¦ ¦ ¦ ¦


ฉบับที่ 37 : ประจำวันที่ 15 สิงหาคม 2569


เด็กเหลือขอ
โดย โบตั๋นพฤษภา



มีคำกล่าวว่า คนที่มีอะไรเหมือนกันมักจะดึงดูดเข้าหากันเสมอ ครึ่งหนึ่งก็เห็นด้วย แต่อีกครึ่งหนึ่งผมว่าไม่ได้เป็นแบบนั้นเสมอไป ยังนึกไม่ออกจนทุกวันนี้ ผมกับนิกรมีอะไรเหมือนกันบ้าง ท้ายที่สุดแล้วก็ตระหนักได้ว่าป่วยการจะนึก มันน่ารำคาญมากนะ ถ้าเพียงแต่จะเป็นเพื่อนกับใครสักคน แล้วต้องขอถามความเห็นจากสังคม
นิกรกับผม เราแทบไม่มีอะไรเหมือนกันเลย ด้วยตัวผมเคยเป็นนักเรียนเกียรติยศของโรงเรียน การันตีถ้วยรางวัลมากมายก่ายกอง เรียกว่าเป็นที่เชิดหน้าชูตาของพวกผู้ใหญ่ แน่ล่ะว่ากล่าวมาขนาดนี้ นิกรย่อมไม่ได้ยืนที่เดียวกับผม ที่จริงก็ไม่ได้ยืนอยู่ในโรงเรียนเสียด้วยซ้ำ นึกย้อนกลับไปก็ปวดใจไม่น้อย ความสัมพันธ์เราถูกคั่นด้วยกำแพงหลังสวนมะลิ แต่นั่นยังไม่ได้หนาทึบมืดหม่นเท่ากำแพงจากบรรดาผู้ใหญ่ของผม
นิกรคือเด็กผู้ชายเนื้อตัวมอมแมมฟันหลอ ผมเหนียวหยาบเป็นสังกะตัง เสื้อผ้าขาดหลุดลุ่ยไม่สมประดี มีแต่ตัว หัวใจ และรอยยิ้มซื่อ ๆ ถ้ามีโอกาสตอนไหน ผมก็พยายามพานิกรเข้ามาในสวนมะลิหลังบ้าน ลากสายยางเข้ามาช่วยฉีดรดหัวถึงเท้า ให้นิกรสระผมสลับฟอกสบู่จนสะอาดสะอ้าน แอบหยิบเสื้อผ้าที่ไม่ใช้แล้วของตัวเองให้เขาใส่กลับไปบ้าง แต่กลับลืมคิดว่าถ้านั่นเคยเป็นเสื้อผ้าของผม ท้ายที่สุดผู้ใหญ่เจอตัวนิกรข้างนอกก็รู้เข้าจนได้ แล้วก็มาห้ามไม่ให้พวกเราเจอกันอีก มิหนำซ้ำ ห้ามไม่ให้แม้แต่จะส่งของกินด้วยซ้ำ ผมก็พาลนึกถึงพวกหมาจรกับแมวจรขึ้นมา ถึงพวกมันจะสกปรกมอมแมมแค่ไหน ก็ยังได้น้ำ ได้อาหารไว้ประทังท้อง แต่เด็กไร้บ้านอย่างนิกรกลับเทียบไม่ได้สักฝุ่นด้วยซ้ำ
“เราต้องช่วยเหลือคนอื่นไม่ใช่หรอครับ ? ทำไมถึงช่วยนิกรไม่ได้”
“ไม่ต้องไปรู้ อย่าไปยุ่งกับเด็กสกปรกพวกนั้น มันไว้ใจไม่ได้ พวกเด็กเหลือขอวันหลังมันจะมาเอาของเรา ถ้าเกิดมันขโมยของเรา หรือฆ่าเราขึ้นมา จะทำยังไง ? ดอยรับมือไหวหรอ ? ไม่ไหวหรอก ! เพราะงั้นห้ามไปยุ่งกับมัน”
นั่นเป็นครั้งแรกที่คำว่าเด็กเหลือขอเข้ามาอยู่ในหัวผม แต่ก็ไม่เคยเชื่อว่านิกรจะเป็นเด็กแบบนั้น
อันที่จริงนิกรก็ไม่เชิงว่าจะไร้บ้านเสียทีเดียว เพียงแต่ที่ซุกหัวนอนพอเอาแรงของเขาไม่น่าจะเรียกว่าบ้านได้เลย เป็นเปลนอนที่ผูกมัดอย่างหยาบอยู่ใต้สะพานข้ามคลอง ข้างกันก็เป็นลังกระดาษที่เลาะมาจากกล่องเหล้า ต่อเรียงกันเป็นผนังกั้นอันง่อนแง่น แต่นิกรกลับยืดอกภูมิใจในบ้านหลังน้อยของเขามาก เพราะถึงจะไม่มั่นคงแข็งแรงแต่ก็สร้างเองกับมือ ส่วนพ่อของนิกรนั้นหาชีวิตไม่แล้ว มีเพียงแม่ของเขาที่เร่ร่อนคุ้ยเขี่ยหาขยะมาประทังชีวิตไปวัน ๆ ดวงตาของแกเป็นต้อขาวอยู่ข้างหนึ่ง หน้าเปรอะฝ้าหนา ปรุไปด้วยรอยแผลเป็นกับรอยพับยับย่นจนไม่ชวนมอง แกชื่อป้านุแต่มักจะถูกคนเรียกกันว่าป้าผี ในแต่ละวันจะคอยคุ้ยถังขยะเพื่อหาเศษเหล็ก กระดาษ ขวด และแก้วมาใส่ถุงกระสอบเก่าปรุ ลำพังจะเดินเร่หาของไปหายก็ยังไม่พอกินในหนึ่งวัน นับประสาอะไรกับเลี้ยงดูลูกได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย แม้แต่ชื่อของนิกรเองก็เป็นมรดกหนึ่งเดียวจากพ่อผู้ล่วงลับ แกจับยืมมาจากหนังสือเก่าแก่ที่ถูกโยนทิ้งลงถังขยะนู้นแหละ จนผมโตขึ้นถึงรู้ว่ามาจากนิยายชวนหัวเรื่องสามเกลอ อันประกอบไปด้วย พล นิกร กิมหงวน ซึ่งเจ้าตัวเองก็ไม่ทันได้เห็นหนังสือที่มาของชื่อตัวเองหรอก สิ้นพ่อไปแม่ก็ตัดใจเอาไปชั่งกิโลขายเพื่อเลี้ยงดูลูกน้อย
ด้วยร่างกายที่ผ่ายผอมบอบบาง ไม่มีเรี่ยวแรงจะหยิบยกแบกหามของหนักนัก จะเดินลุยนั่นลุยนี่ ก็ถูกของแหลมของมีคมโผล่มาเกี่ยวบาดอยู่ร่ำไป นิกรไม่สะดวกใจที่ติดสอยห้อยตามแม่ไปทุกที่ แอบเดินไปขอข้าวขอขนมกินตามรวงร้าน พาลจะโดนเจ้าของร้านสาดน้ำไล่ไม่รู้เรื่อง โตมาหน่อยถึงไปพึ่งข้าวก้นบาตรกินเป็นนิจ แต่ก็ไม่พ้นยื้อแย่งกับ “เด็กเหลือขอ” ด้วยกันที่มีกำลังวังชามากกว่า นิกรตัวเล็กเหมือนลูกหมา จะคว้าใส่ท้องได้สักเท่าไหร่ ไม่ต้องหวังว่าจะรู้จักอิ่มหมีพีมัน ผมทนสงสารนิกรไม่ได้ แอบเก็บของกินเหลือบ้าง แบ่งขนมบ้าง ใส่กล่องกระดาษไปวางไว้ตรงนั้นที ตรงนี้ที มีศัตรูทางธรรมชาติอย่างหมาแมว นก มด หรือกระรอกบ้าง แต่ก็ดีกว่าเด็กเร่ร่อนคนอื่น ๆ หรือผู้ใหญ่มาเห็นเข้า
พวกเราเจอกันได้อย่างไรนะหรือ ? ความสัมพันธ์ของนิกรกับผมเริ่มต้นที่ใต้ต้นหางนกยูงริมน้ำ ตอนนั้นพวกเราน่าจะยังไม่เต็มสิบขวบดี นิกรตื่นตาตื่นใจกับสมุดภาพในมือของผม แล้วทำแววตาละห้อยไปทางกล่องขนมปังทาเนย ตอนนั้นทั้งที่บ้านและที่โรงเรียนสอนให้ผมรู้จักแบ่งปัน รู้จักทำความดีเพื่อเพื่อนร่วมโลก ผมถึงหยิบยื่นมิตรภาพให้นิกรอย่างไม่ได้ฉุดสงสัยอะไร แม้จะแปลกใจที่เด็กคนนี้เนื้อตัวสกปรกผิดหูผิดตาก็ตาม
และก็เป็นตอนหลังจากนั้นเอง ที่ผมได้เรียนรู้ถึงข้อแม้ของการแบ่งปันจากปากผู้ใหญ่ แต่ถึงอย่างนั้น โลกของนิกรก็ทำให้ผมหูตากว้างขวางกว่าเดิม ที่ผู้ใหญ่สอนท้วงมาก็ไม่ได้ผิดนัก ถ้าพลาดเจอเด็กเร่ร่อนนักเลงหัวไม้ เราก็ไม่รอดจริง ๆ แต่ใครล่ะจะปกป้องนิกร แล้วนิกรก็ถูกเหมารวมไปกับพวกนั้นเพียงเพราะไม่ได้อยู่ในโรงเรียนอย่างนั้นหรือ
ผมตัดสินใจที่จะฝ่าฝืนข้อห้ามของผู้ใหญ่เรื่อยมา ถูกจับได้บ้าง จับไม่ได้บ้าง แต่ก็ไม่มีใครขวางเส้นทางมิตรภาพระหว่างพวกเราได้ นิกรไม่เคยเรียนหนังสือ ผมก็แอบสอนอ่านเขียนให้บ้างนิดหน่อย รวมทั้งวิธีคำนวณเล็ก ๆ น้อย ๆ พละ และชวนประดิษฐ์ด้วยเศษขยะที่กองพะเนินเทินทึกอยู่หลังตึกร้าง บางวันก็ชวนนิกรปลูกผักไว้ข้างบ้านด้วย ออกมาดีบ้าง แย่บ้าง แต่พวกเราก็มีความสุขเสมอ ความตื่นเต้นนั้นไม่เคยเลือนหายไปจากใจ เมื่อไหร่ตกเย็นหลังเลิกเรียนแล้ว ก็มักเห็นผลงานใหม่เอี่ยมจากนิกร ไม่ว่าจะเป็นวอสายลับ (โทรศัพท์กระป๋องที่ผูกเชื่อมกันด้วยเชือก) กะลามะพร้าวร้อยเชือกสำหรับเดินกะลา ผ้าห่มที่เย็บปะชุนจากเศษผ้าเก่า ม่านมู่ลี่ที่ร้อยด้วยฝาขวดน้ำอัดลม ตุ๊กตุ่นผูกมัดกับถุงพลาสติกเป็นพลกระโดดร่ม เครื่องบินกล่องยาสีฟัน หมวกกล่องนม แจกันทำจากขวดพลาสติกที่ติดด้วยเศษกระดาษจากโปสเตอร์ขาดวิ่น และอื่น ๆ อีกมากมาย นั่นคงเป็นข้อดีอย่างหนึ่งของเด็กนอกระบบการศึกษา เขามีเวลาว่างมากมายเพื่อเป็นนักประดิษฐ์ตัวน้อย และเกษตรกรตัวน้อยด้วย เพราะผักได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดเวลาจึงงอกงาม ลึก ๆ ก็อดคิดไม่ได้เหมือนกันว่า ถ้านิกรได้เรียนหนังสือด้วยกันคงจะคะแนนดีไม่ใช่ด้อย อย่างน้อยก็วิชา กพอ. กับวิชาเกษตรนี่แหละ
จนอยู่มาวันหนึ่ง ที่พวกเราจะใกล้สิบขวบเต็มที นิกรวิ่งโร่มาบอกข่าวดีแก่ผม ดีใจเนื้อเต้นจนพูดจาตะกุกตะกักไปพักหนึ่ง ถือว่าเป็นปาฏิหาริย์อย่างยิ่งสำหรับเด็กผู้ห่างไกลโอกาส ผมพยายามกล่อมให้เพื่อนสงบสติมากขึ้น ทั้งที่ตัวเองก็ตื่นเต้นไม่ต่างกัน
“ดอย ! ดอย ! เราได้งานแล้วดอย”
“ฮ้า ! นายได้งานอะไร”
“เพราะดอยสอนเราใช้เข็ม ใช้ด้ายเป็น เลยมีป้าใหญ่มาจ้างร้อยพวงมาลัย”
“แค่ร้อยพวงมาลัยหรอ”
“ฮึ ไม่หรอก ต้องเดินขายพวงมาลัยบนถนนด้วย เดี๋ยวป้าใหญ่ไม่ให้ตังค์เรา”
ผมทำหน้าเสียดายนิดหน่อย เป็นข่าวดีที่เพื่อนรักจะได้งานมาบันดาลเงิน จะได้ซื้อข้าวมากินให้อิ่มหนำสมใจ ไม่ต้องเตร็ดเตร่เร่ขอหรือเกาะขอบบาตรกวาดข้าว แต่นั่นก็เท่ากับว่าเวลาเล่นกันของพวกเราเหลือน้อยลงไปอีก ผมแอบคำนวณเวลาร้อยพวงมาลัยในใจ แล้วไปรวมกับเวลาเดินเร่ขายพวงมาลัยตามถนนอีกเท่าไหร่ ผมเองก็ไม่รู้จักป้าใหญ่ว่าแกจะใจดีหรือใจร้าย แต่สำหรับเด็กชายปลายเหวแห่งโอกาสอย่างนิกร หญิงวัยกลางคนคนนั้นไม่ต่างอะไรกับนางฟ้าแม่ทูนหัวแน่ล่ะ
หลังจากวันนั้นมา นิกรก็แทบไม่ได้กลับบ้านเลย เรียกว่าย้ายไปกินอยู่ในที่ทำงานก็ว่าได้ มีที่หลับนอนมั่นคงแล้วก็น่าจะเป็นเรื่องดี แต่ดูเหมือนจะเป็นได้แค่ประโยคปลอบโยนอันบางเบา ไม่สู้จะทุเลาความเหงาให้ดีขึ้น พอไปหาที่บ้านป้าใหญ่ก็ไม่ค่อยเจอนิกร เห็นแต่คนงานอายุน้อยนั่งร้อยพวงมาลัยกันหลังขดหลังแข็ง มีไม่กี่วันที่จะเห็นหน้าของนิกรปรากฏอยู่ในกลุ่มนั้น เราคุยกันไม่กี่อึดใจเดียว ป้าใหญ่ก็โผล่มายืนหน้าบึ้งตึงระหว่างพวกเรา แกตวาดไล่ไอ้กรของแกให้กลับไปร้อยพวงมาลัยมาอีกชุดใหญ่ เพื่อนของผมยิ้มใจดีสู้เสือรีบแจ้นไปนั่งประจำที่ แต่นิ้วที่เหี่ยวย่นเต็มไปด้วยริ้วแผลของนิกร ก็ทำเอาผมใจคอไม่ดีนัก
วันสุดท้ายที่เพื่อนรักได้เจอผม เป็นวันที่อายุผมขึ้นเลขสองหลักวันแรก วันนั้นบ้านของผมอุดมไปด้วยขนมนมเนย กล่องของขวัญหลากสี ลูกโป่งแต่งประดับไปทั่วบริเวณ ทั้งบ้านไม่เคยเงียบเหงา ไม่มีวี่แววจะเบาเสียงลงเลยตลอดทั้งวัน คนนั้นก็จับกลุ่มคุย คนนี้ก็ร้องรำทำเพลงดังอื้ออึง ผมจึงขอตัวจากผู้ใหญ่ไปเข้าห้องน้ำ แต่ความจริงแอบถือกล่องกระดาษใส่ชิ้นเค้กก้อนใหญ่ไปสวนมะลิ มุ่งหน้าไปยังที่นัดหมายของเรา ผมเจอนิกรยืนยิ้มกว้างถือบางอย่างอยู่ในมือ
ผมหยอกล้อเพื่อนว่าอย่าเอาพวงมาลัยมาเป็นของขวัญเสียล่ะ เราไม่ใช่พระไม่ใช่เจ้า จะมาเคารพเอาอะไร นิกรหัวเราะชอบใจแต่ไม่ได้ตอบมุกตลก เขายกสิ่งของที่อยู่ในมือให้ผมทันที มันเป็นตุ๊กตาหน้าตาประหลาดสองตัว เห็นได้ชัดว่าเอาเศษขยะมาชำระล้างแล้วเย็บติดกัน ทากาวติดกันจนเป็นผลงานศิลปะที่อาจจะดูเข้าถึงยากหน่อย แต่มันถูกสร้างขึ้นด้วยความปรารถนาดีของนิกร
ตุ๊กตาสองตัวนี้ คือดอยกับเรา
vvvตัวที่มีลวดดัดเป็นรูปแว่นบนหัวนั่นคือผม ส่วนอีกตัวเศษหญ้าแห้งบนหัวยุ่งเหยิงนั่นคือนิกร เพื่อนรักของผมเจียดเวลาพักผ่อนอันน้อยนิดมาเพื่อทำของขวัญพวกนี้กับมือ เพราะรู้ดีว่ายังไม่มีเงินมากพอจะซื้อของขวัญให้ แม้นิกรจะได้งานเป็นเด็กพวงมาลัยแล้ว แต่ก็ถูกหักเงินเป็นว่าเล่นอย่างไม่สมเหตุสมผล นั่นเป็นเพียงชั่ววูบหนึ่งที่รอยยิ้มของผมเผลอหุบลง นิกรอวยพรวันเกิดให้ผมอย่างตรงไปตรงมา ก่อนจะขอบใจสำหรับเค้กก้อนใหญ่ในกล่อง
“มันต้องเป็นเค้กที่อร่อยแน่ ! ขอบคุณนะดอย !”
ผมยิ้มให้เพื่อนที่มุดรอยขาดของรั้วออกจากบ้านไป โดยไม่นึกมาก่อนว่านั่นจะเป็นคำพูดสุดท้าย ที่ผมจะได้ยินจากปากของเขาในชีวิตนี้

“พี่ดอย พี่ดอยคะ?”
เสียงทักเล็ก ๆ ของรุ่นน้องในทีมดังแหลมกระทุ้งผมหลุดจากภวังค์ เธอรีบไถ่ถามด้วยความเป็นห่วง หลังจากเห็นผมนั่งมองตุ๊กตาหน้าตาประหลาดอยู่นานสองนาน หูผมเริ่มอื้อและร้อนฉ่าเขินอาย ที่จริงแล้วผมกำลังจะขึ้นเวทีเพื่อบรรยายประวัติความเป็นมาของตุ๊กตา NIGON ที่ถืออยู่ในมือ เลยเผลอไปนึกถึงเพื่อนรักวัยเด็กคนนั้น แล้วก็พลันรำลึกความหลังขึ้นมาเป็นฉาก ๆ จนลืมห้วงเวลาปัจจุบันเสียสนิท
ตอนนี้ผมเป็นเจ้าของกิจการตุ๊กตาแล้ว หลัก ๆ ก็จะเป็นตุ๊กตาหน้าตาประหลาด ตบแต่งด้วยวัสดุอะไรก็ได้ที่ทำให้คนคาดไม่ถึง ตอนแรกผมก็เริ่มจากกระดุมบ้าง กะลามะพร้าวบ้าง ฝาขวดไม่ใช้แล้วบ้าง ล้วนแต่เป็นโจทย์ที่แตกงอกมาจากการรำลึกถึงนิกร แต่ไม่ได้คาดหวังว่าหลังจากอัปโหลดผลงานลงโซเซียลเน็ตเวิร์ก มันจะไปถูกอกถูกใจใครต่อใคร แต่ผมก็ไม่รอช้าที่จะใช้โอกาสนี้ ต่อยอดผลงานตุ๊กตาเข้าสู่วงจรพาณิชย์มากขึ้น เริ่มจากจับมือกับสินค้าแบรนด์ต่าง ๆ เพื่อใช้วัสดุบางอย่างของสินค้าเขา มาประสมเข้ากันกับตุ๊กตาของผม รู้สึกตัวอีกทีก็มาได้ไกลถึงปีที่ห้าแล้ว
ไม่เคยลืมที่จะให้เครดิตเพื่อนรักต้นคิด จึงตั้งชื่อแบรนด์ตุ๊กตาว่า NIGON
หลังจากวันเกิดปีนั้น ตัวตนของนิกรแทบจะหายไปอย่างสิ้นเชิง ไม่มีใครพูดถึง ไม่ได้ยินข่าวคราว ครั้นจะไปที่บ้านของป้าใหญ่ก็ไม่มีวี่แววของนิกร พอจะหันไปถามใครสักคน ทุกคนก็ลนลานทำหน้าตื่นแล้วตีมึนไม่ตอบ แล้วผมก็ถูกป้าแกตวาดไล่ออกมาเยี่ยงหมูเยี่ยงหมา แม้แต่ป้านุแม่ของนิกรก็ไม่ปรากฏตัวให้เห็นอีกเลยในเมืองนี้ ผมได้แต่รำพึงในใจ บางครั้งนายอาจจะไม่มีความสุขที่จะอยู่ที่นี่ เลยย้ายไปที่อื่นกับแม่แล้วก็ได้
ความมหัศจรรย์ของช่วงเวลาแสนสั้นเพียงไม่กี่ปี...กลับมีผลต่อผมไปอีกสิบปี ยี่สิบปี จนมาสามสิบปี การมีอยู่ของนิกรสร้างอิทธิพลในใจผมเสมอ ใช่ว่าจะไม่มีเพื่อนคนอื่นนอกจากเขาเลย แต่คงจะเพราะความค้างคา หรืออาจจะประสบการณ์สักอย่างของเด็กที่ใช้ชีวิตต่างกับเรา มันจะกินลึกเข้าไปในหัวใจหรือเปล่า ? ไม่ว่าเขาจะเติบโตมากลายเป็นใคร เป็นคนแบบไหน เด็กชายนิกรจะยังหัวเราะและวิ่งเล่นอยู่ในใจแบบนั้น จะเรียกว่าผมกำลังเลี้ยงเขาไว้ในใจก็ได้ แต่เขาก็เลี้ยงหัวใจของผมไว้ด้วยเหมือนกัน หลายครั้งที่ไปเห็นอะไรก็ตาม มักจะจินตนาการเงียบ ๆ ว่า
เรื่องนี้ ถ้าเป็นนิกร เขาจะทำยังไงนะ ?
นิกรจะคิดว่าอะไรกันนะ ? นายน่าจะชอบมันแน่ ๆ
จนวันหนึ่งผมตัดสินใจเดินทางไปแถวบ้านเก่าในวัยเยาว์ของตัวเอง เดินสำรวจตรงนั้นที ตรงนี้ทีด้วยหัวใจชื่นบาน อดไม่ได้ที่จะแวะไปดูใต้สะพานที่เคยเป็นบ้านเก่าของนิกร ผมใจหายที่มันกลายเป็นฝายกั้นน้ำไปเสียแล้ว เลยเดินเลี้ยวกลับไปนั่งสั่งกาแฟในคาเฟ่ข้างสะพาน ซึ่งในอดีตกาลเคยเป็นร้านโกปี๊อาแปะ ปัจจุบันหลานชายอายุรุ่นราวคราวเดียวกับผมเป็นผู้รับช่วงต่อกิจการแล้ว
“อะไรทำให้พี่ดอยกลับมาที่นี่เนี่ย ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ”
“สบายดีไหม ? ป๊อปปี้ อื้อ จำพี่นิกรได้ไหมล่ะ พอดีคิดถึงความหลังก็เลยมา”
“จำได้สิพี่ ข่าวสิบล้อเบรกแตก เหยียบเด็กตายมันดังมาก”
“หา ? ใครโดนสิบล้อเหยียบ ? อย่าบอกนะ...”
“ผมนึกว่าพี่ดอยรู้แล้วนะเนี่ย ก็ว่าทำไมไม่เคยเห็นพี่เศร้าเลย”
ป๊อปปี้เดินไปหยิบสมุดติดกระดาษข่าวสมัยสามสิบปีที่แล้ว จากตู้หนังสือของอาแปะมาให้ผมอ่าน ตรงตามที่เขาพูดทุกอย่างว่านิกรโดนรถสิบล้อเบรกแตกพุ่งชน ขณะเดินเร่ขายพวงมาลัยบนท้องถนนใหญ่ที่อยู่ไกลจากบ้านมาก และภาพหนังสือพิมพ์สมัยก่อนไม่ค่อยน่าพิสมัยนัก เผยสภาพศพเละวิ่นไม่เป็นชิ้นดีกลางถนน ข้างกันเป็นป้านุร้องไห้โหยหวน พยายามโกยชิ้นเนื้อกองนั้นใส่ถุงกระสอบเปื่อยของแก ป๊อปปี้ไม่ปล่อยให้ผมอ้าปากค้างนาน พลิกไปอีกหน้าหนึ่งของสมุด ก็สะดุดตากับข่าวกระโดดน้ำตายของป้านุในสองวันถัดมา สภาพศพผูกถุงกระสอบบรรจุเศษชิ้นเนื้อลูกชายไว้ไม่ห่าง
“พี่โดนปิดข่าวแหละ ทุกคนคงไม่อยากให้พี่เสียใจ”
ผมกลืนน้ำลาย ทั้งที่รู้แก่ใจว่าบางคนคงโล่งอก สุดท้ายก็ไม่มีเด็กเหลือขอมาข้องแวะผม นิกรไม่มีแม้แต่โกศหรือรูป เขาเหลือทิ้งไว้บนโลกนี้เพียงแค่ตุ๊กตาคู่นั้น ที่เป็นแรงบันดาลใจของตุ๊กตาทั้งกิจการ NIGON ซึ่งนับวันจะเติบโตไปได้อีกไกลเรื่อย ๆ
นิกรถึงไม่เคยตายไปไหน เพราะเขาย้ายมาโตในใจผมแทนแล้ว...





ขอสงวนสิทธิ์ข้อความทั้งหมดภายในเว็บไซท์
Copyright by http://www.espressoandcigarette.com