามโก่งคออาเจียนอยู่กับพื้นโดยมีคราบสีดำไหลเลอะออกมาจากปาก เนื้อตัวเสื้อผ้า มีแต่กลิ่นเหม็น และคราบสกปรก ไม่มีราศีของนักวิจารณ์ที่มีอิทธิพลในวงการอาหารอีกต่อไป
ธันวากอดร่างที่เย็นเฉียบของรินไว้แน่น เขามองไปที่ห้องแช่แข็งที่มืดมิดอีกครั้ง และในความมืดนั้น เขาเห็นเงาสลัวของเชฟพงศ์ยืนกอดอกมองมาทางเขา ก่อนจะเลือนหายไปในไอเย็นสุดท้ายช้าๆ


ตอนที่ 9: ฟื้นจากนิทราสีขาว

ภายในห้องพักฟื้นที่โรงพยาบาล กลิ่นน้ำซุปบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปลอยอ้อยอิ่งผสมกับกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อจางๆ ริน หยีตาตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกมึนงง ศีรษะหนักอึ้ง ร่างกายของเธอปวดร้าวเหมือนเพิ่งกลับการการออกกำลังกายชุดใหญ่ โดยเฉพาะความรู้สึกหน่วงหนึบที่ปลายนิ้วมือ
เธอกระพริบตาถี่ๆ มองเพดานสีขาวโพลน ภาพสุดท้ายที่เธอจำได้คือความหนาวที่เสียดแทงหัวใจในครัว และความโกรธเกรี้ยวที่รุนแรงราวกับพายุที่พัดโหมอยู่ภายในร่าง
"ฟื้นแล้วเหรอแม่ครัวใหญ่" เสียงทุ้มคุ้นหูดังขึ้นจากข้างเตียง
รินหันไปมอง เห็น ธันวา นั่งอยู่บนเก้าอี้พลาสติก ในมือมีต้นเหตุของกลิ่นที่ลอยอวลไปทั่วห้อง สารวัตรหนุ่มดูอิดโรยไม่แพ้เธอ ขอบตาเขาคล้ำและเสื้อเชิ้ตลายสก็อตก็ยับย่นกว่าเดิม
"สารวัตร... เกิดอะไรขึ้นคะ?" รินกัดฟันพยุงตัวขึ้นนั่ง “ฉันจำได้ว่า ฉันกำลังลับมีด แล้วหลังจากนั้น..."
"หลังจากนั้นคุณก็ 'องค์ลง' น่ะสิครับ" ธันวาพูดพลางซดน้ำซุปดัง ซี้ด "คุณหั่นปลาอย่างกับโกรธใครมาสิบชาติ แฉเรื่องชั่วๆของไอ้พิธาน แฉเรื่องกาวตราช้าง เรื่องสกรู ลำดับเป็นฉากๆ อย่างกับโคนันยอดนักสืบ”
รินนิ่งไป เธอจำความรู้สึกตอนนั้นไม่ได้เลย สิ่งเดียวที่ยังติดอยู่ที่ปลายลิ้นคือรสชาติของ 'พริกไทยกำปอต' และความเย็นที่ทำให้นิ้วชา "ฉัน... ฉันคิดว่า ไม่ใช่ฉันค่ะ คือสารวัตรเข้าใจไหมคะ แบบว่ามันคือตัวฉัน แต่ไม่ใช่ตัวฉัน ..." รินละล่ำละลัก
"ผมรู้" ธันวาขยับเก้าอี้เข้ามาใกล้ แล้วจ้องเข้าไปในตาของริน "สิ่งที่เกิดขึ้นในครัวเมื่อวาน มันไม่ใช่ฝีมือของผู้ช่วยเชฟหรอก แต่มันคือฝีมือของเชฟที่ไม่ยอมตายโดยที่ความจริงยังถูกแช่แข็งไว้"
ในขณะเดียวกัน ที่ห้องผู้จัดการ ภายในร้าน L’Art de Fusion เสี่ยอำนาจ กำลังอาละวาดอย่างหนัก ใบหน้าของเขาแดงก่ำด้วยความโกรธแค้น สายตาจ้องเขม็งไปที่ เมธา ที่ยืนตัวสั่นอยู่หน้าโต๊ะ
"ไอ้โง่! มึงปล่อยให้เรื่องมันยุ่งเหยิงขนาดนี้ได้ยังไง!" เสี่ยอำนาจตวาดลั่น "กูบอกให้มึงจัดการมันหลังงานนี้ แต่ตอนนี้ตำรวจเดินกันให้วุ่นเต็มครัว! แล้วตอนนี้จะเอาหมาที่ไหนมาทำอาหารให้กู บัตรเชิญกูก็ร่อนไปทั่วบ้านทั่วเมืองแล้ว...ห่าเอ๊ย!”
"ผม... ผมไม่คิดว่าไอ้อาร์ตนั่นมันจะ..." เมธาพยายามจะอธิบายแต่เสียงกลับสั่นจนแทบฟังไม่รู้เรื่อง
"หุบปาก! แล้วฟังที่กูสั่ง" เสี่ยอำนาจลุกขึ้นยืน เดินเข้าไปหาเมธาแล้วกระชากคอเสื้อเข้ามาใกล้ "บัญชีวัตถุดิบเล่มปลอมที่มึงทำไว้ บัญชีที่กูให้มึงไปฟอกเงินผ่านเนื้อขยะพวกนั้นน่ะ มึงเอาไปทำลายทิ้งซะเดี๋ยวนี้! อย่าให้ตำรวจหรือไอ้สารวัตรหน้ากวนประสาทนั่นเห็นแม้แต่แผ่นเดียว ถ้าหลักฐานเล่มนั้นตกไปถึงมือมัน... กูจะไม่ปล่อยมึงไว้แน่"
เมธาหน้าซีดจนเป็นสีเทา "ครับเสี่ย... ผมจะจัดการเดี๋ยวนี้ ผมซ่อนมันไว้ในเซฟใต้ห้องเก็บไวน์ ไม่มีใครหาเจอแน่ครับ"
เสี่ยอำนาจขยุ้มคอเสื้อเมธาดึงเข้ามาจนชิดตัว แล้วกระซิบด้วยเสียงเบาๆที่เยือกเย็นว่า “มึงส่งคนไปเยี่ยมไอ้อาร์ตที่ สน. ด้วยหล่ะ ดูจากที่มันเจอ มันคงพูดไม่เป็นภาษาคนไปอีกนาน ยังไงซะก็ทำให้มันพูดไม่ได้ไปเลย” พอพูดจบ เสี่ยอำนาจก็ผลักเมธาจนผงะหงายออกไป "ไปสิ! ไปทำลายหลักฐานก่อนที่กูจะทำลายมึง!"
เสี่ยอำนาจเดินไปที่หน้าต่าง มองลงไปยังรถตำรวจที่จอดอยู่หน้าร้านด้วยสายตาอาฆาต เขาคิดว่าถ้าทำลายบัญชีเล่มนั้นได้ ปิดปากพยานได้ ทุกอย่างก็จะเป็นเพียงอุบัติเหตุและความริษยาของพนักงานในครัวที่ฆ่ากันเอง โดยที่เขาจะยังคงเป็นเจ้าของร้านผู้บริสุทธิ์ต่อไป
ที่ห้องพักฟื้น รินมองไปที่มือของตัวเองที่ยังสั่นเทา เธอรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่างในตัวเอง สัมผัสที่เฉียบคมขึ้น ความรู้เรื่องการคุมอุณหภูมิ การแยกกลิ่นที่ซับซ้อน หรือแม้แต่จังหวะการใช้มีดที่เธอไม่เคยเรียนมาก่อน สิ่งที่เธอจำรายละเอียดไม่ได้ตั้งแต่แรก มันค่อยๆกลับมาร้อยเรียงอยู่ในสมองราวกับเป็นสัญชาตญาณ
"สารวัตรคะ... แล้วงาน Chef Table วันพรุ่งนี้ล่ะคะ?" รินถามด้วยความเป็นห่วงร้าน
ธันวาวางถ้วยบะหมี่ลงแล้วถอนใจ "เสี่ยอำนาจ ก็เป็นแค่พวกใช้เงินแก้ปัญหาแหละครับคุณ พยายามจะติดสินบนนักวิจารณ์ ปิดปากสื่อ แต่มันก็มีสื่อกับนักชิมที่ซื้อไม่ได้อยู่นี่ครับ ถ้าพรุ่งนี้ไม่มีอาหารเสิร์ฟ ร้านคงพินาศ อย่างมากไอ้เสี่ยอำนาจมันก็ปิดร้านนี้ไปเปิดร้านใหม่ แต่ชื่อเสียงของเชฟพงศ์ที่เขาสร้างมาทั้งชีวิตคงจะไม่มีโอกาสจะกู้คืนแล้วหล่ะครับ"
เขามองรินด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป "ริน... คุณรู้ไหม ผมว่าตอนนี้คุณเป็นคนเดียวที่รู้ 'สูตร' ของเชฟพงศ์"
รินเบิกตากว้าง "แต่ริน... เอ่อ...ฉันทำคนเดียวไม่ได้หรอกค่ะ ฉันเป็นแค่ผู้ช่วย..."
"คุณไม่ได้ทำคนเดียว" ธันวายิ้มมุกแป้กออกมาอีกครั้ง "มีเชฟพงศ์ยืนกอดอกด่าคุณอยู่ข้างหลังไง... มันก็แล้วแต่นะว่าคุณจะตัดสินใจยังไง แต่ผมว่าเชฟคงมีเหตุผล...ที่เลือกคุณ"
รินมองออกไปนอกหน้าต่าง เธอรู้สึกถึงความเย็นที่แผ่ซ่านมาจากอกอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่ความเย็นที่น่ากลัวอีกต่อไป แต่มันคือความเย็นที่มั่นคงและทรงพลัง
"ฉันจะทำค่ะ" รินตอบด้วยน้ำเสียงที่นิ่งสนิทและหนักแน่นอย่างที่ธันวาไม่เคยได้ยิน "ฉันจะทำอาหารมื้อสุดท้ายให้เชฟ... เพื่อส่งเชฟไปในแบบที่เขาสมควรได้รับ


ตอนที่ 10: บริการครั้งสุดท้าย (The Final Service)

ภายในครัว L’Art de Fusion แสงไฟกลับมาสว่างจ้าอีกครั้งในวันงาน Chef Table ก่อนเข็มนาฬิกาจะชี้เลขเจ็ด แสงไฟจากสปอตไลท์ด้านนอกสะท้อนเข้ามาในครัวที่เต็มไปด้วยความกดดัน พนักงานต่างเข้าประจำที่ทำงานกันด้วยความเงียบเชียบ ทุกคนขวัญเสียกับเหตุการณ์ที่ผ่านมา แต่สายตาทุกคู่กลับจับจ้องไปที่จุดเดียว... คือร่างเล็กของ ริน ที่ยืนอยู่กลางสถานีเตรียมอาหารหลัก
รินสวมชุดเชฟสีขาวเต็มยศที่ดูจะใหญ่กว่าตัวเธอไปเล็กน้อย ริน ยืนประจำที่เคาน์เตอร์ กำมือจนขาวซีด เหงื่อกาฬไหลซึมตามไรผมแม้แอร์ในห้องจะเย็นเฉียบ เธอพยายามรวบรวมสมาธิ แต่ภาพสูตรอาหารและลำดับการจัดจานกลับแตกกระจายในหัวเหมือนจิ๊กซอว์ที่ต่อไม่ติด
"เหลือเวลาอีก 15 นาที" รินพึมพำพลางมองดูนาฬิกาข้างผนัง "เชฟคะ... เชฟอยู่ไหม" รินพึมพำเสียงสั่น พยายามเรียกหาความรู้สึกเย็นเยือกที่บ่า แต่มันกลับว่างเปล่า มีเพียงความร้อนรุ่มจากความกังวลที่เผาผลาญเธอจากภายใน
ด้านนอกประตู เสียงสนทนาของนักชิมและเสียงพนักงานเสิร์ฟจัดช้อนส้อมกระทบกันเริ่มดังขึ้น ทุกจังหวะเหมือนเสียงกลองรบที่บีบคั้นรินให้จนมุม ความตึงเครียดพุ่งสูงถึงขีดสุดเมื่อเสียงประตูหน้าร้านถูกเปิดออก สื่อมวลชนและนักชิมระดับวีไอพีเริ่มทยอยกันเข้ามา ทุกคนต่างซุบซิบถึงข่าวการเสียชีวิตของเชฟพงศ์ และความสงสัยว่าใครจะเป็นคนขึ้นมาทำหน้าที่แทนในคืนที่สำคัญที่สุดนี้
ธันวา ที่ยืนดูอยู่ห่างๆ ขมวดคิ้วแน่น เขาเห็นรินทำมีดหลุดมือซ้ำแล้วซ้ำเล่า เธอหยิบขวดเครื่องปรุงผิดๆ ถูกๆ จนครัวเริ่มวุ่นวาย
ในครัวรินเริ่มประสบปัญหาใหญ่ มือของเธอสั่นเทาเมื่อต้องจับมีดแล่ปลาทูน่าครีบน้ำเงินตัวเขื่อง ความกดดันมหาศาลบีบคั้นจนเธอหายใจไม่ออก สมองของเธอขาวโพลนไปชั่วขณะ
"หนูทำไม่ได้..." รินพึมพำ พร้อมน้ำตาที่ร่วงเผาะ เธอรู้สึกเหมือนกำลังจะพังทลายลงกลางสมรภูมินี้ "หนูไม่ใช่เชฟพงศ์..."
19.00 น. ตรง ทันทีที่กริ่งส่งสัญญาณเริ่มคอร์สแรกดังขึ้น ธันวา ที่ยืนคุมเชิงอยู่ตรงมุมครัวขยับจะเข้าไปหา แต่แล้วเขาก็หยุดเท้าลง บรรยากาศรอบตัวรินก็เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน! ธันวาสัมผัสได้ถึงมวลอากาศที่ลดฮวบลงอย่างกะทันหัน ไอเย็นจางๆ เริ่มก่อตัวขึ้นรอบร่างของริน ราวกับพายุหิมะที่พัดปกป้องเธอไว้จากโลกภายนอก
ทันใดนั้น รินก็หยุดสั่น เธอยืดหลังตรงจนกระดูกลั่นดัง กร๊อบ รินไม่ได้หันไปมองธันวา เธอหลับตาลงช้าๆ และสูดลมหายใจเข้าลึก... เป็นลมหายใจที่ยาวและหนักแน่นเหมือนคนที่มีพละกำลังมหาศาล เมื่อเธอลืมตาขึ้นอีกครั้ง แววตาที่เคยหวั่นไหวกลับกลายเป็นความนิ่งสงบที่ดูหยิ่งทะนง
"เปิดเตา!"
เสียงของรินเปลี่ยนไป มันไม่ใช่เสียงหวานใสของหญิงสาว แต่เป็นเสียงทุ้มลึกที่มีอำนาจสะกดทุกสายตา จ่อยและพนักงานคนอื่นถึงกับชะงักกึก ท่าทางการจับมีดของเธอดูองอาจ มือขวาที่เคยสั่นกลับนิ่งราวกับคีมเหล็ก
"กูสั่งให้เปิดเตา! มึงหูหนวกหรือไงจ่อย!" รินตวาด พลางกวาดสายตาคมกริบที่เย็นเฉียบไปทั่วครัว "เตรียมจานเย็นสำหรับคอร์สแรก องศาต้องเป๊ะ ถ้าใครทำเลอะแม้แต่จุดเดียว กูจะจับมึงยัดห้องแช่แข็งให้หมด!"
รินเอื้อมมือไปหยิบมีดซาชิมิ ท่วงท่าของเธอเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เธอไม่ได้จับมีดเหมือนผู้ช่วยครัวอีกต่อไป แต่จับมันด้วยความคุ้นเคยเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย เธอเริ่มแล่ปลาด้วยความเร็วและแม่นยำจนพนักงานคนอื่นๆ ถึงกับหยุดมองด้วยความตะลึง
การทำอาหารเริ่มต้นขึ้นอย่างมหัศจรรย์ รินขยับตัวลื่นไหลราวกับนักแสดงบัลเล่ต์ เธอแล่ปลาด้วยท่วงท่าที่ต่อเนื่องไม่มีสะดุด เธอทำงานเร็วกว่าคนปกติถึงสามเท่า พลางสั่งการพนักงานที่เหลือเหมือนแม่ทัพผู้คุมศึก
ฉับ... ฉับ...
เสียงมีดกระทบเขียงเป็นจังหวะที่ลงตัวราวกับเสียงดนตรีคลาสสิก รินขยับตัวไปรอบครัวอย่างคล่องแคล่ว เธอสั่งการพนักงานที่เหลือด้วยเสียงที่ทรงอำนาจ
"จ่อย... ลดไฟลงอีก อย่าให้ซอสไหม้" รินออกคำสั่งโดยไม่แม้แต่จะชำเลืองดู
"เตรียมจานหินอ่อนแช่เย็นไว้ เดี๋ยวนี้!"
รินไม่ได้ใช้คำว่า 'ค่ะ' และไม่ได้มีความประหม่าหลงเหลืออยู่ ทุกย่างก้าวของเธอคือการประกาศศักดาของปรมาจารย์
ธันวามองภาพนั้นด้วยความทึ่ง รินในตอนนี้คือร่างจำลองของเชฟพงศ์ที่สมบูรณ์แบบที่สุด เธอใช้ช้อนชิมอาหารเพียงปลายลิ้น ก่อนจะสะบัดมือเติมเกลือและเครื่องเทศลงไปโดยไม่ต้องใช้ถ้วยตวง แต่รสชาติที่ออกมากลับกลมกล่อมจนกลิ่นหอมตลบอบอวลไปทั่วครัว
แขกผู้มีเกียรติรวมถึงนักวิจารณ์ชื่อดังหลายคนนั่งประจำที่ แต่ไร้เงาของ พิธาน นักวิจารณ์รุ่นเก๋า เมนูแรกถูกเสิร์ฟออกมาอย่างงดงามจนทุกคนต้องกลั้นหายใจ รสชาติของมันคือความสมบูรณ์แบบที่เชฟพงศ์เคยทำไว้ แต่กลับแฝงไปด้วยความอ่อนโยนและนุ่มนวลอย่างประหลาด
จานแล้วจานเล่าถูกส่งออกไปอย่างรวดเร็วและประณีต จนนักชิมด้านนอกถึงกับนิ่งเงียบด้วยความอัศจรรย์ใจ ทุกจานคือศิลปะที่เกิดจากประสบการณ์และความอัจฉริยะที่หลอมรวมกัน
เมื่อถึงจานสุดท้าย รินจัดวางองค์ประกอบด้วยความนิ่งงัน เธอหยิบดอกไม้ประดับขึ้นมาวางด้วยความอ่อนช้อยผิดกับท่าทางดุดันก่อนหน้า
ธันวาเฝ้ามองภาพนั้นจากเงามืด เขาเห็นรินทำงานเหมือนหุ่นยนต์ที่สมบูรณ์แบบ แต่ในจังหวะที่เธอกำลังจัดจานเมนคอร์สจานสุดท้าย เขากลับเห็นภาพซ้อนสถิตอยู่... ร่างสูงโปร่งของเชฟพงศ์ยืนอยู่เบื้องหลังริน มือที่แข็งทื่อและเย็นเฉียบของเชฟประคองมือเล็กๆ ของเธอไว้ ช่วยเธอกรีดซอสเป็นเส้นโค้งที่งดงามที่สุดเท่าที่ร้านนี้เคยมีมา ราวกับเป็นการบอกลาครั้งสุดท้าย
มันไม่ใช่ความสยองขวัญ แต่มันคือการ "ส่งต่อ" จิตวิญญาณ เธอวางมือลงบนเคาน์เตอร์ที่เย็นจัด ไอระเหยจากความเย็นรอบตัวค่อยๆ จางหายไป พร้อมกับร่างของรินที่ค่อยๆ โอนเอนและทรุดลง
"ขอบคุณค่ะ... เชฟ" รินพึมพำเบาๆ ก่อนจะสิ้นสติไปในอ้อมแขนของธันวาที่พุ่งเข้ามารับไว้ทันเวลา
ท่ามกลางเสียงปรบมือที่ดังกึกก้องมาจากห้องอาหาร ธันวาสังเกตเห็นว่าบนผนังตู้แช่สแตนเลสใกล้ๆ ริน มีหยดน้ำที่จับตัวเป็นผลึกน้ำแข็งเขียนเป็นข้อความสั้นๆ ว่า "DONE" (เสร็จสิ้น) ก่อนจะค่อยๆ ละลายหายไปในอากาศที่เริ่มอบอุ่นขึ้น
"จบแล้วใช่ไหมคะสารวัตร?" รินปรือตาขึ้น แล้วถามด้วยเสียงอันเบา
ธันวาพยักหน้าพลางยื่นขวดน้ำให้ "จบแล้วครับริน... และผมว่าเชฟเขาก็คงไปอย่างสบายใจแล้วล่ะ"


ตอนพิเศษ: รสชาติที่เริ่มใหม่

หนึ่งปีผ่านไป...แสงไฟนีออนบนถนนย่านเมืองเก่าเริ่มสว่างขึ้นแทนที่แสงตะวัน ในซอยลึกที่เงียบสงบ กลิ่นหอมจางๆ ของเครื่องเทศคั่วใหม่และน้ำซุปที่เคี่ยวจนได้ที่โชยออกมาจากตึกแถวปูนกึ่งไม้สองชั้นที่ถูกรีโนเวทอย่างเรียบง่าย ภายในร้าน 'Rin’s Element' แสงไฟสีวอร์มไวท์ยังคงนวลตาอยู่เหนือเคาน์เตอร์ครัวสแตนเลสที่ถูกขัดจนเงาวับ หลังจากการเปิดตัวร้านได้ไม่กี่เดือน ร้านเล็กๆ แห่งนี้ก็กลายเป็นจุดหมายใหม่ของเหล่านักชิมที่โหยหารสชาติที่เปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณ
ภายในร้านไม่ได้หรูหราเหมือน L’Art de Fusion แต่กลับให้ความรู้สึกอบอุ่นและมั่นคง ริน ในชุดเชฟทะมัดทะแมงกำลังง่วนอยู่กับการเตรียมวัตถุดิบสำหรับวันพรุ่งนี้ ท่ามกลางเสียงเพลงแจ๊สเบาๆ ที่เปิดคลอไว้ มือบางของเธอใช้ผ้าสะอาดซับเนื้อปลาเก๋าแดงที่เตรียมไว้สำหรับเมนูพิเศษอย่างประณีต ความเย็นของเนื้อปลายังคงมีอยู่ แต่มันเป็นความเย็นที่น่ารื่นรมย์ ไม่ใช่ความเย็นที่กัดกินหัวใจเหมือนในอดีต
ริน ในชุดเชฟที่สั่งตัดมาพอดีตัว กำลังยืนอยู่หน้าสถานีเตรียมอาหารแบบเปิดที่เป็นระบบระเบียบ เธอไม่ได้ใช้ชุดเชฟสีขาวโพลนเหมือนเดิม แต่เลือกใช้ผ้ากันเปื้อนสีเทาเข้มดูคล่องตัว ใบหน้าของเธอมีเลือดฝาดและดูมีความสุขกว่าแต่ก่อนมาก แม้สัมผัสแห่งความเย็นเยือกในวันนั้นจะจางหายไปแล้ว แต่ทักษะและ "ความเฉียบคม" ที่ฝังรากลึกอยู่ในโสตประสาทกลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของเธอไปโดยสมบูรณ์ เธอไม่ได้ทำตามสูตรของใครอีกต่อไป แต่เธอกำลังรังสรรค์ "รสชาติของริน" ออกมาทีละจาน
กรุ๊งกริ๊ง...
เสียงกระดิ่งหน้าร้านดังขึ้น รินไม่ต้องเงยหน้ามองก็รู้ว่าเป็นใคร กลิ่นน้ำหอมจางๆ ที่ผสมกับกลิ่น ไอแดดแบบชายฉกรรจ์นั้นเป็นเอกลักษณ์เกินกว่าจะจำผิด การปรากฏตัวของชายร่างสูงในชุดเชิ้ตลายสก็อตตัวเดิม ที่ดูเหมือนจะซักแล้ว เขาเดินเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มกวนประสาทและสมุดจดเล่มเล็กที่พกติดตัวเป็นประจำ
"สารวัตรธันวา" รินละสายตาจากหม้อซอสแล้วระบายยิ้ม "นึกว่าจะไม่มาตามที่นัดไว้ซะแล้วนะคะ"
"แหม... ร้านดังจองยากระดับนี้ ผมต้องใช้เส้นสายความเป็น 'พยานปากเอก' เลยนะครับถึงจะได้โต๊ะ" ธันวาเดินมานั่งที่เคาน์เตอร์บาร์พลางวางถุงส้มเขียวหวานลงบนโต๊ะ "นี่ครับ ของฝาก... เห็นว่าเชฟชอบวัตถุดิบสดๆ เลยซื้อมาให้คั้นเองกับมือเลย "
รินหัวเราะเบาๆ "ขอบคุณค่ะ แต่พรุ่งนี้ไม่มีเมนูส้มนะคะ มีแต่เมนูที่สารวัตรน่าจะชอบ... 'พาสต้ากุ้งแม่น้ำซอสมันกุ้งพริกไทยกำปอต'"
"ฟังดูหรูหรา แต่ขออย่าให้กินแล้วเห็นภาพหลอนเหมือนรอบก่อนนะ ผมยังเข็ดไม่หาย" ธันวาแกล้งทำท่าสยองขวัญก่อนจะโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย "ว่าแต่... เชฟคนสวยครับ หลังจากจบจานนี้แล้ว พอจะมีเวลาว่างให้สารวัตรคนนี้พาไปเดินย่อยที่ตลาดนัดตอนกลางคืนบ้างไหม? เห็นว่ามีวัตถุดิบแปลกๆ เยอะเลยนะ"
รินหยุดมือที่กำลังจัดจาน เธอเงยหน้าขึ้นมองธันวา แววตาของเธอขี้เล่นและดูมีชีวิตชีวา "ตลาดนัดเหรอคะ? หรือสารวัตรแค่อยากจะหาเรื่องสืบสวนคดีใหม่ในถังขยะแถวนั้นกันแน่"
"สืบคดีก็เรื่องหนึ่งครับ... แต่สืบหัวใจเชฟนี่งานหลักเลยล่ะ" ธันวายิงมุกเสี่ยวพร้อมขยิบตาหนึ่งที
รินส่ายหน้าขำๆ แต่ในใจกลับรู้สึกอบอุ่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน "ถ้าอาหารจานนี้สารวัตรกินแล้วไม่สำลัก... ชั้นจะลองพิจารณาดูนะคะ"
เธอยื่นจานพาสต้าที่จัดวางอย่างวิจิตรบรรจงลงตรงหน้าเขา ควันที่ลอยกรุ่นขึ้นมาไม่ใช่ไอเย็นจากนรกอีกต่อไป แต่เป็นไออุ่นของอาหารที่ถูกปรุงด้วยความรักและจุดเริ่มต้นใหม่ที่สวยงาม
ธันวาหยิบส้อมขึ้นมาเตรียมลิ้มรสชาติที่เขาเฝ้ารอมานาน รสชาติที่ไม่ใช่แค่ความแค้น แต่เป็นรสชาติของการมีชีวิตอยู่... และอาจจะเป็นรสชาติของ "ความรัก" ที่กำลังเริ่มเคี่ยวจนได้ที่ในครัวเล็กๆ แห่งนี้




ขอสงวนสิทธิ์ข้อความทั้งหมดภายในเว็บไซท์
Copyright by http://www.espressoandcigarette.com